k-dramas

แนะนำ 30 ซีรีส์เกาหลี ปี 2020 ที่ Korseries ไม่อยากให้พลาด

31/12/2020 - korseries


ตลอดปี 2020 ที่ผ่านมานี้ มีผลงานซีรีส์เกาหลีที่ออนแอร์นับไม่ถ้วนผลงาน และมีให้คนไทยได้รับชมผ่าน OTT มากมายไม่ว่าจะเป็น VIU , Netflix , WeTV , iQIYI ฯลฯ เพื่อที่ว่าไม่อยากให้ทุกคนพลาดผลงานดีและมีคุณภาพ เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ เราจึงขอส่งท้ายด้วยบทความสุดพิเศษ รวมมิตร 30 ซีรีส์เกาหลีที่ Korseries ไม่อยากให้พลาดในปี 2020 ซึ่งเป็นการรวบรวมจากทีมนักเขียนในเว็บไซต์ Korseries.com โดย นักเขียนแต่ละคนจะเลือก TOP3 ซีรีส์ที่ชื่นชอบหรืออยากแนะนำให้ดูมากที่สุดในปี 2020 นี้ และเพิ่มเติมด้วยลิสต์ซีรีส์เรื่องอื่น ๆ ที่แนะนำโดยบรรณาธิการ รวมทั้งหมดเป็น 30 เรื่อง จะมีผลงานเรื่องไหนบ้างที่เราอยากแนะนำให้ทุกคน มาเช็คลิสต์กันได้เลย!

Hospital Playlist (tvN)

warumanu’s : ซีรีส์ที่ปักธงชูนำด้วยชื่อชั้นผู้กำกับและนักเขียนตระกูล Reply ที่การันตีความสนุกแน่นอน หยิบอาชีพหมอมาเล่าในมิติที่ต่าง ไม่ใช่แค่แจงงานเครียดๆรักษาช่วยชีวิตคน แต่เห็นมุมซอฟท์ๆของมนุษย์เรียลๆที่มีเพื่อน-ครอบครัว-คนรัก มีเป้าหมายชีวิต (ที่อาจไม่ใช่อาชีพหมอ!!) และงานอดิเรกที่แทรกอยู่ในเสี้ยวชีวิตงานอย่างสมจริง

ความสนุกที่ได้จังหวะครบรสกับบทฉลาดเล่า เรื่องเศร้าๆลุ้นๆก็มี งานที่คาบเกี่ยวเส้นความเป็นความตาย อาจนำมาทั้งน้ำตาปิติหรือน้ำตาแห่งการสูญเสีย เรื่องอิ่มเอิบฟิลกู้ดก็มี ก็เพราะโลกนี้และที่นี่ยังมีคนดีๆอยู่เยอะและถ้าก้าวข้าม prejudice ทะลุปกเข้าให้ถึงเนื้อในคนได้ เรื่องขำๆอมยิ้มก็มีมากมาย ด้วยบุคลิกเฉพาะตัวและความสัมพันธ์ของห้าหมอเพื่อนรัก ที่จะมาในแบบฉบับความสนุกของชินวอนโฮ คือ twist ตลอด เห็นภาพอย่าง อีกแป๊บกลายเป็นอีกอย่าง สาดความฮา มาทั้งมุกตลกร้าย หรือ มุกขำฉลาดๆที่ไม่ต้องประเจิดประเจ้อยัดเยียดเล่นใหญ่ หรือการฉลาดหยิบ parody มาหยอด และเสน่ห์การคราฟท์งานเก็บทุกเม็ด เสน่ห์การซ้อน positive ใน negative ในความยุ่งเหยิงทุกข์ๆ ก็ยังมี เรื่องสุขๆ ยิ้มทั้งน้ำตาได้

ใครจะไปเชื่อว่า Playlist ของคนเสื้อกาวน์จะสนุกได้ขนาดนี้ ทำเอาเรตติ้งละครพุ่ง นักแสดงเครดิตอัพถ้วนทั่วทั้งหน้าเดิมหน้าใหม่ เพลงประกอบละครดังระเบิดระเบ้อติดชาร์ต รวมไปถึงกระแสร้อนที่คณะแพทย์ฮิตมากขึ้นในหมู่เด็กเกาหลี ส่วนเรื่องรางวัลก็เชื่อว่ามีได้แน่นอน รอลุ้นได้เลย

Bubblesbenjy’s : ผลงานเรื่องล่าสุดของ ผู้กำกับชินวอนโฮ และ นักเขียนอีอูจอง ที่แค่ได้ยินชื่อ 2 คนนี้ก็แทบไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว เพราะมันรับประกันได้เลยว่า ควรค่าแก่การดูอย่างยิ่ง ซึ่ง Hospital playlist ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง มันเป็นซีรีส์ Slice of life ที่เข้าถึงได้ง่ายและจับใจ แม้ว่าทั้งเรื่องจะเป็นเรื่องราวของเหล่าคุณหมอวัยกลางคน ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้ใกล้กับชีวิตนิสิตในวัยยี่สิบกว่า ที่เรียนคณะสายสังคมอย่างเราเท่าใดนัก รวมไปถึงก็คงอาจจะเป็นชีวิตที่ดูจะไกลจากผู้ชมหลาย ๆ ท่าน ประเด็นมันอยู่ที่ว่าซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ได้นำเสนอเพียงแค่ด้านของ ‘คุณหมอที่รักษาคนไข้’ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ซีรีส์ยังถ่ายทอด ‘คนที่ทำอาชีพหมอ’ ได้อย่างเป็นมนุษย์มาก ๆ ในเรื่องจะเห็นได้ว่า ไม่มีตัวละครไหนเลยที่เป็นหมอหัตถ์เทวดา เหมือนที่เห็นได้อย่างเจนตาในซีรีส์หมอหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องราวชีวิตอันชอกช้ำ หรือ flaw ที่หนักหนาเช่นเดียวกัน พูดง่าย ๆ คือ ตัวละครไม่ได้เป็นตัวละครจนเกินไป ทุกอย่างมันธรรมดามากจนใกล้กับความเป็นมนุษย์อย่างเรา ๆ ที่นั่งดูอยู่นอกจอจนจับใจ ทั้งยังเล่าความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อน ครอบครัวจนทำให้รู้สึกว่าคนข้าง ๆ เรามีคุณค่าจริง ๆ ซึ่งเป็นลายเซ็นของ ชินวอนโฮ และ อีอูจอง ที่ชัดเจนและเอาอยู่มากมาตลอด และยิ่งนำเสนอพร้อมสไตล์การเล่าเรื่อง มุมภาพ มุกตลกที่เสริมกันได้อย่างดี ก็ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เข้ามาอยู่อันดับต้น ๆ ในใจ จากเหล่าบรรดาซีรีส์ปี 2020 ได้ไม่ยาก

Worwareworld’s : เป็นซีรีส์ที่ทำคนดูอย่างเรารู้สึกหัวใจฟูฟ่อง ไปกับเรื่องราวมิตรภาพของเพื่อน 5 คนที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนแพทย์ และปัจจุบันแต่ละคนต่างทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน ปกติหลายคนจะชินกับซีรีส์ที่ถ้าตัวละครหลักเป็นหมอ ก็คงจะเล่าเรื่องราวที่ลุ้นระทึกตื่นเต้น ฉากผ่าตัดลุ้นระทึก แต่สำหรับซีรีส์เรื่องนี้แตกต่างออกไป ตรงที่เล่าเรื่องราวของแพทย์ที่ดูมีความเป็นมนุษย์ มันรู้สึกว่าเข้าถึงได้ และมิตรภาพที่ถ่ายทอดออกมามันสวยงามเกินที่จะบรรยายจริง ๆ รู้สึกหลงรักทุกตัวละคร เรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับชินวอนโฮ จากซีรีส์ตระกูล Reply ถ้าใครรักเรื่องราวอบอุ่นหัวใจ ขอบอกว่าอย่าพลาดเรื่องนี้เลย กำลังจะมีซีซั่น 2 แล้ว รอคอยหนักมาก!

Thebagseller’s : ผลลัพธ์ที่ได้รับทุกครั้งจากการได้ดูผลงานของ PDชินวอนโฮ เจ้าของผลงานมีชื่อเสียงมากมาย อาทิเช่น Reply ทุกเวอร์ชั่น รวมถึง Hospital Playlist ด้วย คือการเข้าถึงอารมณ์คนดูจากการชูประเด็นครอบครัวและความสัมพันธ์ที่เกิดจากเรื่องราวธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของทุกคนให้กลายเป็นความประทับใจจนน้ำตาเอ่อในแทบทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกันที่ถึงแม้จะเจาะลึกมุมมองของอาชีพแพทย์เป็นเมนหลัก แต่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นก็ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความรักอันทรงพลังจากครอบครัวและคนรักนั่นเอง เรื่องนี้คืออีกหนึ่งของเด็ดจากฝีมือคุณชินวอนโฮที่คอซีรีส์เกาหลีไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

โชว์มีเดอะซีรีส์’s : เป็นซีรีส์ที่ต้องดูและขึ้นหิ้งจริงๆสำหรับปีนี้ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของกลุ่มคนธรรมดาที่แสนพิเศษผ่าน Playlist ที่ถักถอให้ความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบแน่นแฟ้นขึ้น เป็นการนำเสนอชีวิตของแพทย์ในด้านที่แตกต่างออกไปจากซีรีส์หมอเรื่องอื่นที่ถึงแม้จะไม่มีฉากผ่าตัดโหดๆแต่กลับกินใจคนดูได้อย่างไม่ยาก เพราะแก่นหลักของเรื่องนี้คือการให้น้ำหนักไปที่ชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัว มีคนรัก มีนิสัย มีความชอบ มีความผิดพลาดในชีวิต และมีกลุ่มเพื่อนเป็นของตัวเองเหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆ รวมไปถึงชีวิตของคนไข้และญาติที่หมอจะต้องแบกรับไว้ด้วย

รับประกันว่าตลอดการดูจะต้องรู้สึกอบอุ่นในหัวใจกับทุกเรื่องราวที่ถูกนำเสนอออกมา ร้องไห้ไปกับเคสของคนไข้ อินไปกับเพลงประกอบเพราะๆที่ฟังแล้วรู้สึกได้หวนคืนไปยังอดีตที่แสนสนุกสนาน หัวเราะและอมยิ้มไปกับมิตรภาพของแก๊งหมดทั้ง 5 คนที่แสดงให้เห็นว่ามิตรภาพสำคัญแค่ไหน

Prangmprang’s : นี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่ชอบที่สุดแห่งปี แต่เป็นซีรีส์ที่รักที่สุดในช่วงนี้ของชีวิต เราชอบดูซีรีส์การแพทย์มากกว่าแนวไหนๆ..เราชอบผลงานของผู้กำกับชินวอนโฮ..เราชอบยูยอนซอก โดยเฉพาะเมื่อยูยอนซอกรับบทหมอ

เพราะ Hospital Playlist คือส่วนผสมของทุกอย่างที่เราชอบ เราเลยกาปฏิทินนับวันรอตั้งแต่มีข่าวว่าพวกเขาเริ่มทำโปรเจกต์นี้ แต่นั่นเป็นแค่ครึ่งแรก เหตุผลจริงๆ ที่ยกให้ผลงานจากหนึ่งในจักรวาลของชินวอนโฮนี้คือที่หนึ่งในใจ คือความรู้สึกหลังดูจบที่รู้สึกว่าได้ใช้เวลา 90 นาทีกว่าๆ ของแต่ละตอนไปแบบคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ไม่ว่าจะบทที่ออกแบบมาอย่างดีมาก การเบนประเด็นความสนใจให้ต่างไปจากซีรีส์การแพทย์เรื่องอื่น เคสผ่าตัดยากๆ ก็ยังมี วิธีรักษาคนท้องผูกหรือผ่าไส้ติ่งก็ยังอยู่ รวมไปถึงการวางผังความสัมพันธ์ในเรื่องที่ดีมาก!! ไม่ว่าจะความรักของคนรัก ครอบครัว รวมถึงความรักของเพื่อน

หลังจากที่ดูซีรีส์เรื่องนี้พร้อมกับอยากลุกขึ้นปรบมือตลอดเวลาอยู่ 12 ตอน มีข่าวออกมาอีกว่าซีรีส์จะมีต่อซีซั่น 2 ในหัวเรามีแต่คำว่า เริ่ด เยี่ยม ดีมาก และอีกสารพัดคำชมที่อยากมอบให้

สำหรับใครที่เร่งวันเร่งคืนให้ถึงปี 2021 เพื่อให้ Hospital Playlist กลับมาคืนจอไวๆ อยากบอกว่าเราคือเพื่อนกัน แต่พอใกล้ถึงปี 2021 จริงๆ เรากลับไม่ได้อยากให้ซีรีส์เรื่องนี้กลับมาเร็วขนาดนั้น เพราะอยากให้ทีมงานได้ใช้เวลาค่อยๆ ละเลียดสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกชิ้นมาประดับวงการซีรีส์เกาหลี

แล้วเจอกันหน้า รพ.ยุลเจ 🙂


Hot Stove League

Review_Me’s : เป็นซีรีส์ที่ชอบที่สุดในครึ่งปีเเรก ตามเชียร์ตั้งเเต่ออนเเอร์จนกระทั่งชนะ Best Drama ของเเพ็คซัง ดูจากภายนอกหลายคนอาจคิดว่าเป็นซีรีส์ที่โฟกัสไปยังเบสบอล ถ้าไม่มีความรู้เรื่องกฎกติกาก็หวั่นว่าจะดูไม่เข้าใจ เเต่เเท้จริงเเล้วเป็นซีรีส์ที่ทำออกมาเพื่อทุกคน บทไม่ได้โฟกัสเกมในสนาม เเต่เป็นรากฐานของความสำเร็จที่สามารถปรับเเนวคิดไปใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท อย่างในเรื่องคนดูจะได้เห็น นัมกุงมิน ในบทบาทผู้จัดการทีม เข้ามารื้อโครงสร้าง-ปรุงเเต่งเบสบอลทีมบ๊วยสู่การเป็นผู้ชนะ ตั้งเเต่การปรับทัศนคติผู้เล่น เเก้ปัญหาเเมวมอง คอรัปชั่นในทีม ระบบการตลาด การซื้อขายผู้เล่นที่อิงหลักสถิติเเละวิทยาศาสตร์การกีฬา…

Bubblesbenjy’s : ก่อนอื่น ต้องขอสารภาพว่าเพิ่งได้มีโอกาสดู Hot stove league เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยปัจจัยส่วนตัวหลาย ๆ อย่าง แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดอาการที่เรียกว่า ‘สปาร์คจอย’ กับเรื่องนี้ขึ้นมาจนอยากดูซะอย่างนั้น ประจวบกับที่ซีรีส์เรื่องนี้คว้ารางวัล Best Drama จากเวที 56th Baeksang Arts Awards ไปครองได้พอดี จึงถือโอกาสลองกดเข้าไปดูสักหน่อยว่า มันมีดีอะไรยังไงซิ? ซึ่งพอเข้าไปดูแล้วก็ได้คำตอบว่า ‘เออ ดีจริงด้วยว่ะ’

ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้เป็นแนวกีฬาจ๋า ๆ แบบที่ไม่ค่อยได้เห็นมากเท่าใดนัก มันจึงมีความสดใหม่ในรูปแบบที่หาจากเรื่องอื่นได้ยาก แถมยังเปิดโลกของคนที่มีความรู้เรื่องเบสบอลเท่าหางอึ่งได้อย่างดี จากที่คิดว่าคงจะดูอย่างประดักประเดิด แต่ทว่า กลับสนุกไปกับโลกเบื้องหลังของทีมเบสบอลจนดูรวดเดียวจบภายใน 2 วัน เราชอบที่มันเล่าถึงการฝ่าฟันอุปสรรคของคนที่กล้าจะเปลี่ยน กล้าที่จะท้าทายแบบแผน ความเชื่อเก่า ๆ อำนาจเดิม ๆ ในองค์กรอย่างเด็ดเดี่ยว และมันยังถ่ายทอดโมเมนต์ชีวิตของมนุษย์ที่ต้องเดินต่อ แม้ในวันนั้นเราจะอยู่ท้ายตารางหรือหัวตารางแล้วก็ตาม ในแง่การนำเสนอ ตัวซีรีส์ก็ทำออกมาได้ทั้งชวนลุ้นไปกับการชิงไหวชิงพริบ ทั้งฟีลกู๊ดไปกับมิตรภาพในทีมได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีซีนจบเรื่องที่เท่มาก ๆ ในความรู้สึกเรา จนกลายเป็นว่ามัน ‘สปาร์คจอย’ กับเราได้ดีจน อยากให้มีซีรีส์แนวนี้อีก และกลายมาเป็นซีรีส์ TOP 3 ในปีนี้เลยแหละ


It’s Okay to Not Be Okay

โชว์มีเดอะซีรีส์’s : เป็นซีรีส์ที่หยิบยกประเด็นสุขภาพจิตมานำเสนอไปพร้อมกับการสอดแทรกวิธีการเยียวยากันและกันของตัวละครในเรื่อง ผ่านนิทานในแต่ละตอนและคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยพลังใจ และข้อคิด ทุกรายละเอียดในเรื่องถูกสรรสร้างออกมาอย่างบรรจงและประณีตอย่างไร้ที่ติ ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนพาเราท่องเข้าไปในโลกของนิทานที่ตัวเอกของเรื่องล้วนไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มีเพียงผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์เท่านั้นที่ต้องการการเยียวยา คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในโรงพยาบาลก็ต่างต้องการการเยียวยาเช่นกัน
ทุกรายละเอียดของเรื่องนี้บอกได้เลยว่าเนียนกริ๊บแบบไร้ที่ติ การหยิบเอานิทานเข้ามาเป็นจุดเด่นหลัก ก็สามารถสร้างความน่าตื่นเต้นให้กับคนดูได้เป็นอย่างมาก เพราะยังไม่เคยมีซีรีส์เรื่องไหนหยิบยกนิทานเข้ามาเป็นแก่นเรื่องหลักในการเล่าเรื่องเลย แถมภายในเรื่องยังมีนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่เพื่อให้เข้ากับบริบทในแต่ละตอนด้วย จึงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้รักเรื่องนี้เข้าได้ง่ายๆ

บทความรวมนิทาน+บทวิเคราะห์ ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ฉบับที่ 1 (EP.1-8)

บทความ : รวมนิทาน+บทวิเคราะห์ ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ฉบับที่ 2 (EP.9-16)


18 Again

ADVERTISEMENT
The Penthouse 3 ดูย้อนหลังได้ที่ Viu คลิก!

Bubblesbenjy’s : ถ้าถามว่าในปี 2020 นี้ เสียน้ำตาตอนไหนมากที่สุด คงจะตอบว่า ตอนที่ดูซีรีส์เรื่อง ‘18 again’ เรื่องนี้เนี่ยแหละ เป็นซีรีส์ที่เหนือความคาดหมายในปีนี้สำหรับเรามาก ๆ ไม่คิดว่าจะมากระแทกใจจนขึ้นมาติด TOP 3 ได้เลย เพราะจากที่ดูหน้าหนังในตอนแรกแอบไม่ได้ดึงดูดใจเราได้มากเท่าใดนัก แต่พอได้ดูแล้วก็เกิดความรู้สึกว่า ‘เห้ย สนุกอยู่นะ’ จนทำเอาต้องไล่ดูตามดูมาเรื่อย ๆ และดูจนจบลงด้วยความรู้สึกประทับใจ โดยส่วนตัว คิดว่ามันก็เป็นซีรีส์เกาหลีแนวที่หาได้ไม่ยาก แต่ก็ครบรสแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ และคงจะเบือนหน้าหนี ‘ความอูมามิ’ ของเรื่องนี้ได้ยาก ‘18 again’ นั้นเข้ามาถึงหัวใจคนดูอย่างเราได้ง่ายมาก เมื่อเรื่องเลือกที่จะถ่ายทอดความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และความบกพร่องของมนุษย์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งเนื้อหายังนำเสนอปัญหาที่ปรากฏทั้งในสถาบันครอบครัว ที่ทำงาน และบรรทัดฐานของสังคมที่ทำร้ายผู้คนมานับไม่ถ้วน ออกมาอย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้น ซีรีส์ก็โอบอุ้นหัวใจของคนดู ด้วยการถ่ายทอดความรัก ความเห็นใจซึ่งกันและกันที่มนุษย์พึงมี นอกจากนี้ ยังคับคั่งไปด้วยเหล่านักแสดงทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ที่แสดงออกมาได้มีเสน่ห์มาก ๆ จนทำให้รู้สึกคล้อยตามและผูกพันกับตัวละครเหล่านั้น เหมือนกับว่าพวกเขามีตัวจนจริง ๆ อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัว เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ‘18 again’ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ทำออกมาอย่างวิจิตรหมดจด ไร้ที่ติ แต่ก็เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ควรค่าแก่การดูในปี 2020 นี้อย่างแน่นอน


Stranger 2

Review_Me’s : อีซูยอน ยังคงเขียนบทได้อย่างน่าทึ่ง ยากจะจินตนาการว่าใครที่สามารถเขียนบทอาชญากรรมระดับนี้ได้อีก เพราะบทมีทั้งความลุ่มลึกของสาร ความซับซ้อนของคดีที่ยากจะคาดเดา เเละการลงรายละเอียดที่สมจริงทุกกระเบียดนิ้ว โดยวางเเกนกลางเป็นปมขัดเเย้งระหว่างอัยการกับตำรวจ ก่อนนำไปเชื่อมกับ 4 คดีใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวพันกัน เเต่กลับมีความสัมพันธ์เชิงลึกในเครือข่ายอำนาจ-กลุ่มแชโบล-หน่วยราชการทุกระดับ โยงใยจนสะท้อนให้เห็นภาพวงจรอุบาทว์ของกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริงในหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก…


My Unfamiliar Family

Worwareworld’s : เป็นซีรีส์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวธรรมดา ๆ แต่ว่าหยุดดูไม่ได้ ของครอบครัวที่ซึ่งควรจะเป็น Safe zone ที่สามารถพึ่งพิงในยามไม่สบายใจ แต่กลับกลายเป็นว่าแต่ละคนห่างเหิน จากคนที่ใกล้ชิดเริ่มที่จะเป็นเหมือนคนแปลกหน้า ซีรีส์นำเสนอให้เห็นว่าปัญหาจากการไม่ได้พูดคุยกัน แม้เหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ทำให้เกิดเป็นแผลขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าที่แผลเหล่านั้นจะสมานตัวกลับมาเป็นเหมือนเดิม ในเรื่องยังนำเสนอมุมมองและความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ทั้งคู่สามี-ภรรยาที่หมางเมิน ความสัมพันธ์ของพ่อแม่-ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ที่งดงาม และอบอุ่นหัวใจ พูดได้เต็มปากว่า ‘ควรค่า’ แก่การรับชม

Thebagseller’s : ถึงแม้ทีมนักแสดงนำจะไม่ใช่ระดับเอลิสต์ แต่ถ้าเทียบกับความสนุกและสาระดี ๆ ที่ได้รับมาจากซีรีส์แนวครอบครัวเรื่องนี้ ขอบอกว่า เกินคาดจริง ๆ..ในบรรดาลิสต์ซีรีส์ที่ชอบ เรื่องนี้ถือเป็นม้ามืดในใจมาก เล่นประเด็นความขัดแย้งในและความห่างเหินที่เกิดขึ้นในครอบครัวได้เฉียบขาด มากไปกว่านั้น คู่พระนางเมนหลัก คิมจีซอก – ฮันเยริ ก็ยังสามารถสร้างซีนอารมณ์โรแมนซ์เติมเต็มความฟินและความอบอุ่นในหัวใจได้อย่างเต็มสตรีม ขอยกนิ้วให้อีกเรื่อง


Kairos

โชว์มีเดอะซีรีส์’s : เป็นซีรีส์ที่ตลอด 16 ตอนที่ไม่มีตอนไหนน่าเบื่อเลยแม้แต่นาทีเดียว แม้กระทั่งตอนสุดท้ายก็ยังมีปมให้เราได้ลุ้นและติดตามไปกันจบ เพราะมีการเล่นกับทฤษฎี Butterfly Effect การเปลี่ยนแปลงอดีตทุกครั้งแม้มันจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ก็สามารถส่งผลกระทบกับปัจจุบันได้เช่นกัน ทำให้เราไม่สามารถคาดเดาอะไรภายในเรื่องได้เลยว่า ตัวละครจะทำอะไรต่อไป ฉากต่อไปจะเป็นแบบไหน หรือตอนจบจะลงเอยเช่นไร ถึงแม้เนื้อเรื่องจะดูจะซับซ้อน แต่มันกลับไม่ทำให้คนดูอย่างเรางงเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไปเชื่อมโยงกันแบบไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ต้องไปคิดต่อเองเลย เป็นซีรีส์ที่บทว้าวมากที่สุดในปีนี้แล้ว กำไรสุดๆหากใครได้ดูเรื่องนี้เพราะเหมือนได้ดูซีรีส์ 3 4 เรื่องในเรื่องเดียว


Into the Ring

Worwareworld’s : ซีรีส์ที่คนอาจจะไม่ค่อยพูดถึงมากเท่าไหร่แต่มันทัชหัวใจเรามาก เรื่องนี้เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การเมืองในที่นี้ที่ไม่ใช่การเมืองภาพใหญ่ที่เข้มข้นจัดหนัก แต่กลับเป็นซีรีส์ที่นำเสนอเรื่องราวจุดเล็ก ๆ อย่างการเมืองท้องถิ่น ตัวละครหลักของเรื่องเป็นผู้หญิงที่แค่ต้องการจะมีงานประจำ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีเงินเดือนใช้ และเธอเป็นคนที่ชอบร้องเรียนปัญหาต่างๆที่พบเห็นไปยังหน่วยงานรัฐ และวันหนึ่งเธอตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสภาเขต ก้าวขาเข้าสู่วงการการเมืองท้องถิ่นโดยไร้ซึ่งพรรคการเมืองเป็นแบคอยู่เบื้องหลัง ในเรื่องสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ใต้พรมมากมาย อย่าง คอรัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก ฯลฯ ดูแล้วจะตกหลุมรักในเอเนอร์จี้ของนางเอก และ ความน่ารักนุบนิบของพระเอก เรื่องราวไม่ได้หนักเกินไป แถมยังมีโมเมนต์น่ารัก ๆ ระหว่างพระนางที่เคมีเข้ากันดีมาก งานกำกับภาพสวยงาม ถือว่าเป็นซีรีส์ที่มีส่วนผสมที่ลงตัวมาก ชอบการนำเสนอที่ทำให้เข้าใจคำว่า ‘การเมืองไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว’ มากยิ่งขึ้น


Birthcare Center

warumanu’s : อาชีพยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่อยากนำเสนอคือ ‘แม่’ … เป็นครั้งแรกที่มีการทำละคร how to แม่มือใหม่ ได้อย่างถึงลูกถึงคน (555 ก็ได้ลูกจริงๆอะนะ) เป็นการคลุกเคล้าความซีเรียสสมจริงเป๊ะทุกสเต็ป เข้ากับความสนุกชวนหัวชวนติดตามได้กลมเนียนเป็นเนื้อเดียวอย่างน่าทึ่ง สร้างความตลกร้ายเก๋ๆให้กับตัวละครหลัก สาววัยสี่สิบที่ต้องกลายเป็นคุณแม่มือใหม่ ในโลกธุรกิจเธอเป็นนางพญา ความสำเร็จอยู่ในกำมือเสมอ ได้เป็นผู้บริหารอายุน้อยเพราะความบ้างาน แม้กระทั่งนาทีสุดท้ายท้องโย้ก่อนคลอด แต่ชีวิตนับจากห้องคลอดยันเลี้ยงลูก ได้ทำให้ ‘เวิร์คกิ้งวูแมนหัวแถว’ ตกสภาพกลายเป็น ‘คุณแม่หางแถว’ อย่างเงิบๆ อยู่ออฟฟิศคือคนเก๋า แต่มาอยู่ศูนย์พักฟื้นหลังคลอดและเลี้ยงเด็ก เธอคือคนอ่อนหัดสุด บทเรียนการเป็นแม่ที่เธอต้องทิ้งโปรไฟล์สุดภาคภูมิของตัวเองออกไปให้หมด และเริ่มต้นเปิดหัวใจเรียนรู้ใหม่ เป็นบทเรียนที่เธอค่อยๆซึมซับรับจากลูกน้อยและแม่ๆในศูนย์ที่แตกต่างกันไป

อย่าคิดว่าเรื่องนี้เหมาะกับคนมีลูกแล้วเท่านั้น เพราะความสนุกสดใหม่ฮาได้ฮาดีและบทสรุปฟิลกู้ด สามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วไปได้สบายๆเลย แต่ละตัวละครมีเสน่ห์น่ารักขำๆ รัวๆด้วยบทตลกร้ายช่างคิด บท parody ก็เลือกหยิบของดี อย่างเช่น Snowpiercer ระดับบงจุนโฮมาแจม เรื่องนี้ผู้เขียนขอปรบมือเป็นพิเศษให้ความนอกกระแสแต่สนุกและมีคุณค่าทางจิตใจสูงทะลุขั้น 5 ดาวเลย


A World of Married Couple

Thebagseller’s : ผลงานซีรีส์ที่สร้างตำนานบทใหม่ให้กับ JTBC อีกเรื่องที่รับไม้ต่อจาก SKY Castle ได้อย่างน่าเกรงขาม เสียงตอบรับทั้งจากเรตติ้งและกระแสในโลกออนไลน์เรียกว่าดีงามแบบถล่มทลาย เริ่มต้นจากชู้สาวนำไปสู่เรื่องราวสุดซับซ้อน และการรับมืออย่างแสบสันต์ของภรรยาที่รับบทโดย คิมฮีแอ โปรเจกต์นี้ส่งเธอกลับมาผงาดในวงการอีกครั้งได้อย่างสมศักดิ์ศรี ขอให้จดไว้ในลิสต์ที่ต้องดูอีกเรื่อง รับรองจะไม่ผิดหวังแน่นอน


Start-Up

Review_Me’s : ส่วนตัวเป็นเเฟนตัวยงของ พัคฮเยรยอน* จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะหลงรักซีรีส์เรื่องนี้ ยิ่งองค์ประกอบต่างๆช่วยเกื้อหนุนบทของเธอได้ดีเยี่ยมกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมาทั้ง Direction, Cinematography, Soundtrack, Acting ขณะที่หัวใจหลักอย่างบทเน้นสารของ Coming of Age ขับเคลื่อนผ่านเหล่าวัยรุ่น-คนมีฝัน-คนที่ประสบความสำเร็จเเต่ชีวิตยังว่างเปล่า จูนเข้ากับโลกของธุรกิจสตาร์ทอัพ-ย่อยสารวิชาชีพผ่านความบันเทิงให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ เเถมยังเบลนด้วยเเง่มุมต่างๆของชีวิต ความรัก ครอบครัว เพื่อน เเละความฝัน ได้อย่างกลมกล่อม…

*พัคฮเยรยอน เคยผ่านงานเขียนบทซีรีส์ดังหลายเรื่อง อาทิ Dream High , I Hear Your Voice , While You Were Sleeping , Pinocchio


Hush

warumanu’s : ซีรีส์ที่ปักธงดึงดูดผู้เขียนด้วยนักแสดงฮวังจองมิน และการเจาะลึกอาชีพนักข่าว กับเรื่องราวสะท้อนสปิริตจิตสำนึกของคนข่าวผู้เป็นกระบอกเสียงสังคม ท่ามกลางความเป็นไปและปัญหามากมาย ด้วยว่าทีมตัวละครหลักคือ กลุ่มนักข่าวของหนังสือพิมพ์หัวใหญ่สุดของเกาหลี ความดิ้นรนอยู่รอดของตัวสื่อเองในโลกยุคใหม่ในฐานะเบอร์หนึ่งก็ชวนอึ้งละ ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวเป็นสื่อออนไลน์ การต่อสู้เพื่อจรรยาบรรณอาชีพ ที่มีแรงต้านจากการแข่งขัน อำนาจเบื้องบน เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่จิตใจของตัวเอง ถ่ายทอดผ่านนักข่าวซีเนียร์ที่ไฟกำลังมอด และนักข่าวฝึกหัดที่มีความระอุคุกรุ่นแน่นอก ต่างคนต่างจะได้มาเรียนรู้กันละกัน

ซีรีส์ยังออนแอร์ไม่จบ แต่เนื้อหาที่ผ่านมา 6 อีพี ก็เข้มข้น สะท้อนสังคมการทำงาน ปัญหาชีวิตเยาวชน first jobber อุดมคติ vs โลกความจริง ปัญหาการบิดเบือนข่าวที่สร้าง hate speech ได้ แทรกวิถีชีวิตจากวัฒนธรรมของอาหารมาประปราย กลิ่นอายความเป็นเกาหลีชัด ส่วนมู้ดโทนก็หนักไปทางจริงจัง เน้นเรื่องดราม่า มีแทรกอมยิ้มบ้างประปราย
จุดเด่นอีกอย่างของเรื่องนี้ คือ บทสคริปต์ที่สอดแทรกคำคมเยอะดี รวมถึงการเล่นคำอย่างน่าสนใจ ตั้งต้นจากชื่อ Hush ที่ชวนสงสัยว่า เป็นนักข่าวประสาอะไรจึงต้องเงียบจุ๊ๆ เป็นคนข่าวเองกลับปิดข่าวหรือไร เพราะอะไร แต่แค่การคิดใหม่มองต่าง เปลี่ยน Hush ให้เป็น H.U.S.H. ได้ก็น่าสนใจดี เค้าว่ามันคือ Hear, Understand, Skeptic, Hold ฟังให้เข้าใจ ขี้สงสัยตั้งคำถามเป็น และเกาะติดไม่ปล่อย กลายเป็นนักข่าวที่ดีได้ซะงั้น ต้องไปติดตามดูกัน


Hyena

Prangmprang’s : ตอนซีรีส์เรื่องนี้ออนแอร์ คือช่วงหลังจากที่ จูจีฮุน ฮอตฮิตติดลมบนจากผลงานเรื่อง Kingdom แต่ความอินของรัชทายาทปราบซอมบี้ในเรื่องนั้นไม่ทำให้เราอยากดูเขาเล่นเป็นทนายความเท่ากับการที่รู้ว่า Giriboy ได้มาร้องเพลง ost. ให้ซีรีส์เรื่องนี้

เอาเป็นว่าเริ่มดูเพราะเพลงประกอบ แต่ติดงอมแงมและบอกต่อทุกคนเพราะเนื้อเรื่อง หลังจากหลงอ่านชื่อเรื่องว่า ฮเยนา อยู่นาน ก็เพิ่งจะเข้าใจว่าจริงๆ แล้วมันอ่านว่า ‘ไฮยีน่า’ ซึ่งคล้องกับแกนหลักของเรื่องที่เล่าเรื่องทนายความที่ทำคดีให้คนรวย 1 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ รูปคดีเลยยิ่งใหญ่ เครือข่ายใหญ่ แถมทนายความก็แก้ต่างกันแบบเล่นใหญ่ด้วย

จูจีฮุนเวอร์ชันใส่สูท ผมเนี้ยบ ไปทำงานพร้อมนาฬิกาและรถหรูคือชนะเลิศ แถมยังฉลาดเหมาะสมกับตำแหน่งทนายความแห่งชาติ แม้จะมีบ้างที่แอบร้าย แต่ก็ถูกนางเอกที่เป็นทนายความฝ่ายตรงข้ามงัดเอาชนะได้บ่อยๆ

เรื่องดำเนินมาแบบเวอร์วังปังทุกตอน แต่มาขัดใจเรานิดเดียวตรงสีสูทตอนจบของเรื่อง เลยขอหักคะแนนความพึงพอใจไป 0.00001 (ใบ้ให้ว่าจูจีฮุนใส่ได้คนเดียวในโลก พระเอกคนอื่นอย่าหาทำใส่เลย ขอร้อง)


Extracurricular

Prangmprang’s : หลังจากได้ย้อนทบทวนดีๆ ว่าปีนี้ดูซีรีส์อะไรไปบ้าง ก็ได้พบกับ Original Netflix เรื่องหนึ่งในปี 2020 ที่ในเมืองไทยอาจจะไม่ค่อยอยู่ในกระแสแต่เราว่าเขาทำออกมาได้ดีมาก Extracurricular เล่าเรื่องของเด็ก ม.ปลาย ที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในเมืองใหญ่ด้วยวิธีที่แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่กล้า นั่นคือการเป็นนายหน้าธุรกิจมืดประเภทหนึ่ง

ถ้าใครเคยดู SKY Castle และต่อด้วยเรื่องนี้น่าจะเพิ่มความอินอีกหลายระดับ อย่างแรกคือเรื่องหลักปูไปที่ชีวิตของกลุ่มเด็กที่แม้จะอยู่ชั้นเรียนเดียวกัน มีฝันคือการเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่คุณภาพชีวิตของพวกเขาต่างราวฟ้ากับดิน คนหนึ่งใช้เงินที่ได้จากพ่อแม่มาง่ายๆ อย่างไม่รู้คุณค่า แต่อีกคนต้องทำทุกทางเพื่อหาเงินมาเป็นค่าเรียนพิเศษแค่เพียงหนึ่งคอร์ส

นั่นจึงเป็นเหตุให้คนที่ด้อยกว่าต้องดิ้นรนอย่างสุดชีวิต แม้จะต้องเข้าไปพัวพันกับธุรกิจสีเทาที่ปลายทางมีแค่ 2 ทาง คือ คุกกับความตาย รอเขาอยู่ก็ตาม

ว่ากันง่ายๆ Extracurricular มีส่วนผสมของ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ กับหนังดาร์กๆ ของเกาหลี และมีนักแสดงนำเป็นดาราวัยรุ่นหน้าใหม่แทบทั้งหมด ไม่บอกว่าสนุกและลุ้นขนาดไหน เราใช้เวลาดู 10 ตอนจบภายใน 1 วัน!


ต่อจากนี้จะเป็นการแนะนำลิสต์ซีรีส์ที่ไม่อยากให้พลาดเพิ่มเติม!

Dr.Romantic 2

หากใครที่ติดใจ Dr.Romantic ซีซั่นแรก แน่นอนว่าต้องไม่พลาด ซีซั่น 2 ซึ่งในซีซั่นนี้จะพบกับตัวละครหลักใหม่ แสดงโดย อันฮโยซอบ – อีซองคยอง ซึ่งเป็นหมอน้องใหม่ที่เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลทลดัม แม้ส่วนตัวรู้สึกว่าจะไม่ได้ว้าวเท่าซีซั่นแรก แต่ซีรีส์ยังคงความน่าติดตามเอาไว้ได้ โดยเฉพาะเคสแต่ละเคสที่ต้องรับมือ รวมไปถึงการสอดแทรกประเด็นทางสังคมอย่างรอบด้าน หมอคิมยังคงอบอุ่นและเก่งมากเหมือนเดิม <3


Crash Landing on You

ยกให้เป็นซีรีส์โรแมนติกอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด ในเรื่องไม่ได้นำเสนอแค่เรื่องราวความรักของพระนาง แต่ยังรักในมิตรภาพที่ไร้พรมแดนระหว่างเหล่าสหายในเรื่องด้วย เคมีพระนาง ฮยอนบิน – ซนเยจิน เป็นอะไรที่ดีต่อหัวใจ และเชื่อว่าสาว ๆ คงจะแพ้ในความอบอุ่นดั่งเตาผิงของผู้กองรีจองฮยอกที่ฮยอนบินแสดงอย่างแน่นอน


Kingdom 2

การกลับมาในซีซั่น 2 ของ Kingdom ยังคงระทึกเหมือนเดิม เพิ่มเติมด้วยฉากแอคชั่นที่มีมากขึ้น ในขณะเดียวกันเส้นเรื่องซอมบี้ที่ผูกโยงพร้อมกับคนที่บงการอยู่เบื้องหลังก็ทำออกมาได้ดีและน่าติดตามตลอดเรื่อง ซีซั่นนี้ยังคงประทับใจการแสดงของ จูจีฮุน และว้าวกับตัวละครพระมเหสีที่ คิมฮเยจุน ถ่ายทอดออกมามาก ๆ และที่สำคัญตื่นเต้นกับการมาในตอนท้ายของ คุณแม่จอนจีฮยอน ที่มาแค่ไม่กี่วินาที แม้ซีซั่น 3 จะยังไม่มีกำหนดมาในเร็ว ๆ นี้ แต่ว่า 2021 เจอกันแน่นอนกับโลก Kingdom ที่ขยายกว้างขึ้นกว่าเดิม ด้วยตอนพิเศษ Kingdom : Ashin of the North


Itaewon Class

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจที่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ชอบความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ รวมไปถึงการให้ความสำคัญคนรอบตัวของแซรอย ที่ทำให้ทุกคนพร้อมจะอยู่เคียงข้าง ช่วยเหลือ และสู้ไปกับตัวละครนี้ แม้ตัวเรื่องจะมีบางจุดที่ดูส่วนตัวรู้สึกว่า surreal ไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ยังชอบเรื่องนี้ และ ที่สำคัญ เพลง ‘Start Over’ ost. เรื่องนี้ที่ร้องโดย Gaho ส่งต่อพลังให้ฮึกเหิมได้ดีจริงๆ


Nobody Knows

Nobody Knows

เป็นซีรีส์แนวสืบสวนที่โทนและการดำเนินเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่งในปีนี้ เล่าเรื่องราวของนักสืบที่ตัดสินใจมาเป็นตำรวจเพื่อจะตามหาฆาตกรที่ฆ่าเพื่อนสนิทของตัวเองเมื่อสมัยเรียน แล้ววันนึงก็มีคดีฆาตกรรมคล้าย ๆ กันเกิดขึ้น เรื่องราวมีความปมเยอะและซับซ้อน มาดูเรื่องนี้เพราะชอบการแสดงของ คิมซอฮยอง หรือโค้ชคิม จากซีรีส์ SKY Castle ซึ่งเรื่องนี้รับบทเป็นนักสืบได้เท่มาก และประทับใจตัวละครโกอึนโฮ (รับบทโดย อันจีโฮ) มาก ๆ ด้วย


Search

Search Korean Drama

เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ทางเราสนใจตั้งแต่ก่อนฉาย เพราะเห็นว่าเป็นซีรีส์แนวดราม่าระทึกขวัญการทหาร แถมยังเป็นงานจาก OCN ด้วย พอได้ดูก็ไม่ผิดหวัง ด้วยโปรดักชั่นที่เป็นโปรเจกต์ Dramatic Cinema ทำให้เวลาดูเรื่องนี้เหมือนกำลังดูหนัง ดำเนินเรื่องได้น่าติดตามมาก ต้องมาหาคำตอบกันนะว่าสิ่กลึกลับที่อยู่ในเขตปลอดทหารในเรื่องนี้คืออะไร? คริสตัลและจางดงยุน แสดงเป็นทหารได้เท่สุด ๆ


365 : Repeat the Year

365 Repeat The Year

เป็นซีรีส์ที่ดีเกินคาด การที่มีคน 10 คนได้รับโอกาสในการเข้าร่วม reset ชีวิตตัวเอง ได้ย้อนเวลาไป 1 ปีก่อนหน้า แต่ไป ๆ มา ๆ กลับกลายเป็นว่าเริ่มที่มีคนตายมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยต้องตามหาความจริง เป็นซีรีส์ที่เล่นกับเรื่องเวลาได้อย่างมีชั้นเชิง ลุ้นจนเหงื่อแตก555 พล็อตดูสากลมาก ใครชอบแนวนี้ลองไปหาดูนะคะ!


Missing: The Other Side

Missing The Other Side

รู้สึกว่าพล็อตซีรีส์เรื่องนี้มีความลึกลับในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกับเรื่องอื่น ๆ ตรงที่ตัวละครหลักได้เข้าไปในหมู่บ้านที่มีวิญญาณของคนที่เสียชีวิตโดยที่ร่างหายไปอย่างปริศนา นำมาสู่การตามหาร่างของวิญญาณเหล่านั้น ซึ่งดำเนินเรื่องอย่างน่าติดตาม และนักเขียนฉลาดในการเชื่อมโยงบท นอกจากพาร์ทการสืบหาที่ชอบแล้ว พาร์ทของตัวละครแต่ละคนก็ถ่ายทอดออกมาได้ดี จนทำเอาร้องไห้หลายฉากเลยล่ะ


Find Me In Your Memory

Find Me In Your Memory

เป็นอีกเรื่องที่กะไว้ดูคั่นเวลาระหว่างรอเรื่องอื่นออนแอร์ แต่ว่ากลับติดเรื่องนี้มากสุดในเวลานั้นเลย!! เรื่องนี้เป็นซีรีส์เกี่ยวกับผู้ประกาศข่าวที่เป็นโรคจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ตั้งแต่เด็กจนโต ความจำที่เจ็บปวดในอดีตของเขา แม้เวลาผ่านไปแต่ทุกรายละเอียดยังชัดเจน ในขณะที่นางเอกเป็นดาราสาวที่หลงลืมช่วงเวลาหนึ่งไปเพื่อปกป้องตัวเอง เคมีของพระนางการันตีด้วยรางวัล Best Couple จากงานประกาศรางวัลปลายปี 2020 MBC Entertainment Awards แม้ชีวิตจริง มุนกายอง กับ คิมดงอุค อายุจะห่างกัน 13 ปี แต่ความเข้ากันของคู่นี้คือสุดยอดมาก!!


Flower of Evil

Flower of Evil

แค่ตั้งต้นเรื่องว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากสามีที่รักมาตลอด 14 ปี ต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง?’ ก็ทำเอาอยากดูตั้งแต่แรก เรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้ระทึกมาก ด้วยคาแรคเตอร์ของตัวละครที่วางไว้ ว่า คู่สามีภรรยาที่ชีวิตสงบสุขมาโดยตลอด กลับพบเจอกับเรื่องราวที่ทำให้สถานการณ์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ สามีต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ในขณะที่ ภรรยาเป็นนักสืบฝีมือดีที่คอยตามสืบความจริง ตอนที่ดูรู้สึกตื่นตัวและอยากรู้ว่าเรื่องราวจะเดินไปในทิศทางไหนอยู่ตลอด แถมตัวละครหลักอย่าง อีจุนกิ – มุนแชวอน ก็รับส่งอารมณ์ ผ่านสีหน้าแววตาได้ดีมากจนเชื่อว่าตัวละครเจ็บปวดจริง ๆ เป็นผลงานที่ครบเครื่องทั้งตัวบทและนักแสดงอีกเรื่องในปีนี้เลย


The Uncanny Counter

Uncanny Counter

ตอนแรกเกือบจะพลาดเรื่องนี้ไป แต่พอได้ยินว่าที่เรตติ้งที่เกาหลีสูงขึ้นเรื่อย ๆ เลยลองไปตามดู แล้วก็เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเรตติ้งดีขนาดนี้ เป็นซีรีส์รีเมคจากเว็บตูน ซึ่งพล็อตแปลกใหม่สำหรับวงการเกาหลี กับเรื่องราวของกลุ่มที่เรียกว่า ‘เคาน์เตอร์’ ที่ทำหน้าที่กำจัดเหล่าปีศาจร้ายให้ไปปรโลก ใครที่ชอบแนวแอคชั่น เหนือธรรมชาติ มีความซุปเปอร์ฮีโร่ ต้องดูเลยนะ ตอนนี้กลายเป็นซีรีส์ที่ทำเรตติ้งสูงสุดของช่อง OCN เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!!


Mr.Queen

Mr Queen

งานขายขำที่สุดในปีนี้ คงต้องยกให้เขาเลย ชินฮเยซอน กับบทมเหสีโชซอนที่วิญญาณภายในเป็นเชฟเพลย์บอยหลงยุค แสดงได้เชื่อว่าเป็นผู้ชาย เล่นใหญ่ขายขำสุด โดยเฉพาะฉากเล่นหน้าเล่นตาต่าง ๆ ถ้าดูจะตกหลุมรักเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งใครต้องการดูอะไรที่มันบันเทิงใจ อย่าลืมไปจัดนะคะ รับรองว่าขำเหนื่อยจริงๆ5555


The Good Detective

Good Detective

เป็นซีรีส์แนวสืบสวนที่มีความเป็นมนุษย์เอามาก ๆ และไม่ได้หนักหรือเบาจนเกินไป เรื่องราวในซีรีส์เป็นการตามหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรมที่จับคนร้ายผู้บริสุทธิ์ ที่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีอำนาจที่มองไม่เห็นมาบดบัง ตีแผ่ในหลายวงการ ดูไม่เบื่อตั้งแต่ต้นจนจบ และรักในความเข้าขากันดีระหว่างตัวละครหลักที่ ซนฮยอนจู และ จางซึงโจ แสดงมาก ๆ


Please Don’t Date Him

Please Don't Date Him

เป็นซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้ เรื่องราวของ สาววิศวกรAI ที่พัฒนาตู้เย็นอัจฉริยะที่วันหนึ่งเครื่องเกิดมีปัญหาระบบภายใน เมื่อแก้บั๊กกลับกลายเป็นว่าตู้เย็นอัจฉริยะนี้สามารถเจาะลึกถึงประวัติ-พฤติกรรมการใช้งานส่วนตัวที่ทำให้รู้ตัวตนที่แท้จริงของคนอื่น ๆ ได้อย่างไม่ตั้งใจ และ นักดับเพลิงหนุ่ม ผู้แสนโลว์เทค ไม่ใช้มือถือสมาร์ทโฟน คาแรคเตอร์ตัวละครที่มีชีวิต Contrast กันเป็นเสน่ห์ที่น่ารักของเรื่องนี้ แถมเรื่องราวไม่ได้น่าสนใจแค่เฉพาะคู่พระนาง แต่ยังรวมไปถึงคู่ตัวละครเพื่อนนางเอกด้วย ดูเพลินมาก ๆ เสียดายมีอาทิตย์ละตอน รอแต่ละอาทิตย์ รู้สึกจะขาดใจ >___<


The Penthouse

Penthouse K-Drama

จัดจ้านจนสะพรึงจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้ เป็นซีรีส์ที่ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยาย ความปั่นประสาทที่เกิดขึ้นภายในเพนต์เฮ้าส์ 100 ชั้น ที่เต็มไปด้วยความพีค คิดว่าพีคแล้ว มันก็ยังมีจุดที่พีคกว่า เสียดสีตีแผ่สังคม ชนชั้น การเลี้ยงดูลูก เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ทำเรตติ้งสูงสุดถึง 24.0% และแน่นอนว่าเรื่องราวไม่จบลงง่าย ๆ เพราะปี 2021 กำลังจะมีซีซั่น 2 และ 3 ตามมาในไม่ช้า ถามหาพาราก่อนเลยจุดนี้!!!


Run On

Run On K-Drama

เป็นซีรีส์น้ำดีส่งท้ายปี 2020 ที่ไม่อยากให้พลาดเลยจริง ๆ ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีอะไร แต่ว่าเรื่องนี้มีความสดใหม่และมีเสน่ห์แพรวพราวมาก ๆ ทั้งในการดำเนินเรื่องโดยตัวละครที่ใช้ชีวิตและภาษาที่แตกต่างกัน มาเจอกัน และฮีลใจกันและกัน ตัวละครพระเอกเป็นนักวิ่งทีมชาติ ในขณะที่เขาทนไม่ได้ที่เห็นความอยุติธรรมอยู่ตรงหน้า กล้าที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อคนอื่น แต่ทว่าเขากลับใช้ชีวิตเก็บซ่อนความทุกข์ของตัวเองเอาไว้ในใจ ซึ่งการได้พบกับตัวละครนางเอกที่ทำงานเป็นนักแปลภาษาภาพยนตร์ต่างประเทศ ไม่เพียงแค่เธอเป็นสะพานเชื่อมโยงภาษาในอาชีพการทำงานเท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนเปิดประตูที่ถูกปิดตายของตัวละครพระเอกด้วย เป็นซีรีส์ที่รักคาแรคเตอร์ของตัวละครพระนางมาก ๆ อิมชีวาน-ชินเซคยอง เคมีเข้ากันสุด ๆ ยิ่งฉากการพูดคุยกันของตัวละครมีจังหวะโบ๊ะบ๊ะดีต่อใจ แถมยังเนื้อหาดีด้วย ตอนนี้กำลังออนแอร์อยู่ มาดูเรื่องนี้ข้ามปีไปด้วยกันนะ!

ต้องขอขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงจุดนี้…จริง ๆ แล้วยังมีซีรีส์สนุก ๆ อีกเยอะมากที่ออนแอร์ในปีนี้ นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เราเลือกมา หวังว่าลิสต์ซีรีส์ที่เลือกมานี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการเลือกดูซีรีส์ของเพื่อน ๆ นะคะ~ ลาก่อน 2020 มาลุยซีรีส์กันต่อในปี 2021 กัน!

ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่


Facebook Fanpage
 : facebook.com/korseries
Twitter
 : twitter.com/korseries
Website
 : korseries.com
Youtube 
: Korseries

Read More Articles


Korupdate






เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก