ปลุกหัวใจนักเต้น ปลุกหัวใจคนรักอิสรภาพ

นับเป็นความแปลกใหม่ของวงการภาพยนตร์เกาหลี ที่ได้หยิบยกความเป็น Musical ผสมผสานกับกลิ่นอายตะวันตกเข้ามาอยู่ในภาพยนตร์เรื่องฮิตในปี 2018 กับ Swing Kids ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้อ้างอิงมาจากละครเวทีเรื่อง ‘โรกีซู’ ซึ่งเป็นผลงานการเขียนบทและกำกับโดย คังฮยองชอล ที่เคยฝากผลงานคุณภาพ จากผลงานก่อนหน้า อาทิ Scandal Makers (2008), Sunny (2011) และ Tazza : The Hidden Card (2014) ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่คว้ารางวัลจากเวทีต่างๆมาครอง ไม่เพียงแค่นั้นนักเขียนยังได้นำเรื่องเกี่ยวกับทหารและสงครามมาใช้อีกครั้ง หลังจากที่เคยใช้สร้างให้ Sunny ฮือฮามาแล้วในอดีต

Swing Kids เล่าถึงการเรียนรู้ฝึกฝนเต้นแท็ปของคนกลุ่มหนึ่งในค่ายกักกันเชลยทหาร เรื่องเต้นรำทำเพลงที่มีไว้เป็นสันทนาการพักผ่อนหย่อนใจของเหล่าทหาร แต่กลับกลายเป็นการเต้นเพื่อเป้าหมายบางอย่างที่มีความหมายของเชลยศึกหรือพลเมืองพลัดถิ่นบางคน เป้าหมายของแต่ละคนที่แม้จะแตกต่างกันไป แต่การเดินทางของความฝันนั้นสร้างความผูกพันต่อกัน การได้ร่วมกันในเหตุการณ์กระตุกจิตมนุษย์ในสังคมระหว่างสงคราม มันควรค่าให้จารึกไว้ในความทรงจำไปอย่างยาวนาน

ท้องเรื่องจะอ้างอิงช่วงสงครามเกาหลีแบ่งแยกดินแดนเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้  โดยมีมหาอำนาจหนุนหลัง จีนคอมมิวนิสต์หนุนเกาหลีเหนือ สหรัฐอเมริกาทุนนิยมหนุนเกาหลีใต้ สงครามจึงก่อให้เกิดเชลยศึกมากมาย แต่เมื่อว่าตามมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้เป็นเหยื่อของสงครามอย่างมีมนุษยธรรม ตามอนุสัญญาเจนีวา คู่สงครามต่างต้องมีการดูแลเชลยให้ดีกว่าสมัยก่อน จึงมีการจัดตั้งค่ายกักกันเชลยที่ดูแลความเป็นอยู่และพัฒนาตน รอการส่งกลับประเทศต่อไป

ฟากของกองทัพอเมริกัน ได้ตั้งค่ายกักกันเชลยเกาหลีเหนือ หรือที่เห็นในหนังใช้คำว่า PW (Prison of War) ขึ้นที่เกาะกอแจในคาบสมุทรเกาหลีใต้ ในค่ายนี้ก็ย่อมมีทั้งผู้อยากกลับประเทศ และผู้ไม่อยากกลับ กลายเป็นกลุ่มคนสองฝ่าย คือ เชลยคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง และ ผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในที่สุดก็เกิดสงครามย่อยในค่ายขึ้น การปราบปรามทำให้มีเชลยและทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บ ผู้บัญชาการค่ายจึงโดนเด้งไป หนำซ้ำยังมีข่าวลืออีกว่า เชลยที่ค่ายของเกาหลีเหนืออยู่ดีกินดีกว่า ไม่มีความโกลาหลเหมือนที่กอแจ จริงเท็จหรือไม่ มิทราบได้ แต่ที่แน่ๆ คือ ทำให้ผู้บัญชาการคนใหม่ นายพลโรเบิร์ท ของค่ายกักกันกอแจอยู่เฉยไม่ได้ ต้องหาวิธีโปรโมตค่ายให้สื่อรับรู้ว่าตนบริหารจัดการได้เยี่ยมเช่นกัน (การจิกกัดดอกที่ 1 จึงมาละ สังคมทุนนิยม ที่เน้นการแข่งขัน และประชาสัมพันธ์สร้างภาพ)

โรกีซู (รับบทโดย โดคยองซู หรือ ดีโอ) เป็นเชลยทหารเกาหลีเหนือที่เพิ่งถูกส่งมาถึงค่าย เป็นที่ฮือฮาดีใจของชาวเชลยที่โปรคอมมิวนิสต์ เพราะเขาเป็นน้องชายของ โรกีจิน ผู้ซึ่งเป็นเอซ (=คนเก่งสำคัญ) ของกองกำลังเกาหลีเหนือ ตัวกีซูเองก็ใช่ย่อย ชื่อเสียงในฝีมือต่อสู้โหดก็เป็นที่เลื่องลืออยู่ แค่ว่าหน้าตาดูเป็นชายธรรมดาๆคนหนึ่ง

ในคืนหนึ่ง โรกีซู บังเอิญพลาดหลุดเข้าไปพังงานสันทนาการเต้นรำ ซึ่ง แจ็คสัน (รับบทโดย จาเร็ด กริมม์) จัดขึ้น เพื่อหาเงินจากเหล่าทหารที่ต้องจ่ายค่าเข้างาน เขาเป็นทหารคนดำที่ไปมีคนรักเป็นสาวญี่ปุ่นตอนไปประจำการที่นั่น ก่อนมาที่นี่ อดีตเขาเคยเป็นนักแสดงที่บรอดเวย์อเมริกา ในงานเขาจ้างสาวๆในหมู่บ้านที่เต้นรำเก่งๆมาเป็นคู่เต้น เพิ่มสีสันให้หนุ่มๆ  หนึ่งในสาวๆที่มาคือ ยังพันเร (รับบทโดย พัคฮเยซู) ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้

โรกีซูจึงถูกทำโทษให้ซ่อมอาคารที่พังกระเจิงจนถึงขั้นไฟไหม้ในคืนนั้น…

เมื่อนายพลเห็นว่าแจ็คสันมีความสามารถทางเต้นรำ จึงกดดันให้แจ็คสันคัดเชลย ฝึกสอนเต้นแท็ป เพื่อจัดทำเป็นกาแสดงพิเศษ สร้างผลงานเรียกความสนใจจากสื่อต่างชาติที่จะมาเยี่ยมชมค่าย

แจ็คสันคัดไปคัดมาก็ไม่มีผู้ใดผ่านเกณฑ์หรอก แต่มีผู้ที่มีแรงปรารถนารักการเต้นอยู่ 2 คน แม้จะสไตล์แปลกๆพิกลอยู่บ้าง ก็คือ

คังบยองซัม (รับบทโดย โอจองเซ) นักเต้นกายกรรมปาหี่  ผู้มีเป้าหมายจะตามหาเมียที่พลัดกัน เขาเชื่อว่าความดังจากการแสดงเต้น จะสร้างโอกาสให้เมียเห็นและได้พบกัน  การพลัดหลงขึ้นรถผิดทำให้พลเรือนแบบเขาหลุดเข้าร่วมเป็นเชลยสงครามในค่ายนี้  (ผู้เขียนตีความขยายต่อได้ว่า มีเชลยมหาศาล พลเรือนก็ถูกซีซั้วจับหลงเข้ามาได้ ถึงขั้นที่ว่าเขาต้องมาตามหาเมียในค่ายกันเชียวเลย เป็นตลกร้ายเหมือนกันนะ)

เสี่ยวฟาง (รับบทโดย คิมมินโฮ) หนุ่มจีนร่างอวบนุ่มนิ่ม แต่มีพรสวรรค์ลีลาพริ้วไหวมาก เขามีความสุขในการเต้นในสไตล์ของเขา (เต้นน่ารักน่าเอ็นดูมาก ขอบอก ต้องดูค่ะ) เขาเป็นคนไม่คิดอะไรมาก อยากเต้นเพราะอยากเต้น เต้นแล้วดัง มีอะไรดีๆเยอะๆให้กิน ก็มีความสุขละ (คงขยายความต่อได้อีกว่า ความอดอยากในภาวะสงครามเป็นสิ่งที่ทรมานผู้คน ช่างน่าเศร้า)

นอกจากนี้ ก็มี ยังพันเร ผู้มีความสามารถร้องรำทำเพลง เธอเป็นหญิงชาวบ้านที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว (ขยายความได้อีกเช่นกันว่า เหล่าผู้ชายเสาหลักหน้าที่เลี้ยงครอบครัว ถูกเกณฑ์เป็นทหารไปหมด) การเต้นของเธอจึงแปลงเป็นเงินได้ ยิ่งถ้าอนาคตได้ดังจนออกทัวร์แสดง ก็จะยิ่งทำเงินได้มาก

แจ็คสันเป็นคนมีความสามารถสูงในการเต้นแท็ป แต่ทั้งสามคนนั้นยังห่างไกลการเต้นในลีลาแบบตะวันตก การฝึกสอนแท็ปจึงค่อนข้างทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่ก็อาศัยพลังใจพวกเขาที่มีกันเยอะเลยทีเดียว

ในขณะที่ โรกีซู ตกตะลึงกับการเต้นแท็ปมันส์ๆของแจ็คสันตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น ทำเขาหลงในเสน่ห์ของลีลาที่แปลกใหม่เร้าใจ เสียงจังหวะแท็ปๆตามหลอนให้เขาหายใจเข้าออกเป็นแท็ปๆตลอดเวลา โรกีซู เป็นคนมีความสามารถในการเต้นเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สกัดกั้นการยอมรับว่าอยากเรียนอยากเต้นแท็ป ก็คือ หัวโขนของความเป็นดาวเด่นผู้นำเลือดรักชาติ คอมมิวนิสต์หัวรุนแรง ต่อต้านอเมริกันและทุนนิยม รวมไปถึงวัฒนธรรมร้องรำทำเพลงแบบตะวันตก เขาได้แต่ต้องทำปากแข็ง ไม่ยอมรับแจ็คสันและวัฒนธรรมตะวันตก แต่แข้งขาก็มักเผลอขยับตามจังหวะแท็ปเองทุกครั้งโดยไม่รู้ตัว

เรื่องราวที่จะทำให้โรกีซูยอมรับความต้องการในหัวใจตัวเอง ลุกขึ้นมาร่วมฝึกซ้อมแท็ปกับทีมอย่างจริงจัง เพื่อเป็นโชว์ที่ได้ออกแสดงนั้น  มีอุปสรรคมากมายที่จะทำให้ผู้ชมดูไปขำไป และเพลิดเพลินฉากเต้นที่เสิร์ฟเน้นๆรัวๆตลอดเรื่อง รวมไปถึงการท้า Battle เต้นแทคทีมของ 4 คนนี้กับทีมทหารอเมริกันที่เหม็นขี้หน้า ก็สนุกดูเพลินดีนะ

ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย ระหว่างรอถึงวันสำคัญ คือวันงานคริสมาสต์อีฟ ก็เกิดมีเชลยศึกคนใหม่เข้ามา เป็นเพื่อนรักของโรกีซู นั่นคือ กวังกุก (รับบทโดย อีเดวิด) เขาเป็นแกนนำหัวรุนแรงที่ผ่านศึกช่ำชอง แขนขาหายไปเกือบครึ่งซีกร่าง เป็นสัญลักษณ์ความขลังของคนจริง ที่เข้ามาปลุกปั่นล้างสมองด้วยอุดมการณ์รักชาติรุนแรง รวมทั้งการมาของโรกีจุน นำไปสู่การลุกฮือปฏิบัติการที่พลิกสถานการณ์ให้ครึ่งหลังของหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความหน่วงจิต ปวดใจ และน้ำตา จนต้องยกให้เป็นหนังสะท้อนการต่อต้านสงครามอย่างจริงจัง ต่างไปจากการแค่จิกกัดแนวตลกร้ายในช่วงเปิดเรื่อง

การเสียดสีก็เรียงตามกันมาอีกเป็นชุด จิกกัด ‘อุดมการณ์’ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออุปโลกน์ให้มนุษย์แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย จนกลายเป็นอาวุธร้ายในการเข่นฆ่ากันเอง เหมือนที่ ยังพันเร พูดไว้ว่า ‘ถ้าคนเหล่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นคอมมิวนิสต์หรือทุนนิยม ก็ไม่มีการฆ่ากัน ไม่มีใครตายหรอก’

ความฝันของทีม Swing Kids ทั้ง 4 คน อนาคตของพวกเขากลับต้องมาเจอทางตันเพราะอุดมการณ์ ที่ยังพันเรเรียกมันว่า อุดมการณ์ระยำ โอย อันนี้ ด่าใคร ต้องไปคิดกันเอง แรงดี! มันระยำนำหายนะมาให้มนุษย์จริงๆด้วยแหละ และคำนี้ก็เลยถูกแจ็คสันนำมาใช้เป็นชื่อโชว์การแสดง เพื่อร่วมแสดงออกถึงการโหยหาอิสรภาพและสันติภาพ

การเสียดสีอีกหลายประเด็นที่มีสอดแทรกมาในหนัง ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบความยากลำบากของ ‘คนดำท่ามกลางหมู่คนขาว’ หรือ ‘ผู้หญิงท่ามกลางสงคราม’ แม้ไม่ได้มีบทขยี้ความต่อ แต่การเอ่ยขึ้นมาก็ชวนสะดดุใจให้นำไปขบคิดต่อ  ทุกประเด็นสร้างความสะเทือนใจได้ทั้งนั้น

ผู้เขียนให้คะแนนเรื่องนี้ดีใช้ได้เลย ด้วย genre หนังที่หายากในงานเกาหลี พลอตและบทที่มีทั้งสีสันและคุณค่า มีเสน่ห์จากกลิ่นอายพีเรียด ดนตรีตะวันตก และการเต้นแท็ปซึ่งดูได้อย่างสนุกสนาน ชวนเผลอขยับแข้งขยับขาตามตลอด มันตึกตักในใจ ก้องในหูตลอด เหมือนที่โรกีซูเป็นเลย 555 เสน่ห์ของความบันเทิงที่ผูกเรื่องกับสงคราม กลายเป็นประเด็นหนักๆกระแทกใจได้อย่างดี  ชวนนึกถึง Sunny (2008) ของผู้กำกับเลย ส่วนดีโอก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่เพิ่มเสน่ห์ให้กับหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ใครคิดจะตามงานของดีโอ บอกได้เลยว่าไม่ผิดหวังในฝีมือจัดจ้านของเขาอย่างแน่นอนค่ะ

สามารถรับชมซับไทยได้แล้วที่ VIU <คลิก>

 

Trailer :