A Werewolf Boy เป็นภาพยนตร์ที่เคยเข้าฉายในเมืองไทยในชื่อว่า วูฟบอย เป็นภาพยนตร์ดังเรื่องหนึ่งของเกาหลี เปิดตัวรอบปฐมทัศน์ที่ 2012 Toronto International Film Festival และกลับมาเปิดตัวในเกาหลีที่งาน 17th Busan International Film Festival ก่อนฉายจริงด้วยการต้อนรับล้นหลามจากผู้ชม จัดเป็นหนังแนวเมโลดรามาที่ประสบความสำเร็จสูงมาก ซึ่งปกติหนังใน genre นี้มักไม่ขายดีถึงขั้นติดอันดับ Top box office เท่าไหร่นัก

A Werewolf Boy นอกจากเป็นหนังฮอตแล้ว ยังมีรางวัลการันตีหนังคุณภาพด้วย นักเขียนโจซองฮี ได้รางวัล Best New Director จาก 49th Baeksang Arts Awards ปี 2013 และอีกหลายเวทีรางวัล รวมทั้งยังพานักแสดงอื่นๆรับกันไปอีกหลายรางวัลเช่นกัน

A Werewolf Boy เป็น fantasy romance drama เรื่องราวของหญิงสาวผู้เปิดโลกใหม่ให้มนุษย์หมาป่าจนกลายเป็นมิตรภาพรักข้ามสปีชีส์ ที่ผูกพันหัวใจบริสุทธิ์ไว้ตลอดกาล เพียงแค่เธอเอ่ยคำเดียวว่าให้รอ

หนังเริ่มเรื่องที่คุณยายซุนอีซึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวอบอุ่นที่อเมริกา เธอได้รับโทรศัพท์จากเกาหลีว่าจะขายบ้านหลังเก่าในวัยเด็กของเธอ ทำให้เธอต้องรีบเดินทางมาเกาหลี โดยมีหลานสาว อึนจู ที่เรียนอยู่เกาหลีพาไปบ้านหลังนั้นที่อยู่ในชนบทห่างไกล เรื่องราวในอดีต 47 ปีที่แล้วที่เกิดขึ้น ณ ที่นี่ จึงถูกเล่าเรียงออกมา

ซุนอี (รับบทโดย พัคโบยอง) เด็กสาววัย 17 สุขภาพปอดไม่ดี เรียนไม่เก่ง มีนิสัยค่อนข้างเก็บตัว แม่พาย้ายมาอยู่ชนบทเพื่อรับอากาศดีๆตามคำแนะนำของหมอ พ่อของเธอเคยเป็นนักธุรกิจแต่เสียไปแล้ว เธอจึงอยู่กับแม่ซึ่งเป็นนักเขียนอิสระ (รับบทโดย จางยองนัม) และน้องสาว คือ ซุนจา ( รับบทโดย คิมฮวางกี)

จีแท (รับบทโดย ยูยอนซอก) ลูกชายของเจ้าของบ้านหลังนี้ พ่อของเขาก็คือพาร์ทเนอร์ธุรกิจของพ่อซุนอี ที่ซุนอีรู้อยู่เต็มอกว่าโกงพ่อของเธอ จีแทเป็นหนุ่มสไตล์เมืองกรุงขี้โอ่ เห็นแก่ตัว ใจร้าย ขี้อิจฉา ชอบวางอำนาจ แต่เขารักซุนอี หวังจะได้แต่งงานกับเธอ  จึงขยันมาป้วนเปี้ยนยุ่มย่ามกับครอบครัวเธอเป็นกิจวัตร ซึ่งกลายเป็นการสร้างความรำคาญใจให้ซุนอีซะมากกว่า

วันหนึ่ง ที่โรงเก็บของข้างๆบ้าน ซุนอีพบเด็กหนุ่มสภาพจรจัดคนหนึ่ง มีลักษณะพฤติกรรมกึ่งสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การกิน การไม่พูด มีแต่สายตาระแวงภัยตลอดเวลา แต่ทั้งตำรวจและสำนักราชการประจำหมู่บ้านก็ไม่สามารถหาทางออกหรือจัดที่ไปให้เด็กหนุ่มคนนี้ได้ในทันที  แม่ซุนอีผู้โอบอ้อมจึงให้เขาอยู่ด้วยกันไปก่อนชั่วคราว ด้วยความสงสาร คิดว่าคงเป็นเด็กถูกทอดทิ้งจากภาวะสงคราม และตั้งชื่อให้สมาชิกใหม่ในครอบครัวคนนี้ว่า ชอลซู (รับบทโดย ซงจุงกิ) 

ชอลซูถูกจับไปอาบน้ำอาบท่า ตัดผม ใส่เสื้อผ้าใหม่ รูปลักษณ์ภายนอกดูดีขึ้นละ  แต่เมื่อสมาชิกใหม่มาร่วมโต๊ะอาหาร ความโกลาหลก็เกิด เพราะสัญชาติญาณการกินที่มูมมามน่ากลัว ความระแวงคนที่ทำให้ใครเข้าใกล้ไม่ได้ ซุนอีจึงคิดสอนเขาให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติได้ ด้วยใช้ตำราฝึกเลี้ยงสุนัข  จนสามารถสั่งให้ทำ สั่งให้หยุด และมีรางวัลลูบหัวชมเชยที่ถูกใจชอลซูอย่างมาก การใช้ชีวิตร่วมกันจึงเป็นไปได้ราบรื่นขึ้น ชอลซูเรียนรู้อะไรใหม่ๆมากมายจากซุนอี เชื่อฟังซุนอีทุกอย่าง สามารถวิ่งเล่นตามซุนอี ซุนจาและเด็กๆเพื่อนบ้านได้อย่างกลมกลืนสนุกสนาน

                                       
                   
                               
เพราะรักหรอกถึงหยอกเล่น ใครจะโดนหยอก หรือ ใครจะรู้ทัน ติดตามได้ในรายการหยอกหยอกคลิก!!!
       

เวลาผ่านไป ซุนอีเพิ่มพูนความรักผูกพันกับชอลซู จนถึงขั้นไม่ยอมปล่อยชอลซูไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะห่วงกลัวจะไม่มีใครเข้าใจและเมตตาเขา ชอลซูจึงได้อยู่กับครอบครัวนี้ต่อไป  ในขณะที่จีแทสะสมความไม่พอใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นคิดร้ายต่อชอลซู  ชอลซูถูกกระตุ้นสัญชาติญาณดิบการต่อสู้เพื่อรอด เมื่อความโกรธพีคถึงจุด ชอลซูจะกลายร่างเป็น มนุษย์หมาป่า!!  แต่ความดุร้ายนั้นจะพุ่งเป้าไปหาเฉพาะคนที่ทำร้ายเขาเท่านั้น เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องถึงตำรวจ

ความซวยของเรื่องเกิดต่อมา เมื่อซุนอีผู้บอบบางเกิดเป็นลมขณะอยู่กับชอลซู ชอลซูตกใจแบกเธอขึ้นหลังไปหาทุกคนที่คิดว่าจะช่วยได้ แต่บังเอิญไม่มีใครอยู่สักคน จึงพาเข้าไปหลบไว้ในป่าลึก ทำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าชอลซูเกิดดุร้ายอีกครั้ง และจะทำร้ายซุนอี

ในขณะเดียวกัน ให้บังเอิญพบที่มาของชอลซูว่า เขาเป็นผลผลิตของโครงการวิจัยที่ทหารเคยลักลอบสร้างมนุษย์หมาป่าไว้ใช้ประโยชน์ในทางสงคราม นี่เอง เป็นที่มาว่า ชอลซูจึงแข็งแรงมาก สายตา จมูก หู ไวเยี่ยม คงสภาพไม่เสื่อมตามกาลเวลาด้วย

นายทหารและนักวิจัยเจ้าของโครงการถูกตามกลับมา และได้ตัดสินใจร่วมกันว่าเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ถ้าไม่ฆ่าก็ต้องขังชอลซูไว้ติดตามพฤติกรรมก่อนว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่  ซึ่งแนวโน้มก็เห็นว่าชอลซูดูอ่อนโยนปลอดภัย มีแววเรียนรู้ได้ และปรับตัวอยู่ในสังคมได้  แต่สำหรับจีแทแล้ว ชอลซูเป็นเพียงแค่สัตว์ประหลาดที่ไม่ควรมาอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ หรือแย่งความรักความสนใจจากซุนอีไป  เขาจึงมิรอช้า หลอกล่อชอลซูเข้าฉากป้ายสี ให้กลายเป็นตัวอันตรายที่ต้องถูกกำจัดพ้นทางโดยไว (โอย! ยูยอนซอกเล่นเรื่องนี้ได้ร้ายชวนโดนถีบมาก และก็ชวนสงสัยว่า ถ้ายูรวยเท่ขนาดนี้ จะมาหลงรักสาวป่วยๆจนๆคนนี้ทำไม ห๊า!)

แผนชั่วของจีแททำให้เหตุการณ์บายปลายไปเยอะ น่าเป็นห่วงชะตากรรมของชอลซู จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับความสัมพันธ์ของเขาและเธอ จนทำให้ย้ายไปอยู่ในอเมริกา และการกลับมาเยือนบ้านหลังนี้อีกครั้งของคุณยายซุนอี แม้จะผ่านเลยไปถึงสี่สิบกว่าปีแล้ว จะพบเรื่องราวใดอีก ไปติดตามชมต่อกันได้

จริงๆแล้ว เรื่องนี้เป็นเมโลดรามา หรือเรียกง่ายๆภาษาชาวบ้านกันว่า หนังน้ำเน่าประโลมโลก คือ ตัวละครมาแบบไม่เรียล มีเพียง 2 มิติ ดีสุดกับร้ายสุด ไม่มีเทาๆ เรื่องราวก็เป็นสูตรสำเร็จ คนไม่ดีทำร้ายคนดี ทำให้เดาเรื่องราวได้ง่าย แต่หนังก็ยังให้ความสนุกสนานที่ชวนติดตามได้อยู่ เพราะความเข้มข้นของอารมณ์  ความน่าเอ็นดูและชวนสงสาร  ลุ้นในชะตากรรมของชอลซู  และยังลุ้นความรักความผูกพันของเขาทั้งสองว่าจะได้ลงเอยเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าชวนนึกถึงเทพนิยาย The Beauty and The Beast โฉมงามกับเจ้าชายอสูร แต่ผู้เขียนว่าโดยรวมหนังไม่ได้โรมานซ์แฟนตาซีถึงขั้นนั้นนะ ในความเห็นส่วนตัวกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแบบ E.T. The Extra Terrestrial เพื่อนรักจากต่างดาวมากกว่า

ความซึ้งประทับใจในความรักผูกพันของซุนอีกับชอลซู มาในรูปแบบที่เปรียบเสมือน เจ้านายกับสัตว์เลี้ยง เพื่อนกับเพื่อน หรือในบางมุมที่ผู้ชมอาจจะอยากลุ้นให้เขารักกันเช่นหนุ่มสาว แต่เชื่อไหมว่า ถึงจะไม่ได้ชัดว่าเป็นรักกันแบบชายหญิง แต่แทบทุกฉากเข้าบทพระนางกันก็ทำให้ผู้ชมมีความฟินได้เต็มๆนะ ซึ่งเดิมหนังก็ทิ้งบทจบไว้แบบเรียลๆ ทราบมาว่าผู้กำกับได้ตัดสินใจปรับบทจบใหม่ภายหลังที่หนังได้เปิดตัวไปแล้ว เพื่อให้หนังได้อรรถรสสมบูรณ์ขึ้น

หนังเรื่องนี้เรียกน้ำตาได้หลายๆฉาก ที่ผู้เขียนประทับใจมาก คือ หลังจากซุนอีพยายามสอนพูดอ่านเขียนให้ชอลซูไปมากมาย แต่ก็ยังไม่เห็นจะมีบทให้ชอลซูพูดได้สักที จนมาถึงฉากสำคัญที่ซุนอีตัองตัดสินใจอย่างเจ็บปวดไล่ชอลซูให้จากไปเพื่อความปลอดภัยของเขาก่อนที่ชาวบ้านจะมาถึง คำพูดแรกที่ชอลซูออกมาจากปากและจากใจ คือ ‘คาจิมา’ ซึ่งแปลว่า ‘อย่าไป’ โห..น้ำตาหยดแหมะทันใด หรือฉากง่ายๆตลอดเรื่องที่จะเห็นชอลซูมักคอยก้มหัวลงเพื่อขอให้ซุนอีลูบแสดงความรักเป็นรางวัลตอบแทนทุกครั้งที่ทำถูกใจตามสั่ง ทำเอาเราต้องอมยิ้มอิ่มเอมใจ หรือแม้แต่คำสั้นๆในกระดาษโน้ตที่บอกชอลซูว่า ‘รอก่อน’ มันช่างฟิลจี๊ดสะเทือนใจมาก

ซงจุงกิ สลัดคราบ flower boy (เป็นคำเรียกหนุ่มหน้าตาดีในสำนวนของชาวเกาหลี) หน้าหวานๆ เปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งคนกึ่งสัตว์ได้น่าสนใจ  การแสดงของเขาทำได้ดีมาก ด้วยทั้งท่าทาง และสายตา บทสวาปามมูมมามเป็นสัตว์ป่าผู้หิวโหย บทตื่นตัวระแวดระวังภัย บทใสซื่ออยากรู้อยากเห็น บทเชื่องแบ๊วจงรักภักดี บทหวงแหนเจ้าของ ยกเว้นบทเดียวคือความดุร้ายอันตรายเป็นหมาป่า ก็ไม่รู้เป็นเพราะหน้าตาหวานๆทำได้ยาก หรือ ยังแสดงไม่ถึง เทคนิคถ่ายทำก็ช่วยไม่ได้มาก ส่วนตัวไม่ค่อยได้อารมณ์หวาดกลัวเท่าไหร่เลย แต่เอาจริง ลึกๆของคาแรคเตอร์ตัวละครชอลซูก็อาจไม่ได้เน้นด้านดุร้ายอยู่แล้ว ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนเป็นสุนัขพันธุ์น่ารัก พวกกลุ่ม toy ที่เวลาโกรธก็แยกเขี้ยวได้ แต่เนื้อแท้ก็ยังมีความน่ารักอยู่มั้ง (นี่เข้าข้างกันเกินไปรึปะนะ 555)

เมื่อซงจุงกิเข้าบทกับพัคโบยองที่แสดงได้ดีเยี่ยม ถ่ายทอดอารมณ์ได้เป็นธรรมชาติมาก เคมีทั้งคู่ไปด้วยกันได้ลงตัว จึงควรค่าให้บันทึกไว้เป็นตำนานรักบริสุทธิ์อีกบทหนึ่งที่งดงามตราตรึงใจผู้ชมไปทั่วโลก

นำ Ost.ไพเราะใส ซึ้งๆจากเสียงร้องของพัคโบยองเอง

Trailer :