k-dramas

รีวิวซีรีส์ D.P. (2021) | เรื่องราวไล่ล่าทหารหนีกองทัพ ที่สะท้อนคำถามกลับสู่ระบบทหาร

28/08/2021 - bubblesbenjy


มีมาให้ได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลงานออริจินัลซีรีส์จาก Netflix ที่คราวนี้ได้กลับมาพร้อมกับผลงานที่ใครหลาย ๆ คนต่างรอคอยอย่าง “D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ” ซีรีส์เรื่องใหม่ดัดแปลงจากเว็บตูน ที่ได้ปล่อยออกมาให้ชมกันเต็มเรื่อง 6 ตอนรวด เรียกได้ว่าดูกันได้อย่างเต็มอิ่ม พร้อมอินไปกับการไล่ล่าสุดระทึกกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งคราวนี้ Korseries ก็ไม่พลาด รีบไปจัดมาแบบรวดเดียว เพื่อมาเสิร์ฟรีวิวให้เพื่อน ๆ แบบเร็วทันใจ สำหรับใครที่ไม่อยากตกขบวน ก็ต้องเลื่อนลงไปอ่านบทความรีวิวนี้เลย

*trigger warning : violence/sex/language/suicide

ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า ชื่อเรื่องที่เขียนเป็นตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษ 2 ตัวว่า “D.P.” นั้น ย่อมาจาก Deserter Pursuit ที่มีอยู่จริงในกองทัพของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหน่วยสารวัตรทหารที่มีหน้าที่ในการติดตามไล่ล่าเหล่าทหารที่หลบหนีออกจากกองทัพ เปรียบประหนึ่งนักสืบที่ต้องแฝงตัว สืบเสาะหาเบาะแสของผู้หลบหนีไปทั่วประเทศ นอกฐานทัพ ซึ่งความพิเศษอยู่ที่ นักเขียนบทคิมโบทง ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บตูนต้นฉบับ และได้ร่วมเขียนบทในซีรีส์เรื่องนี้ เคยปฏิบัติหน้าที่ประจำหน่วย “D.P.” มาก่อน ซึ่งเขาได้รังสรรค์เรื่องราวจากประสบการณ์จริง และการเก็บข้อมูลจากคนในหน่วย มากางแผ่ให้เราได้เข้าไปสัมผัสโลกของ “D.P.” ที่ไม่เคยได้สัมผัสผ่านซีรีส์เรื่องไหนมาก่อน

ถึงแม้ว่าชื่อของหน่วยล่าทหารหนีทัพนี้จะไม่ได้คุ้นหูเรา ๆ มากเท่าไหร่นัก แต่เหตุการณ์ของเหล่าทหารในเรื่องกลับคุ้นตากว่าที่คิด แถมยังรู้สึกเชื่อมโยงได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ตัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ” จะบอกเล่าเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจไล่ล่าทหารหนีทัพ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สิบโทพัคบอมกู (รับบทโดย คิมซองกยุน) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นผู้กุมบังเหียนออกคำสั่งและผู้ปกครองของคู่หู D.P. ที่นำทีมลุยงานภาคสนามโดย ฮันโฮยอล (รับบทโดย คูคโยฮวาน) นายทหารร้อยเล่ห์ที่เพิ่งถูกลากตัวกลับมาปฏิบัติภารกิจหลังถูกส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาล มาประกบกับคู่หูคนใหม่ อันจุนโฮ (รับบทโดย จองแฮอิน) ทหารเกณฑ์หนุ่มที่เพิ่งเข้ารับประจำการได้ไม่นาน ซึ่งเขาโดดเด่นด้วยการมีความอดทนเป็นเลิศ และเปี่ยมไปด้วยไหวพริบ ที่ได้มาจากการเรียนรู้หาวิธีเอาตัวรอดจากมรสุมชีวิตมาตั้งแต่เด็ก หลังประสบปัญหาทางครอบครัว

แต่ยิ่งพวกเขาตามล่าเหล่าทหารหนีทัพ พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจสาเหตุของความพยายามในการฉีกกฎข้ามรั้วลวดหนามสุดชีวิตของคนหนุ่มทั้งหลาย และได้พบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ “ควรหวนคืนสู่กองทัพ” ยิ่งกว่าไพร่พลผู้หลบหนีเสียอีก

ในความยาวเพียงแค่ 6 ตอน ซีรีส์ได้พาคนดูเดินทางสำรวจไปกับเรื่องราวได้หลากหลายแง่มุม ทั้งที่มาที่ไปของบุคลิก การกระทำของตัวละคร ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างค่อนข้างมีเหตุมีผล ให้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ไม่ยาก แถมยังเดินเรื่องได้สนุก ฉับไว ไม่น่าเบื่อเวิ่นเว้อ โดยความน่าตื่นเต้นยังทวีคูณในช่วงของการติดตามไล่ล่าทหารหนีทัพ ที่คู่หู D.P. ต้องปฏิบัติภารกิจซึ่งต้อง บุ๋นและบู๊ ไปในเวลาเดียวกัน กับการใช้สมอง ไหวพริบ เล่ห์กลในการตามหาเบาะแสเพื่อติดตามตัวผู้หลบหนี อีกทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับความอันตรายกับการไล่ล่าสุดระห่ำ ในฉากแอคชั่นสุดบ้าบิ่นที่ที่ทำให้คนดูลุ้นไปยันปลายเท้า

ADVERTISEMENT

แม้ว่าหน้าหนังของซีรีส์เรื่องนี้จะดูเดือดดาล ระห่ำ และมืดมิด แต่ซีรีส์กลับนำเสนอออกมาหลากรสหลากอารมณ์กว่าที่คาด มีทั้งการสอดแทรกมุกตลกที่หยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ระหว่างเรื่อง ทำให้พอยกยิ้มคลายเครียดกันไปบ้าง (แม้อาจจะให้ความรู้สึกตลกร้ายไม่น้อย) หรือบางครั้งก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น น่าประทับใจในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง แต่อย่างไรก็ดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “D.P.” จะทำให้ผู้ชมต้องปะทะกับความหม่นหมอง และความหดหู่ ชวนสะเทือนใจเข้าอย่างจัง พร้อมกับตีแผ่เสียดสีวงการทหารของเกาหลี ราวกับพาผู้ชมขึ้นรถไฟเหาะแห่งอารมณ์ ซึ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีเสน่ห์ ชวนติดตามตลอดทั้งเรื่อง

‘ถ้าเขาไม่ได้เข้ากรม ก็คงไม่มีเรื่องให้เขาต้องหนีทหารหรือเปล่า’

หากว่ากันตามกฎหมายของเกาหลีใต้ ชายหนุ่มสัญชาติเกาหลีทุกคนต้องผ่านการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติในกรมทหาร ก่อนอายุ 30 ปี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภาวะสงครามทุกเมื่อ (จะได้รับการยกเว้นเป็นบางกรณีเท่านั้น เช่น นักกีฬาที่สร้างผลงาน/ชื่อเสียงให้กับประเทศ) ดังนั้นการเข้าไปอยู่ในกรมทหารไม่ใช่เป็นการตบเท้าเข้าไปอย่างสมัครใจของทุกคนเสียทั้งหมด แค่การต้องเข้าไปอยู่เพราะเป็น ‘หน้าที่ที่ต้องทำ’ ว่าน่าอึดอัดใจมากพอสำหรับพวกเขาแล้ว ซ้ำยังต้องไปเจอกับระบบอันหล่อหลอมให้หลายอย่างเน่าเฟะโสมม ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกองทัพร่วม 2 ปี ทางเลือกสุดบ้าบิ่นอย่างการ ‘หนีทหาร’ จึงกลายเป็นฟางเส้นเดียวที่คนหนุ่มหลายคนเอื้อมมือคว้ามาเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานที่ที่อาจเป็นดั่งขุมนรกไปได้

ตัวซีรีส์จึงได้เปิดแผงฉายภาพความเน่าเฟะภายในกรมทหารอย่างตรงไปตรงมาในหลากหลายประเด็น ระหว่างการไล่ล่าหาสาเหตุที่ทำให้ทหารทั้งหลายต้องการหลบหนี ตั้งแต่ตอนแรกที่มีนายหารละเลยในหน้าที่ นำเงินในการทำภารกิจ (ซึ่งคงจะมาจากภาษีประชาชน) ไปถลุงเที่ยวเล่นตามอำเภอใจ คนบางกลุ่มมีสิทธิพิเศษในการเลี่ยงทหาร ไล่เรียงมายันถึงการใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกาย ทารุณขืนใจ ซึ่งถูกทำให้เหมือนเป็นเรื่องเล่น ๆ ปกติในกรมทหาร กลายเป็นการกระทำให้ความบันเทิงของพวกเหล่ารุ่นพี่หรือนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เชิดหน้าชูตา อุปโลกน์ว่าตนอยู่เหนือคนอื่น ซึ่งสะท้อนไปยังอำนาจครอบงำที่กลืนกินชุดความคิดและการปฏิบัติของคนในองค์กรแบบฝังรากลึก ที่มองมนุษย์คนอื่นเป็นที่รองมือรองเท้า จะใช้อำนาจออกคำสั่งอย่างไรก็ได้ และเมื่อคำสั่งการของผู้บังคับบัญชาการ หรือผู้ที่มียศเหนือกว่าถือเป็นประกาศิต ก็ต้องมีพวกผู้ใต้บังคับบัญชาที่เอาแต่ “ได้ครับพี่ ดีครับผม” พยายามเอาอกเอาใจหัวหน้า แบบไม่สนสิ่งที่ถูกที่ควร อีกทั้งยังมีการที่ทหารชั้นผู้ใหญ่พยายามซุกซ่อนปัญหาที่เกิดขึ้นเอาไว้ใต้พรม ราวกับว่าเรื่องอันโสมมเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น

หวังจะให้กองทัพเปลี่ยนแปลง? ขนาดกระติกน้ำในค่ายทหารที่ถูกใช้มาตั้งแต่สงครามเกาหลี ยังไม่เคยเปลี่ยนเลย

ประเด็นสำคัญที่ “D.P.” ตั้งใจพาเราเข้าไปในเขตหลังรั้วลวดหนามก็เพื่อตีแผ่ระบบระเบียบ ปัญหาที่ถูกเพิกเฉย ฝังรากเป็นวัฒนธรรมขององค์กรที่ปรากฏเห็นเป็นเด่นชัดในทุกตารางนิ้วของฐานทัพ ตั้งแต่โรงนอนของนายทหารยศต่ำต้อย ยันไปสู่โต๊ะของผู้บังคับบัญชาอันสูงศักดิ์ แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข หรือแม้แต่กระทั่งได้รับความสนใจให้เป็นประเด็นชวนคิด ทั้ง ๆ ที่ประชากรชายส่วนใหญ่ของเกาหลีต้องเคยเป็นทหารกันมาค่อนประเทศ จนระเบิดออกมาเป็นคำถามในช่วงท้ายของซีรีส์ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในกองทัพได้หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่หลายคนก็รับรู้ แต่ปัญหาต่าง ๆ ยังอยู่ ยังคงถูกเพิกเฉย และวนลูปไม่รู้สิ้น

เมื่อบาดแผลของนักรบไม่ได้เกิดขึ้นในสมรภูมิ แต่กลับถูกทำให้ช้ำเหวอะปางตายในโรงนอน

ซีรีส์เรื่องนี้จึงถ่ายทอดออกมาด้วยความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อมนุษย์ร่วมกัน ซึ่งถูกระบบ โครงสร้างอันบิดเบี้ยวย่ำยี ‘ความเป็นคน’ สิทธิมนุษยชน จนต้องได้รับความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ โดยถ้าหากมองให้ดี การมีอยู่ของ D.P. นั้น ก็ทำให้ได้รู้ได้ว่าสภาพแวดล้อมในกองทัพมันเลวร้ายแค่ไหน จนต้องมีหน่วยเฉพาะเพื่อตามล่าทหารหนีทัพ ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านี้ก็คือ มนุษย์คนหนึ่ง เขาอาจจะเป็นลูกชาย พี่ชาย หลานชาย แฟน หรือแม้กระทั่งคนใกล้ตัวของใครบางคนก็ได้ ซึ่งในส่วน Intro ของซีรีส์ “D.P.” ที่ฉายให้ได้รับชมก่อนเข้าเนื้อหาในแต่ละตอน ก็สามารถฉายภาพความเป็นมนุษย์ปกติชนของคนเหล่านี้ได้อย่างเรียบง่าย แต่ทรงพลังล้นเหลือ

ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ รวมกับงานภาพ การตัดต่อ และเพลงประกอบที่เรียกได้ว่าเพราะจับใจเป็นพิเศษของเรื่องนี้แล้ว ทำให้ซีรีส์เรื่อง “D.P.” ถือเป็นผลงานที่น่าจดจำในปี 2021 อีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ จนอยากเชิญชวนให้ใครหลาย ๆ คนมาลองมาเปิดใจรับชมอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ไปด้วยกัน ซึ่งเราไม่อยากให้คุณพลาดด้วยประการทั้งปวง

ร่วมติดตามการไล่ล่าเหล่าทหารหนีทัพไปกับ “D.P.” ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

บทความที่เกี่ยวข้อง

คุยกับ จองแฮอิน-คูคโยฮวาน-คิมซองกยุน จาก D.P. ซีรีส์ไล่ล่าทหารหนีทัพที่ไม่ควรพลาดชม

D.P. ออริจินัลซีรีส์ Netflix พล็อตแปลกใหม่ ที่มาพร้อมภารกิจไล่ล่านายทหารหนีกองทัพ

‘จองแฮอิน – คูคโยฮวาน’ นำทีมส่งสัญญาณไล่ล่าทหารหนีทัพ ในทีเซอร์ D.P. ออริจินัลซีรีส์ใหม่ Netflix

ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่


Facebook Fanpage
 : facebook.com/korseries
Twitter
 : twitter.com/korseries
Website
 : korseries.com
Youtube 
: Korseries

ขอความกรุณาไม่นำคัดลอกบทความไปโพสต์ลงในเพจ หรือ สำนักข่าวอื่น โปรดช่วยแชร์เป็นลิ้งก์นะคะ♡

Photo Courtesy of Netflix

Read More Articles


Korupdate






เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก