หลังช่วงต้นปีที่มีซีรีส์เกาหลีเรื่อง Kingdom หยิบเอาเเนวหนังยอดนิยมอย่าง ‘ซอมบี้’ มารวมกับการเมืองยุคโชซอน จนกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเเละสดใหม่ เกิดกระเเสปากต่อปากจนเป็นที่พูดถึงวงกว้างบนสื่อโซเชียล เเละทำให้กลุ่มคนดูที่ปกติจะไม่ค่อยได้ดูหนังหรือซีรีส์เกาหลีหันมาสนใจซีรีส์เรื่องนี้ได้ นับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่ไม่น้อย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ผ่านมาเกือบ 10 เดือน เริ่มเกิดกระเเสพูดถึงในลักษณะคล้ายกันสำหรับซีรีส์เเอคชั่น-สายลับอย่าง Vagabond ที่ผ่านมาทำเรตติ้งไม่ต่ำกว่า 10% ในทุกๆตอน อีกทั้งไม่กี่ชั่วโมงหลังจากออนเเอร์ตอนที่ 12 มียอดทวิตพุ่งสูงจนติดเทรนด์ เเล้วอะไรที่ทำให้เกิดกระเเสนิยม? ซึ่งในบทความนี้ทางผู้เขียนจะพูดถึงต้นเหตุดังกล่าวเเละจะมีการหยิบยกเนื้อหาบางส่วนเพื่ออธิบายให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น…

ดำเนินเรื่องเร็วเเละเกิดเหตุการณ์พลิกผันตลอดเวลา

สิ่งสำคัญที่ทำให้หลายคนที่เวลาดูซีรีส์เกาหลีเกิดอาการติดหนึบ จนสามารถดูรวดเดียวจบได้ในระยะเวลาเพียง 1-2 วัน นั่นเป็นเพราะเนื้อหาที่เข้มข้นเเละชวนติดตาม เช่นเดียวกับ Vagabond ที่เเสดงให้เห็นตลอด 13 ตอนที่ผ่านมา โดยซีรีส์ใช้เวลาเพียงตอนเเรกในการทำความรู้จักกับตัวละครหลักอย่าง ‘ชาดัลกอน’ (รับบทโดย อีซึงกิ) หนุ่มสตั๊นต์แมนที่ใช้ชีวิตอยู่กับหลานรัก เเม้ทั้งคู่จะมีปากเสียงเเละทะเลาะกันเป็นบางครั้ง เเต่ลึกๆเเล้วอาหลานคู่นี้ก็รักใคร่กันดี เรียกว่าเป็นไปตามขนบซีรีส์เกาหลีที่มักเซ็ตตัวละครให้เป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ ก่อนเนื้อหาจะถูกขมวดเข้าปมสำคัญกับเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกระหว่างการมุ่งหน้าไปโมร็อกโก ที่อาหลานต้องพลัดพรากจากกันตลอดกาล ก่อนชาดัลกอนได้บินไปร่วมพิธีทางศาสนาที่โมร็อกโก เขาก็พบเงื่อนงำไม่ชอบมาพากลของเหตุเครื่องบินตกที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายโดยมีเบื้องหลังเป็นบริษัทเอกชนต่างชาติอย่าง ‘จอห์นแอนด์มาร์ค’ ขณะเดียวกันโชคชะตาก็นำพาเขาไปรู้จักกับเจ้าหน้าที่เอ็นไอเอส (National Intelligence Service) ที่ประจำอยู่โมร็อกโกอย่าง ‘โกแฮรี’ (รับบทโดย เเบซูจี) ซึ่งทั้งคู่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการพาคนดูขุดคุ้ยความจริงเเละสำรวจความเน่าเฟะของรัฐบาลเกาหลี

หลังปมสำคัญถูกเล่าไปในตอนเเรก เนื้อหาตอนต่อๆมาก็ขับเคลื่อนไปอย่างฉับไวเเละเต็มไปด้วยเหตุการณ์พลิกผัน โดยเฉพาะเอกลักษณ์สำคัญของหนังสายลับ กับสถานการณ์ที่เกิดหน่อนบ่อนไส้ในองค์กรที่หลายคนอาจคุ้นเคยจากหนังฮอลลีวู้ดอย่าง Tinker Tailor Soldier Spy (2011), The Manchurian Candidate (1962) สายหนังเกาหลีอาจคุ้นเคยจาก The Age of Shadows (2016), Assassination (2015) เเละคอซีรีส์เกาหลีต้องคุ้นชินกันเป็นอย่างดีจาก IRIS ที่จะมีตัวละครตั้งเเต่ 1 คนเเฝงตัวอยู่ในองค์กรหนึ่งเพื่อส่งข่าวให้ฝั่งตรงข้าม จนนำมาซึ่งสภาวะคลุมเครือที่คนดูไม่อาจเชื่อใจใครได้อย่างสนิทใจ โดยเนื้อหาใน Vagabond ตั้งเเต่ช่วงเเรกจะมีการเกริ่นถึงหนอนบ่อนไส้ในหน่วยเอ็นไอเอสที่คอยส่งข่าวให้กับพวกจอห์นแอนด์มาร์ค เหล่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงเอ็นไอเอสถูกเซ็ตให้มีคาเเรคเตอร์ที่ชัดเจนเเละดูลึกลับไม่ต่างกัน เป็นภาพลักษณ์สีเทาที่สามารถพลิกแพลงเเละตลบหลังคนดูได้อยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้

ภายใต้เนื้อหาที่ถูกเล่าไปอย่างฉับไวก็ซ่อนบาดเเผลหรือความไม่เมคเซนส์ ที่คนดูอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า “ทำไมมันดูง่ายขนาดนั้น?” อย่างในตอนเเรกกับเหตุการณ์เครื่องบินตกที่ถูกตัดทอนรายละเอียดให้เหลือเพียง 4-5 นาที ซึ่งต่างไปจากหนังสายลับหรือเเนวเเอคชั่นหลายๆเรื่องที่เลือกอธิบายวิธีการอย่างละเอียดเเละอาจยาวไปถึง 30-60 นาที ตลอดจนกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่ในซีรีส์เเสดงการเข้าถึงผลลัพธ์ได้รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ ซึ่งประเด็นนี้เองอาจเรียกได้ว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของซีรีส์ เพราะการเล่าของผู้กำกับ ‘ยูอินชิค’ ที่เลือกตัดทอนกระบวนการเพื่อเน้นเเสดงผลลัพธ์ ช่วยให้เนื้อหาขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว คนดูจะรู้สึกตื่นเต้น ชวนลุ้นระทึกไปกับสถานการณ์ที่ตัวละครต้องเผชิญโดยไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ

เเอคชั่นเสี่ยงตายสุดมันส์

เบื้องหน้าของงานโปรดักชั่นฟอร์มยักษ์ที่ทีมงานต้องบินไปถ่ายทำกันถึงโมร็อกโกเเละโปรตุเกสเพื่อรังสรรค์ฉากเเอคชั่นที่สมจริงเเละตระการตาตามความต้องการของผู้กำกับ ซึ่งทำให้ตลอดการถ่ายทำเกือบ 1 ปีใช้ทุนสร้างไปกว่า 25 พันล้านวอน นับเป็นซีรีส์เกาหลีที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับที่ 3 รองจาก Mr. Sunshine (30 พันล้านวอน) เเละ Arthdal Chronicles (54 พันล้านวอน)

ขณะที่นักเเสดงนำอย่าง ‘อีซึงกิ’ ที่ต้องเข้าฉากเเอคชั่นสุดระห่ำทั้งการขับรถไลล่า โลดโผนเสี่ยงตาย ตลอดจนการต่อสู้กันด้วยปืนเเละศิลปะป้องกันตัวมือเปล่า ที่ส่วนใหญ่เเทบไม่ได้ใช้ตัวเเสดงเเทน อีซึงกิจำเป็นต้องฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงเพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บระหว่างถ่ายทำ อย่างฉากสำคัญที่โมร็อกโกช่วงท้ายของตอนเเรก ที่ชาดัลกอนต้องออกตามล่าหนึ่งในผู้ก่อการร้าย เป็นฉากสั้นๆที่ต้องถ่ายทำนานถึง 3 วัน จังหวะกระโดดมาเกาะที่หน้ากระโปรงรถ ทางอีซึงกิต้องวิ่งไปวิ่งมาเเละถ่ายฉากนี้ยาวถึง 6 เทคจนกระทั่งได้ฉากที่งดงามเเละสมจริงตามที่คนดูได้เห็น

ความเข้าใจต่อคาเเรคเตอร์ชาดัลกอนที่คนดูได้เห็นตั้งเเต่ฉากเปิดของตอนเเรก เขาเป็นสตั๊นต์เเมนมากฝีมือที่มีทักษะการป้องกันตัวเป็นเทควันโดขั้นสูง เเละเคยผ่านงานสตั๊นต์เสี่ยงตายมานับไม่ถ้วน จนหนักสุดเคยถึงขั้นนอนเข้าเฝือกเป็นเดือนๆ ขณะเดียวกันเขายังเป็นพวกนิสัยมุทะลุ ชอบทำอะไรบ้าดีเดือด ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเเปลกสำหรับขนบนิสัยของตัวเอกในหนังเเอคชั่นเกาหลี เเต่หลายๆครั้งก็สร้างความหงุดหงิดใจให้คนดูพอสมควร โดยข้อดีของการเซ็ตคาเเรคเตอร์ตัวเอกลักษณะนี้ นับเป็นรากฐานสำคัญสู่ฉากเเอคชั่น เพราะคนดูจะไม่รู้สึกเเปลกใจเวลาเห็นตัวเอกกล้าทำอะไรที่ดูบุ่มบ่ามเสี่ยงตาย ทำให้หลายๆฉากถูกขับเคลื่อนไปอย่างสุดมันส์ ถึงลูกถึงคนตามความเดือดของนิสัยตัวละคร อีกทั้งยังสอดรับในเเง่ของเหตุผลถึงสิ่งที่ตัวเอกสามารถทำได้ เเม้หลายครั้งจะดูน่าเหลือเชื่อก็ตาม

                                       
                   
                               
เพราะรักหรอกถึงหยอกเล่น ใครจะโดนหยอก หรือ ใครจะรู้ทัน ติดตามได้ในรายการหยอกหยอกคลิก!!!
       
เติมความหวานด้วยฉากเลิฟซีน ภายใต้เนื้อหาที่ดูเคร่งเครียด

หากพูดถึงซีรีส์เกาหลี เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักจะนึกเเนวโรเเมนติก-เมโลดราม่า กับเลิฟซีนสุดน่ารักของคู่พระนาง จนกลายเป็นจุดขายที่ทำให้ผู้คนมากมายชื่นชอบในการดูซีรีส์เกาหลี โดยปัจจุบันไม่ได้มีเพียงซีรีส์เเนวโรเเมนติกที่สามารถใส่จุดขายลักษณะดังกล่าวลงไปได้ เหล่าผู้สร้างเเละคนเขียนบทยังพยายามผสมเข้ากับซีรีส์หลายๆเเนวทั้งเเอคชั่น เเฟนตาซี หรือเเม้เเต่ฮอเรอร์ หลายๆเรื่องสามารถทำได้อย่างกลมกล่อมเเละเป็นรสสัมผัสที่ดูเเปลกใหม่ อาทิ Healer เเนวเเอคชั่น-สายลับ ที่นำเเสดงโดย จีชางอุค เเละ พัคมินยอง, Black เเนวเเฟนตาซี-ฮอเรอร์ ที่นำเเสดงโดย ซงซึงฮอน เเละ โกอารา ขณะที่ Vagabond นอกจากขายความเข้มข้นของเนื้อหาเเละฉากเเอคชั่นสุดมันส์ พวกเขายังไม่ลืมที่จะเติมความหวาน สอดเเทรกฉากเลิฟซีนคู่พระนางอยู่เป็นระยะ โดย อีซึงกิ เเละ ซูจี ทั้งคู่ต่างเป็นพี่น้องที่รู้จักกันดีในนอกจอ อีกทั้งยังเคยร่วมงานกันในซีรีส์เเนวพีเรียดอย่าง Gu Family Book จึงไม่ใช่เรื่องน่าเเปลกที่เคมีของทั้งคู่จะดูเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ

เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง ประชาชนรวมพลังเปลี่ยนเเปลงสังคม

ความจริงที่ค่อยๆชัดเจนของเนื้อหาตลอด 13 ตอนที่ผ่านมา กับเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เบื้องหลังอาจไม่ได้มีเพียง ‘จอห์นแอนด์มาร์ค’ บริษัทเอกชนที่ต้องการทำสัญญาซื้อขายเครื่องบินรบกับรัฐบาลเกาหลีจนต้องจัดฉากโศกนาฏกรรมขึ้นมา ทว่าความจริงที่ซ่อนอยู่มันน่าเจ็บปวดยิ่งกว่า เมื่อกลุ่มคนเบื้องบนของรัฐบาลกลายเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เเม้จะกล่าวอ้างว่าทำเพื่อความมั่นคงของชาติ เเต่เบื้องลึกยังเเอบกอบโกยผลประโยชน์โดยไม่สนว่ากี่ชีวิตที่ต้องสังเวยเเละอีกกี่ชีวิตที่ต้องทนทุกข์กับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก

เมื่อรัฐบาลหันหลังให้ประชาชน กลายเป็นประชาชนที่ต้องปลุกระดมเเละลุกขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนสังคมด้วยมือของพวกเขาเอง ฉากสำคัญในตอนที่ 12 ที่รัฐบาลหันปืนเข้าใส่ประชาชน พยายามที่จะทำทุกอย่างเพื่อหยุดชาดัลกอนเเละพรรคพวกไม่ให้ส่งตัวคิมอีกูไปขึ้นศาลได้เพราะต้องการปิดบังความจริงอันโสมมที่รัฐบาลได้ก่อเอาไว้ จนฝั่งครอบครัวผู้สูญเสียต้องลุกขั้นมาต่อสู้เเละเป็นเกราะกันบังให้กับพวกของชาดัลอนเพื่อส่งตัวคิมอีกูได้อย่างปลอดภัย เรียกว่าเป็นภาพอันน่าหดหู่เเละสะเทือนใจผู้คนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็เป็นสถานการณ์ที่เข้ากับการเมืองปัจจุบันของหลายๆประเทศ จนกลายเป็นกระเเสสังคมที่สื่อโซเชียลพากันจับประเด็นนี้มาเล่น ซึ่งไม่เเปลกที่ตอนนี้จะทำเรตติ้งพุ่งกระฉูดถึง 11.6% จนขึ้นติดเทรนด์บนทวิตเตอร์

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสุดท้ายเเล้วประชาชนจะต้องอยู่ในสถานะของ ‘ผู้ชนะ’ หรือ ‘ผู้เเพ้’ เเต่เชื่อได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์จะสร้างแรงกระเพื่อมเเละปลุกจิตสำนึกให้ผู้คนย้อนกลับมามองสังคม ไม่เพิกเฉยต่อความไม่ถูกต้อง เเละกล้าที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนสังคมให้ดูน่าอยู่ขึ้น…