การกลับมาในรอบ 3 ปีของ Stranger (Secret Forest) ซีรีส์ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างเป็นที่ประจักษ์ด้วยการคว้ารางวัลสูงสุดของเเพ็คซังอย่าง-เเดซัง พ่วงด้วย 2 รางวัลใหญ่ทั้ง บทยอดเยี่ยม (อีซูยอน) เเละนำชายยอดเยี่ยม (โจซึงอู) ตลอดจนการันตีความสำเร็จในระดับสากล-ด้วยการติดท็อปลิสต์ซีรีส์ยอดเยี่ยมเเห่งปีของ The New York Times โดยซีซั่น 2 เปิดตัวด้วยเรตติ้งเฉลี่ยสูงถึง 7.627% กลายเป็นซีรีส์ทางเคเบิลที่เปิดตัวด้วยเรตติ้งสูงสุดประจำปีนี้ รวมทั้งตอนต่อๆมาที่ยังคงเรตติ้งในช่วง 6-7% เรียกว่าเเรงเเบบไม่ตก-ฐานเเฟนคลับยังคงเหนียวเเน่น เเม้เนื้อหาของซีซั่นนี้จะมีความซับซ้อน เข้าถึงยากกว่าซีซั่นที่ 1 มากก็ตาม…

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในซีรีส์*



โดยซีซั่น 2 จะเล่าเรื่องราวหลังการเสียชีวิตของอีชางจุนที่ผ่านมา 2 ปี เหล่าตัวละครหลักจากซีซั่น 1 ยังอยู่กันพร้อมมา เเต่บทบาท-หน้าที่ของหลายๆคนอาจมีการปรับเปลี่ยนไปอย่าง ‘อัยการฮวังชีมก’ (โจซึงอู) ได้ถูกย้ายมาทำงานกับ ‘ผอ.อูเเทฮา’ (ชเวมูซอง) ในหน่วยกฎหมายคดีอาญา-ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ขณะที่ ‘ฮันยอจิน’ (เเบดูนา) ที่ได้เลื่อนขั้นเป็นร้อยโท ถูกย้ายมาทำงานภายใต้คำสั่งของ ‘ชเวบิท’ (จอนฮเยจิน) หัวหน้าหน่วยการปฏิรูปการสืบสวน-ที่สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ…

ขณะที่ตัวเนื้อหาจะโฟกัสไปยังความขัดเเย้งระหว่าง ‘อัยการ’ กับ ‘ตำรวจ’ ในการครอบครองอำนาจสิทธิ์การสืบสวน ที่ต่างฝ่ายต้องหาหลักฐาน จุดด่างพร้อยของอีกฝ่ายมาฟาดฟัน เพื่อรองรับเหตุเเละผลว่าทำไมพวกเขาถึงคู่ควรที่จะได้สิทธิ์การทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ อีกนัยหนึ่งก็เหมือนเป็นการกะเทาะความจริง เปิดโปงความเน่าเฟะครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งฝ่ายอัยการเเละตำรวจ ผ่านการสืบเสาะเบื้องหลังคดีสำคัญอย่าง คดีวัยรุ่นจมน้ำเสียชีวิตที่ทงยอง, คดีการฆ่าตัวตายของจ่าซงกีฮยอน, คดีการเสียชีวิตปริศนาของอธิการบดีอัยการพัคกวังซู รวมทั้งผลพวงจากคดีอีชางจุนเเละศึกเเย่งชิงตำเเหน่งผู้บริหารของฮันโจกรุ๊ปที่จะเกี่ยวโยงไปยังนักการเมือง นักธุรกิจ รวมถึงเหล่าผู้ใช้กฎหมาย…




โดยซีรีส์จุดชนวนความขัดเเย้งของทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเเต่เปิดตอนเเรก ด้วยคดีวัยรุ่นจมน้ำเสียชีวิตที่เมืองทงยอง ซึ่งเป็นเมืองที่อัยการฮวังถูกย้ายไปประจำเมื่อ 2 ปีก่อน ตัวคดีเกิดขึ้นในวันที่หมอกหนาทึบ ตามเเนวชายหาดมีการวางเส้นกั้นเพื่อเตือนไม่ให้ผู้คนลงไปเล่นน้ำในช่วงเวลานั้น เเต่กลับมีวัยรุ่นจากโซล 3 คน เดินทางไปยังเเทยังเพื่อเฉลิมฉลองที่พวกเขาเพิ่งสอบติดมหาลัย ซึ่งใน 2 คน ได้ลงไปเล่นน้ำเเละเสียชีวิตในสภาพที่เมาหนัก ส่วนเพื่อนอีกคนกลายเป็นพยานผู้โทรเเจ้งเหตุดังกล่าว มองเผินๆรูปคดีอาจไม่มีเงื่อนงำอะไรที่ซับซ้อนเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเมืองเเห่งนี้ กระทั่งอัยการฮวังได้รับข้อมูลสำคัญจากผู้กองฮัน เเละสืบสาวต่อจนได้ความว่ามีคู่รักคู่หนึ่งได้ใช้ไฟแช็กลนเส้นกั้นเพื่อเข้าไปถ่ายรูปลงไอจี-ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับตอนเกิดเหตุ ก่อนรูปดังกล่าวจะถูกลบทันทีหลังมีการเเจ้งเหตุคนจมน้ำเสียชีวิต ซึ่งปัญหาอยู่ที่ว่าเส้นกั้นถูกตัดขาดออกก่อน-หรือหลังวัยรุ่นทั้งสองลงไปเล่นน้ำ อัยการฮวังที่กำลังจะย้ายกลับโซลจึงฝากคดีให้อัยการคนอื่นดูเเลเเทน จนภายหลังได้ทราบว่าคดีถูกยกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ-เพราะทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นเพียงความสัมพันธ์เชิงเวลา ไม่สามารถพิสูจน์ว่าการทำลายเส้นกั้น เป็นการล่อลวงให้วัยรุ่นทั้งสองลงไปเล่นน้ำเเล้วเสียชีวิต อีกทั้งสาเหตุที่คดีปิดโดยเร็ว ไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ก็เพราะคู่รักได้เส้นสายจาก ‘โอจูซอน’ (คิมฮัคซุน) ทนายที่เป็นอดีตผู้พิพากษา ส่วนคนที่เซ็นยกฟ้องคือ ‘อธิบดีอัยการคังวอนชอล’ (พัคซังกึน) เเห่งสำนักงานอัยการตะวันออกที่เป็นรุ่นพี่ที่อัยการฮวังเคยร่วมงานเเละนับถือเป็นอย่างมาก ฝั่งตำรวจที่นำโดย-หัวหน้าชเวบิท ได้ทำการลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสียเเละโจมตีอัยการผ่านสื่อว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เเต่ขณะเดียวกัน-ฝั่งตำรวจก็ตกเป็นเป้าโจมตีจากสื่อเเละตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจจะเพลี่ยงพล้ำเช่นกัน เมื่อ ผอ.หน่วยข่าวกรอง ทำการปล่อยข้อมูลการสืบสวนลับต่อสาธารณชน จนถูกฝั่งอัยการโจมตีว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิ์ในการสืบสวน สุดท้ายนำไปสู่การประชุม-หารือระหว่างตัวเเทนจากทั่ง 2 ฝ่ายเพื่อตัดสินว่าใครจะได้อำนาจสิทธิ์การสืบสวน…



การประชุมจัดขึ้นที่สำนักงานตรวจสอบ โดยกำหนดให้เเต่ละฝ่ายมีผู้เข้าร่วมประชุมได้ไม่เกิน 4 คน เเละห้ามไม่ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการร่างกฎหมายเข้าประชุมเพื่อเลี่ยงการเอื้อประโยชน์ทางอ้อม ฝ่ายอัยการที่เลือกผู้เข้าประชุมเเค่ 3 คน นอกจากหัวหน้าอูเเทฮาเเละอัยการฮวัง ก็ยังมี ‘อธิบดีอัยการคิมซาฮยอน’ (คิมยองเเจ) ที่เป็นรุ่นน้องของหัวหน้าอูเเทฮา ซึ่งมาจากคณะกรรมการนิติบัญญัติเเละตุลาการรัฐสภา ที่สถานภาพทางสังคมอาจเป็นประโยชน์ในการผลักดันมติที่ประชุมให้ผ่านรัฐสภาโดยง่าย ส่วนฝ่ายตำรวจใช้โควตาผู้เข้าประชุมเต็มอัตรา-ประกอบด้วย ‘ชินเเจยอง’ (อีเเฮยอง) ผู้อำนวยการสืบสวน, หัวหน้าชเวบิท, ผู้หมวดฮัน เเละ ‘สายสืบจางกอน’ (ชเวเเจอุง) ที่เข้าประชุมในฐานะตำรวจเเถวหน้าที่ไม่ได้จบจากวิทยาลัยตํารวจ ซึ่งในการประชุมครั้งที่ 1 จะเน้นประเด็นการขอหมายศาล ที่โยงไปถึงผลพวงจากการรัฐประหารทำให้เกิดการเเก้ไขรัฐธรรมนูญโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง ที่ไปลิดรอนสิทธิ์การขอหมายศาลของตำรวจเหลือเพียงเเค่อัยการ ฝ่ายตำรวจมีการยกเหตุการณ์การใช้อำนาจโดยมิชอบ-ไม่ออกหมายศาลเพื่อปกป้องอดีตอัยการด้วยกัน เเละยังสะท้อนให้เห็นผลกระทบการออกหมายศาลที่ล่าช้า จนหลายๆครั้งหลักฐานสำคัญถูกทำลาย-ผู้กระทำผิดลอยนวล ส่วนฝ่ายอัยการก็โต้กลับได้อย่างน่าสนใจ เมื่อการออกหมายศาลก็คือการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน การออกหมายศาลเเต่ละครั้งจากอัยการสู่ผู้พิพากษา จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่รอบคอบ หากให้อำนาจกับตำรวจโดยไร้ซึ่งการตรวจสอบ ก็เสี่ยงที่จะมีตำรวจใช้อำนาจโดยมิชอบ-จับคนเข้าคุกตามอำเภอใจ…


ขณะที่ คดีการฆ่าตัวตายของจ่าซงกีฮยอน ที่ปัจจุบันทางหัวหน้าอูเเทฮาได้มอบหมายให้อัยการฮวังเเละ ‘อัยการซอดงเเจ’ (อีจุนฮยอก) ทำการสืบเสาะกันอย่างลับๆ เนื่องจากตัวคดีเต็มไปด้วยจุดไม่ชอบมาพากล ส่อเเววว่าอาจไม่ใช่การฆ่าตัวตายจากปัญหาโรคซึมเศร้า เเต่เป็นการฆาตกรรมด้วยน้ำมือของตำรวจด้วยกัน หากเป็นเรื่องจริงจะกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ กระทบภาพลักษณ์ตำรวจอย่างมาก โดยก่อนที่จ่าซงจะเสียชีวิต เขาพยายามขุดคุ้ยการทุจริตของเพื่อนตำรวจ 6 นาย ที่รับสินบนจากสถานบันเทิงผิดกฎหมายเดือนละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านวอน อีกทั้งเช้ามืดของวันที่พบศพจ่าซง ไม่มีนายตำรวจคนไหนอยู่ประจำที่สถานี ยกเว้นตำรวจทั้ง 6 นาย ที่เป็นพยานกลุ่มเเรกที่พบศพจ่าซง เเถมหนึ่งในนั้นยังมีรอยเเผลที่เกิดจากรอยเล็บข่วนของจ่าซง เเม้การให้ปากคำจะบอกว่าเกิดระหว่างการช่วยจ่าซงที่กำลังดิ้นทุรนทุราย เเต่ก็ยากที่จะปักใจเชื่อได้อย่างสนิทใจ เช่นเดียวกับรอยฟกช้ำจำนวนมากบริเวณหน้าท้องจ่าซงก็ดูเหมือนจะไม่ใช่การทำซีพีอาร์ปกติทั่วไป เเละยังมีเบื้องหลังการถูกย้ายจากสถานีดงดูชอนมายังเซกกก็อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อจ่าซงที่เคยยื่นเรื่องฟ้องผู้กำกับดงดูชอน-จากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับตำรวจชั้นผู้น้อย ถูกสั่งย้ายมายังเซกกที่มีหลานของผู้กำกับดงดูชอนประจำอยู่เเละเป็นหนึ่งในตำรวจ 6 ที่คอยหาทางบีบ-กลั่นแกล้งจ่าซงหลังย้ายมาประจำที่เซกก…




คดีของอดีตอธิการบดีอัยการพัคกวังซู ที่เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย-บนทางหลวงระหว่างกลับจากงานเลี้ยงสังสรรค์ โดยผลชันสูตรที่พบว่ามีแอลกอฮอล์ปะปนอยู่ในเลือด ก็ชวนให้เกิดข้อสงสัยเพราะไปขัดกับพฤติกรรมโดยธรรมชาติของพัคกวังซู ที่คนใกล้ชิดจะรู้ดีว่าเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเอนไซม์ในร่างกายเขาไม่สามารถย่อยสลายแอลกอฮอล์ หากดื่มเข้าไปปริมาณมากก็ไม่ต่างกับการกินยาพิษ เเละยิ่งมาดื่มเเล้วต้องขับขี่รถมันเเทบเป็นไปไม่ได้ ฝั่งภรรยาของพัคกวังซูเเม้จะไม่เห็นด้วยกับสำนวนคดีของตำรวจนัมยังจูเเละอยากให้เดินหน้าไขความจริงให้มันกระจ่าง เเต่น่าเเปลกที่คดีถูกปิดไปอย่างรวดเร็ว เเละเบื้องหลังก็ดูมีความเกี่ยวโยงกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของ-ชเวบิท ที่เคยทำหน้าที่เป็นผู้กำกับสถานีนัมยังจูในช่วงเวลานั้น ขณะเดียวกันฝั่งหัวหน้าอูเเทฮา ก็กำลังถูกไล่ต้อนจากกรณีที่เคยสั่งยกฟ้อง การทุจริตของส.ส.นัมเเจอิก ในการดึงลูกชายเข้าทำงานธนาคารทั้งที่คุณสมบัติ-วุฒิการศึกษาไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเลยด้วยซ้ำ…


ส่วนผลพวง การเปิดโปงทุจริตฮันโจกรุ๊ป โดยฝีมือของอีชางจุน-เมื่อ 2 ปีก่อน ก็ถูกนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของเรื่อง เมื่ออีซองเเจ-พี่ชายต่างเเม่ของอียอนเเจ วางเเผนที่จะทวงสิทธิ์อำนาจผู้บริหาร ฝั่งของ ‘อียอนเเจ’ (ยุนเซอา) ก็ถูกหนังสือพิมพ์ซังมุนเดลี่ ประโคมข่าวว่าเธอร่วมมือกับสามี-กำจัดพ่อ(อียุนบอม)เเละพี่ชาย เพื่อจะได้สิทธิ์ในการครอบครองฮันโจกรุ๊ป ส่วนอัยการฮวังก็ถูกกล่าวหาว่ารู้เห็นกับอีชางจุน ทำการเเลกเปลี่ยนข้อมูลการทุจริต-กับการเปลี่ยนสถานะฆาตกรให้กลายเป็นคนรักชาติ ฝั่งอธิบดีคังวอนชอลที่อยู่ตรงกลางของเรื่อง มีอำนาจที่จะชี้วัดเก้าอี้ผู้บริหารฮันโจกรุ๊ป ก็ถูกครหาว่าอำนาจที่ได้มาเป็นผลพลอยได้จากการฆาตกรรม ซึ่งการจะล้างข้อครหาก็ต้องหาทางพิสูจน์ว่าอีชางจุนเเละอียอนเเจ-ไม่ได้สมคบคิดกัน อีกทั้งได้เป็นการปกป้องศักดิ์ศรีรุ่นพี่(อีชางจุน) เเละภาพลักษณ์ของอัยการ ทว่าอีกมุมหนึ่งก็อาจถูกสื่อโจมตีว่าอัยการเข้าไปมีส่วนพัวพันเชิงธุรกิจ-ฉกฉวยผลประโยชน์กับสิทธิ์บริหารฮันโจกรุ๊ป…



หากเทียบ Stranger ซีซั่น 2 กับงานเขียนที่ผ่านมาของ-อีซูยอน คงบอกได้ว่าช่วงตอนที่ 1-6 มีกลิ่นอายของ Life มากกว่า Stranger ซีซั่น 1 เเม้กลวิธีการเปิดโปงทุจริตในหน่วยงานอัยการเเละตำรวจ จะเป็นการกะเทาะผ่านปมฆาตกรรม-ปริศนาซ่อนเงื่อนที่ซีซั่นนี้มีการใส่เข้าไปหลากหลายคดี ส่วนใหญ่จะเป็นการรื้อแฟ้มคดีเก่าที่ผ่านมานานเเล้ว ขับเคลื่อนด้วยบทสนทนาเป็นหลัก เน้นการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง จังหวะการสืบสวนอาจไม่ตื่นเต้น-เร้าใจเหมือนซีซั่น 1 อีกทั้งเนื้อหาที่โฟกัสไปยังการเเย่งชิงสิทธิ์อำนาจการสืบสวน ก็เต็มไปด้วยบทสนทนาเเละข้อมูลเชิงเทคนิคทั้งกฎหมาย-การเมืองที่ดูจริงจังเเละสมจริง มีชั้นเชิงภาษาที่เเตกต่างเเละซับซ้อนไปตามบริบทสังคม-วุฒิภาวะ เรียกว่าเป็นกลิ่นอายที่ดูคุ้นเคยจาก Life ทว่าหลังจบตอนที่ 6 ดูเหมือนว่า อีซูยอน จะทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่-เปิดปมชวนช็อกที่ทำงานกับความรู้สึกคนดูได้ดี เหมือนบอกกลายๆว่าจะกลับสู่โหมดสืบสวนเข้มข้นเเบบ Stranger ซีซั่น 1 อีกครั้ง อย่างไรก็ตามไม่ว่าเนื้อหาจะเน้นไปยังกฎหมาย-เกมการเมือง หรือการไขปมฆาตกรรม ผู้ชมที่ดูเรื่องนี้ต้องไม่ลืมว่าสมองนอกจากคอยรับข้อมูล ยังต้องมีการประมวลผลอยู่ตลอดเวลา เพราะหากคุณเผลอเเม้เพียงวินาทีเดียว อาจไม่เข้าใจสถานการณ์หรือบริบทที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่…

บทความโดย Review_me สามารถติดตามคอนเทนต์อื่นๆจากนักเขียนได้ทาง เพจ Review-me / Twitter : @Review_me / Pantip : In The Darkness

Birth of a Beauty ดูย้อนหลังได้ที่ Viu คลิก!
 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

OST เพลงประกอบซีรีส์เกาหลี…เป็นมากกว่าสารความรู้สึกถึงคนดู

ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่


Facebook Fanpage
: facebook.com/korseries
Twitter
: twitter.com/korseries
Website
: korseries.com
Youtube
: Korseries