The Divine Fury เป็นภาพยนตร์แนว Action / Horror ที่เป็นสยองขวัญเพราะท้องเรื่องอยู่บนการปราบผี ลัทธิบูชาซาตาน และที่เป็น Action ก็เพราะพระเอกมีอาชีพเป็นนักกีฬา MMA (Mix Martial Art หรือ ศิลปะการต่อสู้แบบผสม หมายถึง ศาสตร์การเตะต่อยทุกแขนงทุกชาติ) การจัดการผีหรือปีศาจซาตานจึงเป็นการผนึกพลังของศาสตร์แห่งคุณไสยและศาสตร์แห่งพละกำลัง เพิ่มดีกรีความมันส์มากกว่าหนังปราบผีทั่วไป สมกับชื่อเรื่อง The Divine Fury ก็เป็นแนวที่แปลกใหม่ดีเหมือนกัน  สร้างสรรค์ผลงานโดยผู้กำกับ คิมจูฮวาน (หรือ เจสัน คิม) ที่เคยประสบความสำเร็จดีมาจาก Midnight Runners (2017) และเรื่องนี้เขาก็ได้คว้าตัว พัคซอจุน มารับบทนำให้อีกครั้ง หนังเปิดตัวฉายที่เกาหลีได้ฮือฮาพอควร แต่สัปดาห์ต่อๆมายอดขายตั๋วอาจเบาบางเร็วไปหน่อย คงเพราะขาดกระแสปากต่อปาก หรืออาจจะไม่ใช่ genre ที่เป็นเทรนด์นิยมของคนเกาหลีช่วงนี้เท่าแนว Comedy มั้ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังเห็นเนื้อหาที่น่าสนใจ และมุมสนุกที่อยากชวนให้ลองติดตามดูกัน

ยงฮู (รับบทโดย พัคซอจุน) แชมเปียนนักสู้ MMA ระดับโลก ผู้ไม่เคยแพ้คู่ต่อสู้ใดบนผืนผ้าใบเลยสักครั้ง ความเทพของเขามาจากจิตด้านมืดที่ต้องชนะ จะโหดแค่ไหนก็ได้

เขาเป็นคนไร้ศรัทธาในพระเจ้า แม้ว่าจริงๆแล้วเขาเกิดมาในครอบครัวคริสเตียน และเด็กน้อยยงฮูในวัย 7-8 ขวบก็เต็มไปด้วยพลังศรัทธา กระตือรือร้นอยากไปโบสถ์มาก เคยมีความคลางแคลงใจในพระเจ้าครั้งหนึ่งในเรื่องที่ไม่ปกป้องชีวิตแม่สมัยที่เขาเกิด ซึ่งผู้เป็นพ่อ (รับบทโดย อีซึงจุน) ได้อธิบายไว้ว่า แม้พ่อจะสวดภาวนามากมายให้แม่รอด แต่แม่สิสวดภาวนาแรงกล้ากว่ามาก เพื่อให้ยงฮูลูกในท้องคลอดมาได้ปลอดภัย (ซึ้งมากเลย)

ต่อมาเขาจึงพยายามจะสวดอ้อนวอนแรงกล้ากับพระเจ้าเพื่อขอให้รักษาชีวิตพ่อของเขา ซึ่งบาดเจ็บโคม่าจากการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร (ที่เผชิญกับเรื่องร้ายเกินคาดโดยไม่มีใครรู้) แต่เมื่อพ่อหนีไม่พ้นชะตาความตาย เขาจึงเสื่อมศรัทธามานับจากนั้น แถมยังโกรธแค้นบาทหลวงที่โบสถ์ซึ่งไม่สามารถสวดอ้อนวอนได้สัมฤทธิ์ผล

วันหนึ่งขณะที่แชมเปียนยงฮูกำลังเดินทางกลับมาเกาหลี แต่ตื่นขึ้นมาพบรอยแผลแหลมลึกเกิดขึ้นที่ฝ่ามือข้างหนึ่ง และมักมีเลือดออกกลางดึกเมื่อฝันว่าถูกคุกคามจากสิ่งชั่วร้ายบางอย่าง  แพทย์ก็หาข้อสรุปของโรคให้ไม่ได้  แต่ผู้จัดการส่วนตัวได้แนะนำให้ลองไปหาหลานสาวของเขา ซึ่งเธอเคยประสบเหตุประหลาดทำนองเดียวกัน จนลงเอยด้วยการตาบอดแต่สามารถมองเห็นวิญญาณได้ จึงมายึดอาชีพแม่หมอ เธอได้ชี้แนะให้ยงฮูไปหาบาทหลวงอัน (รับบทโดย อันซองกี) ที่โบสถ์

บาทหลวงอัน เป็นบาทหลวงปราบผีสไตล์คาทอลิค สังกัดองค์กรลับกลุ่มนักปราบผีปีศาจมืออาชีพที่ชื่อว่า Arma Lucis (แปลว่า อาวุธแห่งแสง) เดินทางมาจากวาติกันพร้อมกระเป๋าอุปกรณ์ปราบผีปีศาจครบเครื่อง (ผู้กำกับพิถีพิถันกับการออกแบบอุปกรณ์ต่างๆและฟังก์ชันการใช้งานมาก) เพื่อภารกิจหลักคือตามหาดาร์กบิชอป นักบวชผู้มีจิตฝักใฝ่พลังมืด  แต่ระหว่างนั้นบาทหลวงก็ช่วยปราบผีให้ผู้เดือดร้อนที่ขอความช่วยเหลือมาเสมอ  คงหวังว่าอาจจะเป็นช่องทางให้สาวไปหาดาร์กบิชอปเจอก็ได้  แต่งานปราบผีปีศาจมันช่างเยอะแยะและเหน็ดเหนื่อย จำเป็นต้องมีผู้ช่วยที่ดี

ในคืนที่ยงฮูแวะไปหาบาทหลวงอัน ซึ่งกำลังทำพิธีปราบผีร้ายร่วมกับผู้ช่วยจูเนียร์ คือ บาทหลวงชเว (รับบทโดย ชเวอูชิก) ฤทธิ์เดชของผีร้ายทำเอาบาทหลวงชเวตกใจหนีกระเจิงไป และบาทหลวงอันก็กำลังเพลี่ยงพล้ำปางตาย  ยงฮูจึงเข้าไปช่วย ก็ได้พบว่า ฝ่ามือที่มีแผลปริศนาของเขานี่แหละที่กลายเป็นอาวุธได้ เมื่อผนึกกำลังรวมกับน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของบาทหลวงอันก็สามารถกำจัดผีร้ายได้ชะงัด บาทหลวงอันจึงไปช่วยปัดเป่าสิ่งรบกวนให้ยงฮูที่บ้าน ซึ่งก็ได้ผล ทำให้คืนนั้นยงฮูได้นอนหลับเต็มอิ่ม เลือดไม่ออกจากมือกลางดึกอีกแล้ว แต่ยงฮูก็ยังต้องการนำสร้อยไม้กางเขนไปคืนให้บาทหลวงอัน เพราะตนจะไม่ศรัทธาแน่นอน

บาทหลวงอันเป็นคนจริงจังกับงาน มองโลกในแง่ดี เป็นมิตร สงบอบอุ่น และจริงใจมาก แต่ละบทสนทนาที่แฝงการจูงใจยงฮูให้กลับมาศรัทธาในพระเจ้า และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  ยงฮูก็ไม่สนใจตอบรับ  จนเมื่อได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับบาทหลวงอันหลายๆครั้งเข้า รวมทั้งการเห็นภารกิจปราบผีที่เสี่ยงภัยเกือบเอาตัวไม่รอดบ่อยครั้ง จนทำให้เขาอดใจช่วยไม่ได้  ปราการจิตใจของยงฮูกำลังสั่นไหว ความศรัทธาจะกลับคืนมาอย่างไร ต้องไปตามดูกัน

ส่วนดาร์กบิชอปที่แฝงตัวมาอยู่เกาหลีในชื่อว่า จีชิน (รับบทโดย อูโดฮวาน)  เปลือกนอกเป็นนักธุรกิจเศรษฐีหนุ่มหล่อ เจ้าของไนท์คลับดัง  แต่เบื้องหลังหมกมุ่นการเป็นอมตะด้วยพิธีกรรมสังเวยวิญญาณให้ซาตานอสรพิษร้าย ซึ่งมีอาวุธเด็ดเป็นเขี้ยวอสรพิษ จีชินสวมแหวนอีกาที่มีปลายจงอยยาวแหลมจิกเจาะให้เลือดตก เป็นสัญลักษณ์ความชั่วร้าย ตรงกันข้ามกับแหวนอธิษฐานทรงไม้กางเขนของบาทหลวงอันที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการปราบผีร้ายให้มนุษย์สงบสุข บาทหลวงอันและยงฮูจะหาดาร์กบิชอปเจอและรับมือกับเขาอย่างไร คงต้องตามไปเอาใจช่วยลุ้นละ

ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าหนังเรื่องนี้มีดีและมีติคู่ไปด้วยกัน  การผูกเรื่องได้ค่อนข้างน่าสนใจดี ชอบนะที่รวมเอาหลายๆอย่างมาอยู่ด้วยกันได้กลมๆดี  ตั้งแต่พลอตปราบผี ความศรัทธาในพระเจ้า (นัยความเชื่อ-ความศรัทธาในมิติอื่นๆด้วย) ธรรมะ vs อธรรม นัยการสู้กันของความดีความชั่วในจิตใจของตัวตนมนุษย์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวยงซูเอง) ความแฟนตาซีของสิ่งที่เป็นอาวุธของพระเอก (ฝ่ามือ) และอาวุธของตัวร้าย (ซาตานอสรพิษ) ในการต่อสู้กัน  แต่รวมๆก็จะมีจุดอ่อนที่ตรรกะอาจหย่อนหายไปบ้าง หรือการอธิบายขยายความอาจน้อยไปนิด  จนทำให้ผู้ชมต้องช่วยมโนเสริมเข้าไปเอง  หรือถ้าไม่คิดตั้งคำถามมากนัก ปล่อยใจคล้อยตามเรื่องไป ก็ดูสนุกได้ประมาณนึงนะคะ

ส่วนจังหวะจะโคนของการเดินเรื่อง ก็เป็นลักษณะการสลับไปมา เร้าใจแล้วพัก พักแล้วเร้าใจใหม่ หลายช่วงหลายชอต ช่วงเร้าใจก็ทำได้ดีนะ ตื่นเต้น ระทึก สมจริง งานโปรดัคชันถึงอย่างครบเครื่อง แต่บางช่วงจังหวะพักก็อาจดูเรียบเนือยไม่ค่อยกระชับนัก

นัยที่แฝงมากับบทที่พูดถึงความรักความศรัทธาที่ควรมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ในยุคสมัยนี้อาจมีผู้คนมากมายที่คิดและเป็นแบบยงซู หรือคนไร้ศาสนาก็มีเยอะขึ้นทุกวันนะ แต่ผู้เขียนรู้สึกได้ว่าหนังหยิบการถ่ายทอดความรักความศรัทธาที่มนุษย์พึงมีในการดำรงชีวิตให้มีคุณธรรมและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้มีชั้นเชิงดี  ผ่านหลายระดับ คือ การศรัทธาในพระเจ้าหรือพระบิดา ซึ่งอาจมองเป็นเรื่องนามธรรม  แต่การศรัทธาต่อตัวพ่อบาทหลวง (บาทหลวงอัน) เป็นรูปธรรมที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์  และระดับที่รูปธรรมใกล้ตัวสุด เชื่อฝังใจได้แบบแทบไม่ต้องมีเหตุผล คือพ่อของตัวเอง (ตรงกับศาสนาเราที่สอนว่าพ่อแม่คือพระในบ้านในใจเรา) ยงซูเชื่อและศรัทธาตัวพ่อ เก็บแหวนของพ่อไว้กับตัวเสมอ ในวันที่เขาพิสูจน์ได้ว่า ถ้าเขามีศรัทธาแรงกล้า จะมีพลังต่อกรกับความชั่วร้ายได้อย่างสุดกำลัง เขาก็จะสามารถช่วยรักษาชีวิตของบาทหลวงอันได้  จะให้ไปคิดต่อกันเองว่ายงซูจะกลับไปเป็นคริสตชนที่เคร่งครัดเหมือนเดิมหรือไม่ อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับที่เขาเข้าใจคำว่า ‘ศรัทธา’ ในความรักและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และปลดแอกจิตใจด้านมืดของตัวเองได้

ฝ่ามือที่เกิดรอยจากวัตถุแหลมประหลาดมีเลือดออก ก็เป็นพลอตจินตนาการที่อาศัยเรื่องราวของพระเยซูถูกตอกตะปูตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ อันเป็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่เพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์ และกลับมาส่งพระจิตช่วยเหลือมวลมนุษย์  แผลของยงฮูที่ถูกปีศาจร้ายรีดเลือดทุกคืน ก็เหมือนการกระตุ้นชะตาของยงฮูให้พบกับทางธรรมเร็วขึ้น คือได้พบกับบาทหลวงอัน (สัญลักษณ์ความเป็นพ่อ) ซึ่งจะเป็นคนช่วยเปิดใจให้เขากลับมามีศรัทธา และฝ่ามือนี้แหละจะพลิกกลับกลายเป็นอาวุธทรงพลังจากพระเจ้าที่ใช้กำจัดสิ่งชั่วร้ายหรือบาปมนุษย์ที่สะสมอยู่บนโลกนี้  ซึ่งเป็นไปตามชื่อเรื่องในภาษาเกาหลีว่า 사자 (ซาจา) ซึ่งไม่ได้แปลตรงๆว่า สิงโต แต่เป็นความหมายถึง ผู้ที่ถูกพระเจ้าเรียกหาให้เป็นตัวแทนต่อสู้กับเหล่าร้าย

บทไดอาล็อกดีๆหลายๆอันน่าสนใจมาก เช่นคำอธิบายของพ่อเรื่องทำไมแม่ตาย บทสนทนาอื่นๆของบาทหลวงอันที่พูดถึงความเชื่อความศรัทธา

สำหรับนักแสดง อันซองกี ยกลอยตัวให้ในฝีมือไปเลย  พัคซอจุน ช่างเหมาะกับบทนี้มาก ดูแล้วเชื่อตามในคาแรคเตอร์และความเป็นแชมเปี้ยนนักสู้ ความสูงและหุ่นหนาใหญ่ที่มองในมุมไกลเต็มตัวดูดีมาก รวมทั้งซีนโชว์ซิกแพค คือแน่นเปรี๊ยะดีงาม มีข่าวเล่าว่า ผู้กำกับ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ (คือผู้กำกับหนังเรื่อง The Hunger Game) ได้เอ่ยปากชมหนังและความมีเสน่ห์ของพัคซอจุน ผู้ช่วยผู้กำกับถึงขั้นเรียกพัคซอจุนว่าเป็น ‘ไรอัน กอสลิ่งเอเชีย’ กันเลยเชียว  ส่วน อูโดฮวาน เรียกได้ว่าสามารถขโมยซีนพระเอกได้สบายๆ ด้วยหน้าตาที่มีเสน่ห์คมกริบ ดูหล่อกว่าที่เคยเห็นมากมาย ฝีมือการแสดงก็สอบผ่านนะ ดาร์คได้อยู่ ฉากบู๊กับพัคซอจุนก็มีความสวยงามน่าดูยิ่งมีหลายๆองค์ประกอบมาช่วยเสริม ใครมีเป้าหมายไปดูหนุ่มๆก็บอกได้เลยว่าไม่ผิดหวังค่ะ นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงเด็ก จองจีฮุน วัย 12 เอง ฉากถูกผีสิงนี่เยี่ยมยอดไปเลย ฝีมือเกินตัวมากเลยค่ะ

คำถามสุดท้ายที่คงมีคนอยากรู้เยอะเลยว่า น่ากลัวเกินไปไหมคะ กลัวผี ไม่กล้าดู … อันนี้ ก็คงต้องขึ้นอยู่กับระดับจิตแข็งของแต่ละคน ฉากผีหน้าตาสยอง ซาวน์เร่งเร้า ภาพโคลส์อัพกระแทกตา ก็มีบ้างแหละค่ะ แต่ส่วนตัวผู้เขียน (ซึ่งกลัวผีเหมือนกัน) ก็ยังรับได้นะ ยังรู้สึกว่าตัวเองดูอย่างพินิจพิเคราะห์ว่าเค้าเมคอัพหน้าผีได้ดีเหมือนกันนะ 555

หนังจะเข้าฉายที่ไทยในวันที่ 22 สิงหาคมนี้เป็นวันแรก ลองไปจัดกันดูนะ~

Trailer :