ต่อเนื่องจากบทความก่อนหน้า ที่ ‘โชว์มีเดอะซีรีส์ x Korseries’ ได้นำเสนอนิทาน และ บทวิเคราะห์ จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ในช่วงครึ่งแรก (EP.1-8) ไป บทความนี้จะมาต่อกันที่ครึ่งหลังของซีรีส์ (EP.9-16) ที่ยังคงสอดแทรกเรื่องราวจากในนิทานออกมาได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวที่เราอาจคุ้นเคย อาทิ พระราชาหูลา เด็กเลี้ยงแกะ ลูกเป็ดขี้เหร่ โรมิโอกับจูเลียต รวมไปถึงเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาใหม่ อย่าง ผจญภัยตามหาใบหน้าที่แท้จริง

📚 Ep.9 ‘พระราชาหูลา

ณ ประเทศห่างไกลแห่งหนึ่ง มีพระราชาองค์หนึ่งมีหูเหมือนลา ทุกๆวันพระราชาจะสวมชฎาครอบไว้บนหัว เพราะฉะนั้น นอกจากตัวพระราชาเองแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่าพระราชามีหูเป็นลา

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเชิญให้ช่างตัดผมเข้ามาในวังเพื่อตัดผม แต่พระราชาก็กลัวว่าช่างตัดผมจะแพร่งพรายความลับเรื่องหูลาของตัวเองออกไป หลังจากตัดผมเสร็จ พระราชาจึงออกคำสั่งให้ทหารเอาผ้าอุดปากช่างตัดผม แล้วเอาไปฆ่าทิ้งที่ป่านอกเมือง

ที่ป่านอกเมืองมีกล้าต้นถั่วที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงนักงอกอยู่ ตอนที่ช่างตัดผมถูกฆ่าตาย หูเล็กๆของต้นถั่วแอบฟังอยู่ใกล้ ๆ เลือดสดๆกระเด็นลงบนเกสรดอกถั่วนั้นเลือดของช่างตัดผมรู้ความลับว่าพระราชามีหูเป็นลา แต่เลือดก็ไม่พูดอะไร ได้แต่เก็บงำความลับเอาไว้ในเกสรดอกถั่วนั่นเอง

ต่อมาไม่นาน ฝักถั่วสีเขียวๆก็งอกออกมาจากเกสร ในฝักถั่วมีเมล็ดถั่วสามเมล็ด เมล็ดถั่วทั้งสามนี้แปลงกายมาจากเลือดของช่างตัดผม พวกมันทั้งสามจำเรื่องราวอันแสนน่ากลัวได้แม่นยำ แต่เมล็ดถั่วทั้งสามถูกฝักถั่วหุ้มไว้สนิท พูดอะไรไม่ได้เลย

ไม่นานนัก ฝักถั่วสีเขียวก็กลายเป็นสีเหลือง เมล็ดถั่วกลมๆก็กระโดดออกมาจากฝักถั่ว มีนกตัวหนึ่งบินมาพอดี จิกกินเมล็ดถั่วไปหนึ่งเมล็ด คนเลี้ยงแกะเดินผ่านมาก็เก็บไปหนึ่งเมล็ด

ฝนตก น้ำไหลมา พัดเอาเมล็ดถั่วลอยไปด้วย นกน้อยไซ้ขน แล้วก็บินสู่ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ร้องเพลงจิ๊บ ๆ ไปด้วยความเพลิดเพลิน

“จิ๊บ ๆ ๆ พระราชามีหูเป็นลา จิ๊บ ๆ ๆ ”

ฝูงนกก็พากันร้องเพลงตามกันไป

“จิ๊บ ๆ ๆ พระราชามีหูเป็นลา จิ๊บ ๆ ๆ ”

ส่วนคนเลี้ยงแกะ พอกลับถึงหมู่บ้าน เดิมทีตั้งใจว่าจะต้มเมล็ดถั่วกินเป็นอาหาร แต่ไก่โต้งจอมตะกละแอบมาจิกเอาเมล็ดถั่วนั้นวิ่งหายไปเสียก่อน ไก่โต้งโก่งคอ ส่ายหงอนไปมา กระโดดขึ้นไปบนเนิน แล้วก็ขันเป็นเสียงเพลง

“เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก พระราชามีหูเป็นลา เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก”

ไก่โต้งทั้งหมดก็พากันโก่งคอขันเป็นเสียงเดียวกัน

“เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก พระราชามีหูเป็นลา เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก”

น้ำฝนพัดเอาเมล็ดถั่วลงไปในคลอง น้ำคลองซัดสาด ก็พัดเอาความลับในเมล็ดถั่วออกมาเหมือนกัน เสียงน้ำคลองไหลรินเป็นเสียงเพลง พัดลงสู่แม่น้ำ พัดลงสู่ทะเล ต่างพากันร้องเพลงเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ซู่ ๆ ๆ พระราชามีหูเป็นลา”

และแล้วความลับที่น่ากลัวนี้ ก็กระจายไปทั่วทั้งประเทศอย่างรวดเร็วด้วยเสียงเพลง ประชาชนที่ได้ยินเสียงเพลง ต่างพากันหัวเราะเสียงดัง เสียงหัวเราะนั้นดังจนน่ากลัว ดังเสียจนพระราชวังของพระราชาสั่นสะเทือนจนพังถล่มลงมา พระราชาที่ไม่กล้าออกมาสู้หน้าคนอื่นจึงถูกซากปรักหักพังของพระราชวังถล่มทับ ฝังอยู่ใต้นั้นนั่นเอง


#บทวิเคราะห์ Ep.9 พระราชาหูลา

นิทานเรื่องพระราชาหูลา นิทานที่สอนว่าความลับไม่มีในโลก “ก็เหมือนกลั้นตดแหละ ปกติกลั้นตดได้ 99 ครั้ง พอระเบิดครั้งเดียวตายเรียบ” เป็นคำพูดที่สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Ep.9 ได้เป็นอย่างดีเพราะทุกความอดทนล้วนมีขีดจำกัด

เมื่อไม่ได้แสดงออก ความเสียใจ ความเจ็บปวด ความโกรธ ความน้อยใจ ที่มันอัดแน่นอยู่ข้างในที่ถูกสะสมมาเนิ่นนานจนมันมากขึ้น มากขึ้น จนสุดท้ายก็ระเบิดออกมาสร้างความเสียหายที่เกิดกว่าจะนับได้

บางครั้งการพูดออกมาผลลัพธ์อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่เรากลัวไปเองก็ได้ การรู้จักควบคุมตัวเองก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้ามากเกินไปมันก็จะกลายเป็นดาบสองคมเพราะการเก็บกดไม่ยอมพูดหรือไม่ยอมแสดงอารมณ์ออกมาตามที่คิดแบบที่คังแททำมันไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่เป็นการหนีปัญหา อย่าลืมว่า ‘ความลับไม่มีในโลก’

📚 Ep.10 ‘เด็กเลี้ยงแกะ

เด็กเลี้ยงแกะที่วันๆเอาแต่หลอกคนในหมู่บ้าน ว่ามีหมาป่ามากินแกะ เพราะตัวเองรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องนั่งเฝ้าฝูงแกะเป็นเวลานาน ๆ

แต่เมื่อหมาป่ามากินแกะจริงๆกลับไม่มีใครเชื่อถือคำพูดของเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะทุกคนล้วนคิดว่าเด็กเลี้ยงแกะโกหก แกะของเขาจึงถูกหมาป่ากินจนหมดฝูง


#บทวิเคราะห์ Ep.10 เด็กเลี้ยงแกะ

เด็กเลี้ยงแกะคนนั้นไม่ต่างจากโกมุนยองที่ต้องหาเรื่องโกหกต่างๆนาๆ ทั้งปวดท้อง ทั้งเป็นไข้ ทั้งจะลบวีดีโอดูลี่ ทั้งหมดที่ทำนั้นก็เพื่อที่จะให้คังแทหันมาสนใจตัวเองบ้าง เพราะบ้านที่เคยมีพวกเขาอยู่ด้วย เมื่อไม่มีพวกเขาอีกแล้ว ความเหงาก็เข้ามาแทนที่ ความคิดถึง ความรู้สึกที่มุนยองไม่เคยรู้จักก็เริ่มก่อตัว

มุนยองได้แต่ปรารถนาว่าเมื่อหมาป่าปรากฏตัวจริงๆ จะมีซักคนที่เชื่อในสิ่งที่เธอพูดและรีบมาช่วยเธอ ซึ่งคนๆนั้นที่เธอเฝ้าปรารถนาก็คือคังแท ถ้ามีใครซักมองเห็นถึงสาเหตุที่แท้จริงของเด็กเลี้ยงแกะว่าทำไมจะต้องโกหก และยื่นมือเข้ามาเยียวยารักษาต้นตอนั้นตั้งแต่แรก เด็กเลี้ยงแกะคงไม่ต้องเสียแกะทั้งฝูงให้กับหมาป่าอย่างแน่นอน

📚 Ep.10 ‘โอเทลโลชายหูเบาผู้ฆ่าภรรยา

โอเทลโล (Othello) เป็นนาฏกรรมอังกฤษ ที่ประพันธ์โดย วิลเลียม เชกสเปียร์

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับแม่ทัพโอเทลโล ที่ถูกลูกน้องนามว่าอิอาโกเป่าหู ว่าภรรยาของเขาเดสเดโมนากับคาสิโอนายทหารที่ตนไว้ใจ มีความสัมพันธ์ลับลึกซึ้งต่อกัน จึงทำให้โอเทลโลอิจฉามาก

แม้ว่าเดสเดโมนาปฏิเสธและบอกว่าเธอถูกปรักปรัม แต่ด้วยความอิจฉาโอเทลโลไม่ฟังอะไรทั้งนั้นเลือกที่จะไม่เชื่อเธอและฆ่าเธอตายบนเตียงนอน

ถึงแม้ว่าภรรยาของอิอาโกจะเปิดโปรงแผนชั่วร้ายได้และถูกอิอาโกฆ่าตาย แต่ทุกอย่างก็สายไปแล้วอิอาโกถูกจับกุม ส่วนโอเทลโลฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ความผิดที่กระทำลงไป


#บทวิเคราะห์ Ep.10 โอเทลโลชายหูเบาผู้ฆ่าภรรยา

การหูเบาเชื่อคนง่ายโดยไม่ได้ผ่านการคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนย่อมเกิดผลเสียมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน หากยิ่งมารู้ว่าสิ่งที่ตัวเองรู้มามันคือความเข้าใจผิดทั้งหมดความรู้สึกผิดจะยิ่งถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

📚 Ep.11 ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ โดย ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน

มีแม่เป็ดตัวหนึ่งฟักไข่อยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งลูกเป็ดเริ่มเจาะเปลือกไข่ออกมาทีละตัว ทีละตัวจนเกือบหมด เหลือไข่ใบใหญ่หนึ่งฟอง ที่ยังไม่ยอมออก แต่แล้วในที่สุดไข่ใบสุดท้ายก็แตกออก

ลูกเป็ดตัวสุดท้ายโผล่ออกมาจากไข่ มีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียด ตัวโต คอยาว ขนสีเทา แตกต่างจากลูกเป็ดตัวอื่นๆอย่างสิ้นเชิง แม่เป็ดรู้สึกสงสัยในตัวลูกเป็ดตัวนี้มาก คิดในใจว่า คงไม่ใช่ลูกของตัวเองเป็นแน่

วันเวลาผ่านไปลูกเป็ดขี้เหร่ไม่มีความสุขเลย เพราะลูกเป็ดตัวอื่น ๆ มักจะรุมจิกตี และกลั่นแกล้งเสมอ ทำให้ลูกเป็ดขี้เหร่หนีไปอยู่ในหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง จนมีหมาล่าเนื้อวิ่งผ่านมาพบลูกเป็ดเข้า หมานั้นหยุดจ้องดูลูกเป็ดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็วิ่งเลยไป

ลูกเป็ดจึงคิดว่าเพราะตัวเองน่าเกลียดมาก ทำให้หมาไม่อยากแม้แต่จะมอง และลูกเป็ดก็ได้ออกเดินทางอีกครั้งจนไปเจอกระท่อมหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านเป็นหญิงแก่แต่ก็เกิดทะเลาะกับไก่และแมวที่อยู่ในบ้านลูกเป็ดจึงออกเดินทางอีกครั้ง

ลูกเป็ดเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงสระน้ำแห่งหนึ่งและเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน บังเอิญมีชาวนาใจดีคนหนึ่งมาพบเข้า จึงได้พาลูกเป็ดกลับมาบ้านด้วยไป แต่เพราะภรรยาของชาวนาไม่พอใจที่ลูกเป็ดทำนมหก ลูกเป็ดจึงต้องออกเดินทางอีกครั้ง

ลูกเป็ดได้หนีออกมาอยู่ที่ป่าละเมาะ ริมสระน้ำเป็นเวลานาน แต่วันนึงลูกเป็ดเหลือบไปเห็นนกสีขาว 3 ตัวบินลงไปเล่นอยู่ในสระน้ำ ลูกเป็ดนึกในใจว่าถ้าเราบินลงไปเล่นในสระน้ำ ให้นกแสนสวย 3 ตัวนั้นจิกเราเสียน่าจะดีกว่าอยู่ต่อไปโดยมีรูปร่างน่าเกลียดอย่างนี้

ลูกเป็ดขี้เหร่นึกในใจ แล้วก็ก้มลงดูเงาของตัวเองในน้ำแต่แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นเงาเป็นหงส์แสนสวย ฝูงหงส์ที่อยู่ในสระลอยเข้ามาใกล้ และพากันทักทาย

พวกเด็ก ๆ ก็พากันร้องว่า มีหงส์มาใหม่อีกหนึ่งตัวแล้ว หงส์ตัวใหม่สวยที่สุด แต่หงส์ตัวใหม่ไม่ได้ลำพองใจเลย เขานึงถึงคืนก่อน ๆ เมื่อครั้งยังเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ ฝูงหงส์พากันบินขึ้นจากน้ำ หงส์ตัวใหม่บินเข้าฝูงไปด้วยอย่างมีความสุข


#บทวิเคราะห์ Ep.11 ลูกเป็ดขี้เหร่

คนเราไม่สามารถที่จะเลือกเกิดได้ แต่เราสามารถเลือกเป็นในสิ่งที่ดีได้ หากรู้จักอดทน เรียนรู้ และต่อสู้ฟันฝ่ากับอุปสรรคต่าง ๆ รู้จักนำประสบการณ์ชีวิตเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเอง เสน่ห์ที่อยู่ภายในตัวเราก็จะค่อย ๆ ปรากฎเด่นชัดออกมา อย่างเช่นลูกเป็ดขี้เหร่ที่เติบโตกลายเป็นหงส์แสนสวย

เช่นเดียวกันกับมุนยองที่ตอนแรกใครๆก็พากันหลีกหนีเธอเพราะพฤติกรรที่เลวร้ายไม่สนใจใคร เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ได้สอนมุนยองถึงมุมมองและแง่คิดที่ทำให้เธอกลายเป็นมุนยองคนใหม่ที่กล้าจะปรับปรุงตัวเอง

📚 Ep.12 ‘โรมิโอกับจูเลียต’ โดย วิลเลียม เชกสเปียร์

ณ เมืองเวโรนา ประเทศอิตาลี  มี 2 ตระกูลใหญ่ อย่าง ตระกูลคาปุเล็ตและตระกูลมอนตาคิว ซึ่งขัดแย้งกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

จนวันหนึ่งโรมิโอบุตรแห่งมอนตาคิวได้แอบเข้าไปในงานเลี้ยงเต้นรำของตระกูลคาปุเล็ต และได้พบกับจูเลียต เพียงแค่ทั้งคู่สบตากัน ต่างก็ตกหลุมรักกันอย่าถอนตัวไม่ขึ้น แต่ทว่ารักครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงเพราะความบาดหมางกันของตระกูลทั้งสอง

โรมิโอกับจูเลียตจึงลักลอบแต่งงานกันอย่างลับๆๆ แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเมอร์คิวชิโอเพื่อนรักของโรเมโอเกิดทะเลาะกับญาติผู้พี่ของจูเลียตและพลาดท่าเสียทีถูกสังหารจนเสียชีวิต โรมิโอโกรธมากจึงพลั้งมือฆ่าญาติของจูเลียต

ทำให้โรมิโอถูกเนรเทศออกนอกเมืองตลอดกาล และฝ่ายจูเลียตก็ต้องแต่งงานโดยที่เธอไม่ต้องการ จึงพยายามหาทางที่จะหลีกหนีงานแต่ง บาทหลวงจึงยื่นมือเข้าช่วยเนื่องจากเห็นแก่ความรักของหนุ่มสาวที่มีให้แก่กัน

จึงมอบยาวิเศษที่ทำให้หลับเหมือนสิ้นใจตายให้กับจูเลียต หลังจากนั้นบาทหลวงก็ส่งม้าเร็วส่งสารถึงแผนการดังกล่าวแก่โรมิโอ แต่ไม่ทันกาล โรมิโอสวนทางกับคนส่งสาร

ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าจูเลียตตายจริงๆ จึงเสียใจมากจึงดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย โรมิโอสิ้นใจเพียงครู่เดียวจูเลียตก็ฟื้นขึ้นมา เห็นดังนั้นจึงใช้กริชของโรมิโอฆ่าตัวตายตามคนรักไป บิดามารดาและญาติทั้งสองตระกูลเสียใจมาก จึงเลิกวิวาทบาดหมางกันนับแต่นั้นเป็นต้นมา


#บทวิเคราะห์ Ep.12 โรมิโอกับจูเลียต

เรื่องราวของโรมิโอและจูเลียตนั้นตรงกับเรื่องราวของมุนยองและคังแทในด้านการเยียวยากันและกันโดยใช้ความรักดึงตัวตนที่แท้จริงของเรากลับมา เพราะก่อนที่จะโรมิโอจะเจอกับจูเลียต เขานั่นขาดความรัก ความอบอุ่นจากคนในครอบครัว และยังไม่สมหวังกับรักครั้งแรกอีกด้วย ขณะเดียวกันก่อนจูเลียตเจอโรมิโอ เธอถูกครอบครัวกดดันเพื่อให้แต่งงานกับคนที่คู่ควรอยู่เสมอ ไร้อิสระในการใช้ชีวิต

คังแท(จูเลียต)ที่ไร้อิสระในชีวิตเพราะผูกติดทุกอย่างไว้ที่พี่ชายทั้งหมด แสดงอารมณ์อย่างที่ใจนึกก็ไม่ได้ อยากจะทำอะไรก็ไม่ได้ทำ ในขณะเดียวกันมุนยอง(โรมิโอ)ที่ถูกเลี้ยงมาเฉกเช่นเด็กน้อยซอมบี้ไม่เคยได้รับความรักและความอบอุ่นจากพ่อและแม่เลย เมื่อทั้ง 2 คนมาเจอกันจึงไม่ต่างจากขั้วแม่เหล็กที่ดึงดูดเข้าหากัน เพราะพวกเขานั่นเหมือนกันจึงสามารถอยู่ด้วยกันได้ ผลัดกันเป็นเสาค้ำยันให้กับอีกคนเมื่อล้มลง ก็สามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

📚 Ep.12 ‘องค์หญิงไซคีผู้งามเหนือเทพทั้งมวล

เจ้าหญิงไซคี (Psyche) เดิมนางเป็นเพียงเจ้าหญิงจากราชวงศ์กรีกโบราณ แต่ทว่ามีสิริโฉมที่งดงามจนเอาชนะวีนัส เทพีแห่งความงามได้ จนทำให้เทพีวีนัสเจ็บแค้นเป็นอย่างมาก เพราะประชาชนชาวกรีกต่างเอาใจออกห่างไม่บวงสรวงบูชาพระนางอย่างดีเหมือนเก่า เพราะหันไปชมโฉมเจ้าหญิงไซคีกันหมด

 
What’s Wrong with Secretary Kim? (เลขาหน้าใส ป่วนหัวใจท่านรอง) พากย์ไทย ดูเพลิน ดูฟิน แบบไม่ต้องอ่านซับ แถมภาพคมชัด ดูกันได้ทั้งครอบครัว! ได้ที่ Viuคลิก!
 

พระนางจึงคิดวางแผนทำลายเจ้าหญิงไซคีโดยให้กามเทพคิวปิด โอรสของพระนางไปยิงศรรักให้ไซคีหลงรักชายชั่วเลวทรามที่สุดในแผ่น เพื่อให้เจ้าหญิงไซคีต้องทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต กามเทพคิวปิดจำใจบินไปยังตำหนักที่ประทับขององค์หญิงไซคี แต่เพียงแว่บแรกที่ได้มองไซคีที่กำลังหลับอยู่ มือที่รั้งคันศรเตรียมยิงก็ชะงักและเกิดพลาดยิงถูกตัวเองอย่างจัง! กลับกลายเป็นว่า คิวปิดหลงรักไซคีจนหมดใจ

แต่กามเทพหนุ่มเก็บความรู้สึกที่มีไว้เพราะกลัวมารดาจะรู้เข้า คิวปิดจึงไปขอร้องเหล่าทวยเทพให้ช่วยเหลือตน จนเมื่อเจ้าหญิงไซคีเข้าไปสักการะเทพอพอลโล่เพื่อให้ช่วยเรื่องหาคู่ครองที่เหมาะสมเทพอพอลโล่ซึ่งเคยถูกขอร้องจาก คิวปิดก็ได้ทำนายผ่านร่างทรงไปว่า

“คู่ครองของเจ้าหญิงไซคีมิใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นอสุรกายน่าเกลียดน่ากลัวที่มีฤทธิ์เดชมากมาย ไม่มีเทพองค์ใดสามารถต้านทานได้ ขณะนี้คู่ครองของไซคีรออยู่ที่ยอดเขา และห้ามนางมองรูปโฉมของสามีเป็นอันขาดในตลอดเวลาที่อยู่กินกัน”

แม้ชาวเมืองจะรู้สึกสงสารเจ้าหญิงเพียงใด แต่ก็ขัดบัญชาจากเทพมิได้ จึงจัดขบวนสงตัวเจ้าสาวไซคีไปที่หุบเขาและทิ้งนางไว้เพียงลำพัง  เมื่อถึงเวลาเทพแห่งลมเซฟิโรสได้พัดพาเอาร่างของเจ้าหญิงไซคีบินข้ามผ่านหุบเหวลึกจนไปถึงตำหนัก งดงามเพียบพร้อมราววิมานสวรรค์

เมื่อถึงเวลากลางคืน คิวปิดก็ได้มาหาเจ้าสาวและบอกว่าตนคือเจ้าบ่าวของนางทั้งคู่จึงเข้าหอเป็นสามีภรรยากันอย่างสมบูรณ์ แต่ทันทีที่แสงอรุณโผล่พ้นขอบฟ้า คิวปิดก็จะจากไซคีไปทันที เพราะกลัวว่าหากนางรู้ว่าตนเป็นกามเทพ ไม่ใช่อสุรกาย เทพีวีนัสอาจจะกลับมาทำร้ายไซคีอีก

วันเวลาผ่านเจ้าหญิงไซคีเริ่มคิดว่าสามีของตนอาจไม่ใช่อสูรน่าเกียจ จึงคิดที่จะพิสูจน์โดยจุดเทียนดูรูปโฉมของคิวปิดขณะที่หลับไหล ปรากฏว่าสามีของเธอกลับเป็นชายหนุ่มที่แสนงดงามยิ่งกว่าชายใดที่นางเคยเห็น ไซคีมองดูสวามีอยู่นาน กระทั่งน้ำตาเทียนหยดหนึ่งหยดต้องกายคิวปิดจนเขาสะดุ้งตื่น

คิวปิดโกรธและเสียใจมากที่ไซคีผิดสัญญาแล้วยังคิดฆ่าเขาอีก คิวปิดจึงสยายปีกบินหนีออกนอกหน้าต่าง และบอกกับนางว่าเขาจะจากไปตลอดกาล เจ้าหญิงไซคีรู้สึกผิดมาก จึงออกตามหาจึงเดินทางไปหาเทพีวีนัสให้ช่วยเหลือ

เทพีวีนัสเมื่อรู้ว่าหญิงที่พระนางเกลียดเข้ากระดูกกลับเป็นคนเดียวกับชายาของโอรส..พระนางจึงคิดแผนการทำลายไซคีอีกครั้ง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า หากเจ้าหญิงไซคีทำงานทั้งสามสำเร็จ พระนางจะไม่ขัดขวางความรักของไซคีและคิวปิด อีก

ซึ่งไซคีสามารถทำงานทั้ง 2 อย่างสำเร็จด้วยการช่วยเหลือของเทพและคิวปิด ทั้งการแยกเมล็ดธัญญาพืช 6 ชนิดออกจากกัน ข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกราดไปตัดขนแกะทองคำกลับมา และให้ไซคีไปขอเครื่องประทินโฉมจากเทพีเพอร์ซิโฟเนเทพียมโลก

แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของไซคีจึงเปิดตลับแป้งออกดูและล้มลงหมดสติไป เมื่อคิวปิดเห็นนางอันเป็นที่รักล้มลงจึงรีบเข้าไปประคองและพาบินไปเขาโอลิมปัสเพื่อไปวิงวอนทวยเทพให้เห็นแก่ความรักของเขา ซึ่งเหล่าเทพก็เห็นใจในความยากลำบาก ที่คู่รักคู่นี้กระทำเพื่อความรัก

และเหล่าเทพยังได้มอบน้ำอมฤตให้แก่ไซคี ทำให้ไซคีกลายสภาพเป็นเทพีที่ไม่แก่และไม่ตาย และสามารถอยู่ร่วมกับคิวปิดไปตลอดกาล


#บทวิเคราะห์ Ep.12 องค์หญิงไซคีผู้งามเหนือเทพทั้งมวล

เทพีไซคี (Psyche) เป็นสัญลักษณ์แทนวิญญาณของมนุษย์ เพราะเมื่อยามที่มีชีวิตอยู่ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เมื่อตายไปก็สลัดร่างขึ้นสู่สรวงสวรรค์ (เหมือนกับหนอนดักแด้ที่สลัดร่างเดิมกลายเป็นผีเสื้อที่แสนสวย) ทำให้เทพีไซคีเป็นเทพธิดาที่มีปีกเป็นผีเสื้อโดยคำว่าไซคี ยังถูกนำไปใช้เป็นคำกรีกที่มีความหมายว่า วิญญาณหรือจิตเป็นที่มาของคำว่า Psychology (จิตวิทยา) และ คำว่า Psychiatrist (จิตแพทย์) ผีเสื้อที่มีความหมายที่แตกต่างกันแต่กลับเข้ากันได้ดีจึงถูกนำมาใช้นั่นเอง 

📚 Ep.13 ‘พ่อของจังฮวากับฮงรยอน

นิทานเรื่องจังฮวาและฮงรยอนเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านของเกาหลี เรื่องมีอยู่ว่า แม่ของเด็กทั้ง 2 ฝันว่าได้รับดอกไม้จากเทพธิดา จึงตั้งชื่อลูกทั้ง 2 ว่า “จังฮวา” และ “ฮงรยอน” แต่หลังจากนั้นไม่นานแม่ของเด็กทั้ง 2 ก็เสียชีวิต และพ่อของเด็กก็ไปแต่งงานใหม่

.

ซึ่งแม่เลี้ยงนั้นเกลียดเด็กสาวทั้งสองคนมากและกลั่นแกล้งเด็กสาวทั้งสองอยู่เสมอ แต่สองพี่น้องก็ไม่เคยปริปากบอกพ่อเลยซักครั้ง จนจังฮวาโตขึ้นและพ่อให้แม่เลี้ยงจัดการเรื่องการหมั้นหมาย แต่แม่เลี้ยงไม่ต้องการ เลยวางแผนป้ายสีว่าจังฮวาท้องก่อนแต่ง และพ่อก็ดันเชื่อ

.

จังฮวาเลยหนีออกจากบ้าน แม่เลี้ยงเลยสั่งให้ลูกคนโตตามไปจัดการให้จังฮวาจมน้ำตาย หลังจังฮวาตาย ฮงรยอนก็โดนแม่เลี้ยงกลั่นแกล้งมากกว่าเดิม ฮงรยอนเลยฆ่าตัวตายในหนองน้ำเดียวกับที่พี่สาวตาย


#บทวิเคราะห์ Ep. 13 พ่อของจังฮวากับฮงรยอน

สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การถูกทำร้าย แต่เป็นการถูกเมินเฉยจากคนที่เรารักมากกว่า คนไข้ยูซอนแฮถูกแม่ทำร้ายปางตาย พ่อที่เห็นทุกการกระทำกลับไม่เคยยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือลูกตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว มุนยองที่ถูกแม่เลี้ยงมาแบบผิดๆ พ่อที่รู้ทุกอย่างก็ไม่เคยเข้าไปช่วยเหลือเลยแม่แต่ครั้งเดียว แถมพอแม่ตายยังคิดจะฆ่าลูกของตัวเองเพราะกลัวจะเป็นเหมือนแม่ที่เลี้ยงมา

‘การเพิกเฉย’ ส่งผลร้ายแรงมากกว่าที่ใครจะคาดคิด หยุดความรุนแรงที่เห็นอย่าให้ความเพิกเฉยนั้นสร้างแผลใจที่ไม่มีวันหายให้ใครเลย

📚 Ep.14 ‘มือปลาแองเกลอร์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กน้อยที่แสนงดงามเกิดในบ้านเศรษฐีแห่งหนึ่ง แม่ผู้รักลูกน้อยซึ่งมีผิวขาวราวดอกแม็กโนเลีย และงดงามอย่างมาก ถ้าเพื่อลูกของเธอแล้ว เธอสัญญาว่าจะเอาเดือนเอาตะวันมาให้ลูกให้ได้ พอลูกเริ่มกินข้าวได้ แม่ก็ดีใจแทบกระโดดโลดเต้น

“ลูกจ๊ะแม่จะป้อนให้หมดเลยนะ อ้าปากกว้างๆ ไหนอ้าปากแบบนี้ซิ”

พอลูกเริ่มเดินได้ แม่ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหา

“ลูกจ๊ะเดี๋ยวแม่ให้ขี่หลัง รีบขึ้นมาขี่หลังแม่มา”

หลังจากทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นให้ลูกและเลี้ยงลูกมาอย่างสมบูรณ์แบบ วันหนึ่งแม่ก็พูดว่า

“ลูกรักของแม่ แม่คงต้องพักสักหน่อยแล้ว จากนี้ไป ลูกป้อนขัาวแม่หน่อยนะ”

ลูกเลยบอกว่า “แม่คะหนูไม่มีมือ เพราะไม่เคยใช้เลยสักครั้ง มันเลยหายไปหมดแล้ว”

แม่เลยพูดตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นลูกแม่ ช่วยแบกแม่หน่อยได้ไหม แม่เจ็บขา”

ลูกเลยบอกว่า “แม่คะ เท้าหนูก็ไม่มีค่ะ เพราะใช้ชีวิตโดยขี่หลังแม่มาตลอด เท้าหนูเลยไม่เคยแตะพื้นเลยสักครั้ง แต่ปากหนูกว้างมากนะคะ”

เธอบอกแบบนั้นแล้วก็อ้าปากกว้าง แม่ของเธอโกรธจัดเลยตะโกนว่า

“ที่แท้ แกก็ไม่ใช่ลูกที่สมบูรณ์แบบสินะ แต่เป็นปลาแองเกลอร์ที่ไร้ประโยชน์ เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทำอะไรไม่เป็นนอกจากรอกินเท่านั้น”

แม่เลยโยนลูกลงทะเลไปไกลแสนไกล หลังจากวันนั้น ว่ากันว่าพอวันไหนที่ลมทะเลกรรโชก เหล่ากะลาสีจะได้ยินเสียงร้องของเด็กน้อย

“แม่คะ…แม่ หนูทำอะไรผิดเหรอ มารับหนูกลับไปที มารับหนูกลับไปที…”


#บทวิเคราะห์ Ep. 14 มือปลาแองเกลอร์

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แตกต่างอย่างสุดขั้วกับนิทานเรื่องเด็กน้อยซอมบี้ นิทานเรื่องมือปลาแองเกลอร์ เปรียบได้กับแม่ของมุนยอง แม่ที่ยอมทำทุกอย่างให้กับลูก แต่การยอมทำทุกอย่างนั้นกลับหวังผลทั้งสิ้น หวังให้ลูกเลี้ยงดู หวังให้ลูกดูแลยามที่อ่อนแรง หวังเพื่อให้ลูกเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่แสนเชื่อง แต่เมื่อลูกไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็กำจัดให้พ้นทางทันที

เป็นนิทานที่เป็นตัวอย่างของคำว่า ‘พ่อแม่รังแกฉัน’ อย่างแท้จริง เพราะดูแลลูกดั่งสัตว์เลี้ยงมาตลอด โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้เอสคา ส่วนที่ยื่นออกมาจากหัวปลาแองเกลอร์จึงถูกเปลี่ยนจากแสงไฟที่ไว้ใช้ล่อเหยื่อ มาเป็นมือที่ไขว้ขว้าหาพ่อแม่แทน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการเลี้ยงดูผิดๆนั้นคือ ลูกไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะต้องใช้มือหรือขาอย่างไรในเมื่อพ่อและแม่ไม่เคยสอนให้ใช้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

📚 Ep.15 ‘สองพี่น้องผู้กลมเกลียว

มีครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่งมีลูกชายสองคน ทั้งสองเป็นพี่น้องที่รักกันมากจนกระทั่งพ่อแม่แก่เฒ่า และสิ้นอายุขัยไป สองพี่น้องจึงแยกย้ายกันไปสร้างครอบครัวของตนเอง แต่ก็ยังปลูกบ้านที่ในหมู่บ้านเดียวกัน ไปมาหาสู่และรักใคร่กันดีเสมอ

สองพี่น้องยังคงยึดอาชีพชาวนาปลูกข้าวเลี้ยงชีพเช่นเดียวกับพ่อแม่อยู่มาปีหนึ่ง ชาวนาคนพี่ทำนาได้ข้าวมากกว่าทุก ๆ ปี จึงมีใจคิดเผื่อแผ่ไปถึงน้องชายชาวนาผู้พี่ก็จัดการบรรจุข้าวลงกระสอบขนาดใหญ่

รอจนค่ำจึงแบกกระสอบข้าวไปยังบ้านของน้องชาย และทิ้งกระสอบข้าวไว้นอกประตูบ้าน ที่ต้องทำแบบนี้เพราะชาวนาผู้พี่เกรงว่า ถ้าเอาไปให้ตอนกลางวันแล้วน้องชายรู้ น้องชายอาจจะปฎิเสธข้าวของเขาเพราะความเกรงใจก็เป็นได้

วันรุ่งขึ้น เมื่อชาวนาผู้พี่ไปนับกระสอบข้าวที่เหลืออยู่ในยุ้งเขาก็ต้องประหลาดใจเพราะปรากฏว่า กระสอบข้าวยังมีจำนวนเท่าเดิมทั้งๆที่เมื่อคืนได้เอาไปให้น้องชายแล้ว จึงคิดว่านั้นเอาไปให้น้องอีกซักกระสอบดีกว่า

คืนวันนั้นเขาก็ได้เอาข้าวอีกกระสอบไปให้น้องชาย แต่พอเช้าวันต่อมา ข้าวยังคงเหลือเท่าเดิมเหมือนครั้งแรก คืนนั้นชาวนาผู้พี่จึงแบกกระสอบข้าวไปบ้านน้องชายอีกหนึ่งกระสอบเป็นรอบที่สาม

แสงจันทร์ส่องแสงเจิดจ้าในคืนวันนั้น ชายผู้พี่มองเห็นร่างของใครคนหนึ่ง กำลังแบกกระสอบข้าวตรงมาทางเขา ชายผู้พี่จ้องเขม็งตามองอีกครั้ง จึงเห็นว่า ร่างของคนคนนั้นก็คือน้องชายของเขานั่นเอง

ชาวนาผู้พี่ และชาวนาผู้น้องต่างหยุดวางกระสอบข้าวลงบนพื้น แล้วมองหน้ากันอย่างงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทั้งสองร้องขึ้นมาพร้อมกันว่า

“เอ๊ะ! พี่เองเหรอที่เอาข้าวมาวางไว้หน้าบ้านของฉันน่ะ”

“อ๊ะ แกเองเหรอน้องรักที่เอาข้าวมาวางไว้ในยุ้งข้าวของพี่ทุกคืน”

แล้วทั้งสองก็พากันหัวเราะด้วยความขบขันเป็นเวลานาน ต่างคนต่างก็รู้สึกรักและผูกพันกับอีกคนมากขึ้น โดยไม่ต้องพูดจาอะไรมากไปกว่านั้นอีกแล้ว


#บทวิเคราะห์ Ep. 15 สองพี่น้องผู้กลมเกลียว

เราสามารถรักและให้ความช่วยเหลือคนอื่นอย่างจริงใจได้ โดยไม่ต้องเป็นอะไรกับเขาเลย เหมือนอย่างที่ประธานอีปฏิบัติกับมุนยองทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเขาไม่ได้เป็นอะไรกับมุนยองซักนิดเดียว แต่เขาก็อยู่เคียงข้าง คอยดูแลและใส่ใจมุนยองเสมอมา

เหมือนอย่างแม่ของจูรีที่ไม่ว่าจะคังแท พี่ซังแท มุนยอง หรือคนอื่นๆ ก็ล้วนไม่ใช่ลูกในสายเลือดของเธอ แต่เธอก็ยังรัก เมตตา ใส่ใจและสนับสนุนทุกคนเหมือนลูกในอุทร

📚 Ep.16 ‘ผจญภัยตามหาใบหน้าที่แท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…ในปราสาทที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า มีคนที่ถูกแม่มดเงาขโมยใบหน้าที่แท้จริงไป อาศัยอยู่ด้วยกัน 3 คน

คุณลุงกล่องพูดว่า “ถ้าเราอยากเลิกทะเลาะกันแล้วตามหาความสุข เราต้องเอาใบหน้าที่หายไปคืนมา”

พวกเขาเลยกระโดดขึ้นรถบ้านแล้วออกเดินทางตามหาใบหน้าของพวกเขา วันนึงพวกเขาบังเอิญเจอแม่จิ้งจอกร้องไห้คร่ำครวญอยู่ท่ามกลางหิมะ หนุ่มน้อยหน้ากากจึงถามแม่จิ้งจอกว่า “ทำไมคุณป้าถึงเอาแต่ร้องไห้ล่ะครับ”

แม่จิ้งจอกตอบกลับไปว่า “อ๋อ ฉันออกมาหาอาหาร แล้วทำลูกที่แบกไว้บนหลังหล่นหายไปในหิมะน่ะสิ”

แม่จิ้งจอกที่น้ำตาเหือดแห้งไปแล้ว ทุบอกร่ำไห้ พอหนุ่มน้อยหน้ากากเห็นดังนั้นน้ำตาอุ่นๆก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากตาของเขา ทันใดนั้นเองหิมะก็เริ่มละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้เจอลูกจิ้งจอกที่นอนแข็งอยู่ตรงนั้น

หลังจากนั้นทั้ง 3 คนก็ออกเดินทางต่อ ไม่นานก็เจอเข้ากับตัวตลกเปลือยกายเต้นรำอยู่ในทุ่งดอกไม้หนาม เจ้าหญิงกระป๋องเปล่าเลยถามว่า “ทำไมถึงตั้งหน้าตั้งตาเต้น ในทุ่งดอกไม้หนามแบบนั้นล่ะ”

เจ้าตัวตลกก็ได้ตอบกลับมาว่า “ฉันต้องทำแบบนี้เพื่อให้คนหันมาสนใจฉัน แต่มันเจ็บแล้วก็ไม่มีใครสนใจฉันเลย” เขาตอบ

ได้ยินแบบนั้นเจ้าหญิงกระป๋องเปล่า ก็เดินเข้าไปในทุ่งดอกไม้หนามแล้วเริ่มเต้นรำไปกับตัวตลก

“ฉันเป็นกระป๋องเปล่าต่อให้โดนหนามแทง ก็ไม่เจ็บหรอก” เจ้าหญิงกระป๋องเปล่าพูดออกมา

ตอนที่เธอเริ่มกระโดดโลดเต้นไปกับตัวตลก

กระป๋องเปล่าก็ส่งเสียงดัง ก๊องแก๊ง ก๊องแก๊ง ดังก้องออกมาจากตัวเธอ

ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ผู้คนก็ทยอยกันมาและมองดูพวกเขาเต้นและปรบมือให้กับพวกเขา

หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่อีกครั้งเพื่อตามหาใบหน้าที่ถูกขโมยไป และแล้วแม่มดเงาผู้ชั่วร้ายก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

นางลักพาตัวหนุ่มน้อยสวมหน้ากากผู้หลั่งน้ำตาให้แม่จิ้งจอก และเจ้าหญิงกระป๋องเปล่าที่เต้นรำไปกับตัวตลก

หลังจากนั้นแม่มดเงาก็พูดขึ้นว่า “ต่อไปนี้พวกเจ้าจะไม่มีวันได้เจอใบหน้าที่มีความสุข” หลังจากที่สาปพวกเขา นางก็ขังพวกเขาไว้ในโพรงตุ่นที่มืดมิด

คุณลุงกล่องเจอโพรงนั้นในอีกหลายวันต่อมาแต่ทางเข้าแคบเกินไป ทำให้เขาเข้าไปไม่ได้

“ทำยังไงดี ถ้าจะเข้าไปฉันต้องถอดกล่องนี้ออก”

ตอนนั้น เสียงของหนุ่มน้อยสวมหน้ากากก็ดังมาจากในโพรง “คุณลุงไม่ต้องห่วงเรา รีบหนีไปเถอะ แม่มดเงากำลังจะมา”

แต่ว่าคุณลุงกล่องรวบรวมความกล้า เอากล่องออกจากหัวแล้วเข้าไปในโพรงทันที แล้วเขาก็สามารถช่วยหนุ่มน้อยหน้ากากกับเจ้าหญิงกระป๋องเปล่าไว้ได้

เมื่อทั้งสองออกมาจากโพรง ทั้งคู่ก็ได้เห็นใบหน้าที่เปราะเปื้อนของคุณลุงแทนที่กล่องแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

พวกเขาหัวเราะกันคิกคักๆ ระหว่างที่หัวเราะออกมาจู่ๆหน้ากากของหนุ่มน้อยก็ร่วงลงมาที่พื้น กระป๋องเปล่าที่เจ้าหญิงเข้าไปอยู่ ก็หล่นลงมาที่พื้นเสียงดัง ก๊อง!

คุณลุงกล่องที่ตอนนี้ออกมาจากกล่องแล้ว พูดออกมาว่า

“พวกเขาเจอใบหน้าที่แท้จริงระหว่างหัวเราะ…มีความสุข เขามีความสุข ฉันมีความสุข “

แท้จริงแล้วสิ่งที่แม่มดเงาขโมยไปจากพวกเขาไม่ใช่ใบหน้าที่แท้จริง แต่คือความกล้าที่จะตามหาความสุขต่างหาก


#บทวิเคราะห์ Ep. 16 ผจญภัยตามหาใบหน้าที่แท้จริง

เป็นนิทานส่งท้ายที่บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครหลักอย่างพี่ซังแท คังแท และมุนยอง เพราะที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้ว่า ‘ความกล้า’ คือสิ่งที่พวกเขาไม่เคยมี ความสุขจึงไม่เคยมาถึง

ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตล้วนผ่านเข้ามาเป็นบทเรียนชั้นเลิศที่สอนให้เราเข้าใจกับคำว่าชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องราวของควอนกีโด (ตัวตลก) เรื่องราวของคนไข้คังอึนจา (แม่จิ้งจอก) เรื่องราวของแม่มดเงา (ทุกคนที่ทำให้พวกเขาไม่มีความกล้า) เพราะพวกเราเรียนรู้และฉุกคิด ทำให้สุดท้ายปลายทางก็คือความสุขที่พวกเขาเฝ้าปรารถนานั่นเอง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะประทับใจในการนำเสนอเรื่องราวผ่านนิทานในหลาย ๆ ตอน หวังว่าผู้อ่านทุกคนที่อ่านมาถึงจุดนี้จะชื่นชอบบทความพิเศษ ระหว่าง ‘โชว์มีเดอะซีรีส์’ และ ‘Korseries’ ถ้าหากใครที่อยากติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจในแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับวงการบันเทิงเกาหลี ก็อย่าลืมนึกถึง Korseries.com หรือถ้าหากใครชอบการวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นในซีรีส์ ก็สามารถติดตามได้ที่ เพจโชว์มีเดอะซีรีส์ กันได้นะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

รวมนิทาน+บทวิเคราะห์ ซีรีส์ It’s Okay To Not Be Okay ฉบับที่ 1 (EP.1-8)

เบื้องหลังนิทานโกมุนยอง กับ นักวาดภาพประกอบ ผู้ถ่ายทอดลายเส้นในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay

ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่


Facebook Fanpage
: facebook.com/korseries
Twitter
: twitter.com/korseries
Website
: korseries.com
Youtube
: Korseries