จาก ‘ยุวกษัตริย์’ ผู้เคยถูกยกให้เป็นความหวังของราชวงศ์โชซอน สู่ ‘นักโทษ’ ที่ถูกเนรเทศไปยังสถานที่ห่างไกลจากทั้งบัลลังก์และผู้คน เรื่องราวของ ‘พระเจ้าดันจง’ ไม่ได้มีเพียงโชคชะตาอันโหดร้าย แต่ยังมีอีกด้านที่ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากนัก นั่นคือความภักดีของคนธรรมดาที่ยืนหยัดอยู่ข้างพระองค์จนวาระสุดท้าย
นี่คือเรื่องราวของ The King’s Warden: ดันจง ราชันย์นักโทษแห่งชองนยองโพ ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ทั้งอบอุ่นและชวนเสียน้ำตา บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจทั้งเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ และความงดงามของสายสัมพันธ์ระหว่างราชาและราษฎรที่ถูกเชิดชูมาจนถึงทุกวันนี้

‘องค์ชายโนซาน’ สู่ ‘พระเจ้าดันจง’
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมภาพยนตร์ถึงใช้ชื่อว่า ‘ดันจง ราชันย์นักโทษแห่งชองนยองโพ’ แต่ภายในเรื่องกลับได้ยินผู้คนเรียกพระองค์ว่า ‘องค์ชายโนซาน’ หรือบางครั้งก็มีการเอ่ยถึงพระนามเดิมอย่าง ‘อีฮงวี’
ความจริงแล้ว ทั้งหมดนี้คือชื่อของพระเจ้าดันจง โดย ‘อีฮงวี’ คือพระนามเดิมตั้งแต่ประสูติ ส่วน ‘องค์ชายโนซาน’ คือยศที่ถูกลดขั้นหลังจากถูกยึดอำนาจ และ ‘ดันจง’ คือพระนามที่พระองค์ได้รับความยุติธรรมคืนในภายหลัง ซึ่งทั้ง 3 ชื่อนี้ล้วนทำหน้าที่บ่งบอกเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปในหน้าประวัติศาสตร์

ยุวกษัตริย์กับบัลลังก์ที่เปราะบาง
ตามหลักการสืบราชบัลลังก์ของราชวงศ์โชซอนในสมัยนั้น ‘สายเลือด’ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยผู้ที่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์สูงสุดคือพระราชโอรสองค์โตที่ประสูติจากพระมเหสี หรือที่เรียกว่า ‘จอกจังจา’ (嫡長子) หากไม่มีหรือสิ้นพระชนม์ จึงจะพิจารณาพระโอรสองค์อื่นที่เกิดจากพระมเหสีต่อไป ส่วนพระโอรสที่เกิดจากพระสนมหรือ ‘ซอจา’ (庶子) มักมีลำดับความชอบธรรมต่ำกว่า และจะถูกพิจารณาก็ต่อเมื่อสายตรงจากพระมเหสีไม่มีผู้สืบทอดแล้ว
ด้วยลำดับเชื้อสาย พระเจ้าดันจง ผู้เป็นพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้ามุนจง ซึ่งพระเจ้ามุนจงเองก็ทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าเซจง ทำให้พระองค์มีสถานะเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์โดยชอบธรรมตั้งแต่กำเนิด
ด้วยความเฉลียวฉลาดและเป็นที่รักใคร่ของพระเจ้าเซจง พระองค์จึงได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘วังเซซน’ (왕세손 / 王世孫) หรือพระนัดดารัชทายาท เพื่อวางตัวเป็นผู้สืบทอดรุ่นหลานอย่างชัดเจนตั้งแต่อายุเพียง 7 ปี และได้รับความคาดหวังอย่างมากจากผู้เป็นปู่
หลังจากพระเจ้าเซจงสวรรคต พระเจ้ามุนจงก็ขึ้นครองราชย์ต่อทันที แต่ด้วยพระพลานามัยที่ไม่แข็งแรง พระองค์กลับครองราชย์ได้เพียง 2 ปีเท่านั้นก่อนจะสวรรคต ส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1452 พระเจ้าดันจงซึ่งดำรงตำแหน่ง ‘วังเซจา’ (왕세자 / 王世子) หรือองค์รัชทายาทในขณะนั้น ต้องขึ้นครองบัลลังก์ด้วยวัยเพียง 11 ปี

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุยังน้อย มักจะต้องมีผู้ใหญ่ในราชวงศ์อย่างย่าหรือแม่คอยช่วยประคับประคองอำนาจและดูแลราชกิจอยู่เบื้องหลัง แต่สำหรับพระเจ้าดันจง พระองค์กลับไม่มีผู้ใดคอยกางปีกปกป้องเลย แม่ของพระองค์สิ้นพระชนม์ตั้งแต่วันประสูติ ย่าก็เสียชีวิตก่อนที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์ ส่วนพ่ออย่างพระเจ้ามุนจงก็จากไปในขณะที่พระองค์ยังเยาว์วัย บัลลังก์ที่เปราะบางนี้เองที่ทำให้เหล่าอาเริ่มมองเห็นโอกาสในการก้าวขึ้นมากุมอำนาจ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในราชสำนักโชซอนในเวลาต่อมา
เมื่อสายเลือดเดียวกันกลายเป็นศัตรู
หลังจากพระเจ้าดันจงขึ้นครองราชย์ กลุ่มขุนนางระดับสูงผู้รับคำสั่งเสียจากพระเจ้ามุนจง นำโดย คิมจงซอและฮวังโบอิน จึงกลายเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารบ้านเมืองและประคับประคองยุวกษัตริย์องค์นี้ สถานการณ์นี้เองที่เปิดช่องให้ องค์ชายซูยาง พระราชโอรสลำดับที่ 2 ของพระเจ้าเซจง ใช้เป็นเหตุผลในการก่อรัฐประหารครั้งสำคัญที่มีชื่อว่า ‘คเยยูจองนัน’ (계유정난 / 癸酉靖難) ในปี ค.ศ. 1453 เพื่อประกาศศักดิ์ดาว่าใครคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริง
องค์ชายซูยางอ้างว่าพระเจ้าดันจงยังทรงพระเยาว์เกินกว่าจะตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เอง อีกทั้งราชสำนักในขณะนั้นยังถูกชักจูงโดยกลุ่มขุนนางอาวุโส เขาจึงนำกำลังเข้ากำจัดคิมจงซอ ฮวังโบอิน และขุนนางฝ่ายตรงข้าม พร้อมก้าวขึ้นมากุมอำนาจทางการเมืองและการทหารอย่างเต็มตัว เหลือเพียงพระเจ้าดันจงที่ยังประทับอยู่บนบัลลังก์ในฐานะกษัตริย์เพียงในนามเท่านั้น
หลังจากรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จอยู่ราว 2 ปี องค์ชายซูยางและขุนนางฝ่ายตน นำโดย ฮันมยองเฮว ก็เริ่มกดดันพระเจ้าดันจงอย่างหนัก จนในที่สุด ปี ค.ศ. 1455 พระองค์ทรงยอมประกาศสละราชสมบัติเพื่อรักษาชีวิตของผู้คนรอบข้าง ส่งผลให้องค์ชายซูยางขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์โชซอน ก่อนจะได้รับพระนามภายหลังว่า ‘พระเจ้าเซโจ’

ฮันมยองเฮว มือขวาผู้สร้างพระเจ้าเซโจ
ในภาพยนตร์เราจะได้เห็น ‘ฮันมยองเฮว’ ขุนนางตัวร้ายที่สั่งเนรเทศและประหารชีวิตทั้ง ‘องค์ชายโนซาน’ และ ‘องค์ชายกึมซอง’ เขาคือที่ปรึกษาคนสนิทที่เปรียบเสมือน ‘มันสมอง’ และ ‘มือขวา’ ของพระเจ้าเซโจ ทั้งการรัฐประหาร การบีบบังคับให้พระเจ้าดันจงต้องสละราชบัลลังก์ รวมไปถึงการกวาดล้างผู้คนที่พยายามจะกู้คืนบัลลังก์ให้แก่พระเจ้าดันจง ฮันมยองฮเวคือผู้บงการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้แทบทั้งสิ้น เขาถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ก่อโศกนาฏกรรมของพระเจ้าดันจง

การกู้บัลลังก์ จุดเริ่มต้นของจุดจบ
ความพยายามกู้คืนราชบัลลังก์ครั้งแรก หรือที่ฝ่ายพระเจ้าเซโจมองว่าเป็น ‘การก่อกบฏ’ ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ในชื่อ ‘ขุนนางผู้พลีชีพทั้งหก’ (사육신 / 死六臣) เหตุการณ์ของกลุ่มขุนนางหกคนที่วางแผนฟื้นฟูราชบัลลังก์ให้พระเจ้าดันจง แต่แผนการกลับรั่วไหลจนถูกจับได้ ก่อนที่พวกเขาจะถูกทรมานและประหารอย่างโหดเหี้ยม
ขุนนางกลุ่มนี้คือนักปราชญ์ที่พระเจ้าเซจงทรงฝากฝังไว้ก่อนที่พระองค์จะสวรรคต ว่าให้ปกป้ององค์ชายน้อยอย่างสุดชีวิต การที่พระเจ้าเซโจสั่งกวาดล้างขุนนางกลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่การกำจัดเสี้ยนหนามทางการเมือง แต่คือการลบหลู่พระเกียรติของพระเจ้าเซจงมหาราชอย่างรุนแรง สร้างความไม่พอใจแก่ขุนนางและประชาชน จนนำไปสู่ความพยายามกู้คืนราชบัลลังก์ครั้งที่ 2
หลังจากที่พระเจ้าดันจงถูกเนรเทศไปอยู่ที่ยองวอลไม่กี่เดือน องค์ชายกึมซอง ซึ่งถูกเนรเทศไปอีกเมืองหนึ่ง ก็ได้พยายามรวบรวมกำลังทหารและข้าราชการท้องถิ่น เพื่อวางแผนยกทัพเข้าช่วยพระเจ้าดันจงและทวงคืนบัลลังก์ จนกลายเป็นความพยายามทวงคืนราชบัลลังก์ครั้งที่สอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เหตุการณ์จองชุก’ (정축지변 / 丁丑之變)
องค์ชายกึมซอง ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 6 ของพระเจ้าเซจงมหาราช แม้พงศาวดารหลักจะบันทึกว่าพระองค์เป็นโอรสสายตรงของพระมเหสีโซฮอน (นั่นหมายความว่า พระองค์คือน้องชายแท้ๆ ของพระเจ้าเซโจ) แต่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และพฤติกรรมอีกด้านบ่งชี้ว่า พระองค์อาจเป็นโอรสของพระสนมฮเยบิน ตระกูลยาง ที่พระมเหสีทรงรับไปอุปถัมภ์
แต่ไม่ว่าสายเลือดจะเป็นอย่างไร องค์ชายกึมซองทรงเป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิดและคอยดูแลพระเจ้าดันจงมาตั้งแต่วัยเยาว์ หลังจากพระนางฮย็อนด็อก (พระมารดาของพระเจ้าดันจง) สิ้นพระชนม์ไม่นานหลังวันประสูติ กษัตริย์น้อยจึงเติบโตมาท่ามกลางการดูแลขององค์ชายกึมซองและพระสนมฮเยบิน ทำให้ทั้งสองพระองค์มีความสนิทสนมและผูกพันกันอย่างมาก
แต่การกู้คืนราชบัลลังก์นี้ก็ล้มเหลวอีกครั้ง เมื่อมีข้อมูลรั่วไหล ทำให้พระเจ้าเซโจทรงทราบแผนการทั้งหมดก่อนที่องค์ชายกึมซองจะเริ่มลงมือ ราชสำนักจึงส่งกองทัพเข้าปราบปรามและกวาดล้างที่เมืองซุนฮึง ซึ่งเป็นที่ตั้งของปฏิบัติการในครั้งนี้ ท้ายที่สุด องค์ชายกึมซองถูกประหารชีวิตด้วยยาพิษในวัยเพียง 32 ปี

แม้สถานที่เนรเทศของพระเจ้าดันจงและองค์ชายกึมซองจะอยู่ห่างกันเพียงระยะเดินข้ามเขาไม่กี่วัน แต่หลังจากถูกปลดจากราชบัลลังก์และถูกเนรเทศกันไปอยู่คนละเมือง ทั้งสองพระองค์ก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลยตลอดชีวิตนับจากนั้น
จากเหตุการณ์ทั้งหมด พระเจ้าเซโจทรงเห็นว่า ตราบใดที่พระเจ้าดันจงยังอยู่ พระองค์จะเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนที่ต้องการโค่นล้มราชบัลลังก์ต่อไป ในปี ค.ศ. 1457 พระเจ้าเซโจจึงมีคำสั่งประหารชีวิตพระเจ้าดันจง ขณะพระองค์มีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น
241 ปีแห่งการรอคอยความยุติธรรม
หลังจากพระเจ้าดันจงสิ้นพระชนม์อย่างไม่เป็นธรรม เวลาผ่านไปกว่า 241 ปี ราชสำนักจึงเริ่มรื้อฟื้นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเดิมทีพระองค์มีพระนามว่า ‘อีฮงวี’ ที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าเซจงมหาราชก่อนจะขึ้นครองราชย์ แต่หลังจากถูกพระเจ้าเซโจผู้เป็นอายึดอำนาจ พระองค์ก็ถูกลดฐานันดรศักดิ์ให้เหลือเพียง ‘องค์ชายโนซาน’ บรรดาศักดิ์ระดับล่างของราชวงศ์ พร้อมถูกกักบริเวณในฐานะ ‘อดีตกษัตริย์’
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1698 ในรัชสมัยของพระเจ้าซุกจง ราชสำนักจึงมีคำสั่งคืนพระเกียรติยศแก่พระองค์ พร้อมถวายพระนามย้อนหลังว่า ‘ดันจง’ (단종 / 端宗) ส่งผลให้พระนาม ‘องค์ชายโนซาน’ ถูกยกเลิก และได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์อีกครั้งในฐานะกษัตริย์โดยชอบธรรมแห่งราชวงศ์โชซอน

ตามราชประเพณีของโชซอน กษัตริย์จะไม่มีพระนามเรียกขานในขณะที่ครองราชบัลลังก์ แต่จะได้รับ ‘มโยโฮ’ (廟號) หรือพระนามย้อนหลังที่ลงท้ายด้วย ‘โจ’ หรือ ‘จง’ หลังจากเสด็จสวรรคต เพื่อสดุดีคุณงามความดีตลอดการครองราชย์ แต่ในกรณีของพระเจ้าดันจงนั้นกลับเป็นเหมือนรอยร้าวทางประวัติศาสตร์ เพราะความอยุติธรรมทำให้พระองค์ต้องรอคอยการถวายพระนามย้อนหลังนี้ยาวนานถึง 241 ปี
ในภาพยนตร์ เราจึงได้เห็นชีวิตของพระเจ้าดันจงในฐานะนักโทษ ภายใต้ชื่อ ‘องค์ชายโนซาน’ ผู้ถูกเนรเทศไปยังพื้นที่ห่างไกลและต้องจบชีวิตด้วยมลทินที่ถูกยัดเยียดโดยที่ไม่ได้รับการแก้ไขในช่วงชีวิตของตนเอง
ออมฮึงโดแห่งชองนยองโพ
สถานที่ถ่ายทำในภาพยนตร์คือสถานที่จริงที่พระเจ้าดันจงเคยถูกเนรเทศ นั่นคือหมู่บ้านชองนยองโพ เมืองยองวอล จังหวัดคังวอน เกาะเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำถึงสามด้านและแนวภูเขาสูงชัน การเดินทางเข้าไปจำเป็นต้องนั่งเรือข้ามกระแสน้ำเชี่ยวกราก จะเรียกว่าเป็นคุกธรรมชาติก็คงไม่เกินจริงนัก การเนรเทศพระองค์ไปยังที่ห่างไกลเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้พระองค์ตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ยังตัดขาดจากราชวงศ์และประชาชนโดยสิ้นเชิง

แม้จะไม่มีบันทึกเกี่ยวกับชีวิตของพระเจ้าดันจงระหว่างถูกเนรเทศมากนัก เนื่องจากในเวลานั้นพระองค์ถูกลดฐานะเป็นเพียง ‘นักโทษ’ แต่มีชื่อของ ‘ออมฮึงโด’ ปรากฏอยู่ในพงศาวดารราชวงศ์โชซอน โดยถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในพงศาวดารพระเจ้าฮยอนจง ปี ค.ศ. 1669 ความว่า
“เมื่อองค์ชายโนซานถูกปลงพระชนม์ ไม่มีผู้ใดเก็บพระศพหรือดูแลเลย แต่ ออมฮึงโด ข้าราชการท้องถิ่นแห่งเมืองนั้น ได้รีบไปยังที่เกิดเหตุ ร่ำไห้อาลัย พร้อมจัดเตรียมหีบศพ ทำพิธีชำระพระศพ และประกอบพิธีฝังพระศพให้…”

หลังจากจัดการพระศพอย่างลับๆ ครอบครัวออมฮึงโดและญาติพี่น้องต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนตามเมืองต่างๆ เพื่อหลีกหนีการถูกลงโทษจากพระเจ้าเซโจ เนื่องจากพระองค์เคยออกคำสั่งไว้ว่า “ผู้ใดก็ตามที่นำพระศพของพระเจ้าดันจงไป ตระกูลของคนผู้นั้นจะถูกกำจัดให้สิ้นซาก”
จนกระทั่งพระเจ้าซุกจงทรงประกาศคืนพระเกียรติยศจาก ‘องค์ชายโนซาน’ ขึ้นเป็น ‘พระเจ้าดันจง’ อย่างเป็นทางการ ชื่อของ ‘ออมฮึงโด’ ก็ได้รับการบันทึกไว้อย่างสง่างามในฐานะ ‘ข้าราชบริพารผู้ภักดี’ พร้อมได้รับบรรดาศักดิ์ย้อนหลัง
ส่วนหลุมศพของพระเจ้าดันจงที่เคยถูกฝังไว้อย่างเงียบงันบนภูเขาตามคำบอกเล่าของชาวบ้านและเจ้าเมืองยองวอล ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นในเวลาต่อมา ปัจจุบันคือ ‘สุสานหลวงจางนึง’ แห่งเมืองยองวอล จังหวัดคังวอน และในบริเวณใกล้เคียงกัน ยังมีการสร้างศาลาอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงออมฮึงโด และให้เขาได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าดันจงชั่วนิรันดร์ตามความตั้งใจ


The King’s Warden ความงดงามท่ามกลางโศกนาฏกรรม
สิ่งที่ทำให้ ‘The King’s Warden’ แตกต่างจากภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ทั่วไป คือการเลือกเล่าเรื่องผ่านช่วงเวลาสุดท้ายของพระเจ้าดันจง กษัตริย์ผู้เคยอยู่สูงสุด ถูกลดฐานะเหลือเพียงนักโทษผู้ถูกเนรเทศ และท่ามกลางความโดดเดี่ยวนั้นเอง ‘ออมฮึงโด’ ข้าราชการท้องถิ่นธรรมดาคนหนึ่ง กลับกลายเป็นผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างพระองค์จนถึงวาระสุดท้าย
ชื่อของ ‘ออมฮึงโด’ ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาผ่านตำนานพงศาวดารว่าเขามีความผูกพันและคอยเฝ้าดูพระเจ้าดันจงตั้งแต่วันแรกที่มาถึงยองวอล และยังนำข่าวคราวจากโลกภายนอกมาแจ้งให้กษัตริย์องค์น้อยทราบในช่วงที่ถูกตัดขาดจากทุกสิ่ง

ภาพยนตร์นำเสนอช่วงเวลานี้ได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ อดีตกษัตริย์ผู้หมดสิ้นทุกอย่าง ทั้งอำนาจและผู้คนรอบกาย แทบหมดสิ้นความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อ แต่เมื่อได้พบกับหัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านที่คอยดูแลพระองค์อย่างอบอุ่น ชีวิตที่เหมือนหยุดนิ่งก็เริ่มกลับมามีรอยยิ้มและแรงใจในการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง กลายเป็นเรื่องราวความผูกพันระหว่าง ‘ราชา’ และ ‘ราษฎร’ ในมุมที่เราไม่ค่อยเห็นจากภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เกาหลีเรื่องอื่น
อีกทั้งยังเป็นการรวมตัวของทีมนักแสดงคุณภาพอย่าง ยูแฮจิน พัคจีฮุน ยูจีแท จอนมีโด และอีจุนฮยอก ซึ่งได้เห็นเพียงรายชื่อก็เพียงพอที่จะการันตีความเข้มข้นของฝีมือการแสดงได้แล้ว

โดยล่าสุดที่งานประกาศรางวัล 62nd Baeksang Arts Awards ยูแฮจิน ยังคว้ารางวัลแดซัง รางวัลสูงสุดของงานในสาขาภาพยนตร์จากบทบาทอันทรงพลังนี้ ขณะที่ พัคจีฮุน ก็สามารถคว้ารางวัลนักแสดงหน้าใหม่ชายยอดเยี่ยม และรางวัลนักแสดงชายยอดนิยมจากเวทีนี้เช่นกัน นับเป็นการโคจรมาพบกันของนักแสดงรุ่นใหญ่และนักแสดงหน้าใหม่ยอดฝีมือ ที่ทั้งคู่ต่างก็กล่าวขอบคุณกันและกันในการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สามารถคว้ารางวัลมาได้
นอกจากเสียงชื่นชมด้านการแสดง ภาพยนตร์ยังประสบความสำเร็จด้านรายได้อย่างถล่มทลาย ขึ้นแท่นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาล พร้อมยอดผู้ชมสะสมกว่า 16.28 ล้านคน ครองอันดับ 2 ของภาพยนตร์เกาหลีที่มีผู้ชมสูงสุดตลอดกาล ตอกย้ำกระแสความแรงที่ฉุดไม่อยู่จริงๆ
The King’s Warden: ดันจง ราชันย์นักโทษแห่งชองนยองโพ แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวของพระเจ้าดันจงและออมฮึงโดไม่ใช่เพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์อันโศกเศร้า แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงราษฎรคนหนึ่งที่มอบความจงรักภักดีอย่างสุดความสามารถให้แก่กษัตริย์ที่เขาเทิดทูนจวบจนวาระสุดท้าย นับเป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพจากวงการบันเทิงเกาหลีที่ควรดูให้ได้สักครั้ง

ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่
Facebook Fanpage : facebook.com/korseries
Twitter : twitter.com/korseries
Website : korseries.com
Youtube : Korseries
ขอความกรุณาไม่คัดลอก-ดัดแปลงบทความไปโพสต์ลงในเพจ-สำนักข่าวอื่น รวมถึงไม่นำบทความไปอ่านลง YouTube หรือแพลตฟอร์มใด ๆ โปรดช่วยแชร์เป็นลิ้งก์นะคะ

