เสียงครวญคร่ำโหยไห้ที่มาเยือนหมู่บ้านแห่งนี้ เรื่องราวสุดอนาถ หวาดผวา และความโศกเศร้า สูญเสีย ของผู้คนที่ประสบชะตากรรมคดีปริศนาที่หนักหนาเกินกำลังของนายตำรวจบ้านๆคนหนึ่งจะจัดการได้ แต่เมื่อลูกสาวของเขาตกเป็นเหยื่อของภัยลี้ลับนี้ เขาจึงทำได้ทุกอย่าง มิเกรงกลัวแม้ว่ามันจะเป็นปีศาจร้ายใดๆ

The Wailing เป็นภาพยนตร์เขย่าขวัญระดับท็อปฟอร์ม การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมากมาย และ ขึ้นหิ้งหนังดีควรค่าต่อการชมในหลายสำนักวิจารณ์-แนะนำหนัง เขียนบทและกำกับการแสดงโดย นาฮงจิน ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้วใน The Chaser (2008) และ The Yellow Sea (2010) กวาดรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปทั้งสองเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่า The Wailing เองก็ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากหลายเวทีเช่นกัน เช่น 37th Blue Dragon Film Awards และ ยังพาให้หนังได้รับรางวัลในสาขาการผลิตอื่นๆอีกมากมายจากหลากหลายเวที รวมทั้งนักแสดงควักโดวอน คิมฮวานฮี และ จุนคุนิมูระ  ที่สำคัญเรื่องนี้ได้รับรางวัล Best Film จากเวที 53rd Baeksang Awards และได้ฉายเปิดตัวในงาน 2016 Cannes Film Festival ด้วย จึงจัดได้ว่าเป็นงานยอดเยี่ยมที่คอหนังเกาหลีไม่ควรพลาด

Advertisement

อารัมภบทสำคัญ ที่มาของแก่นแท้เนื้อหา เปิดไว้ว่า

‘พวกเขาที่ตกอยู่ในความตระหนกผวา จึงคิดไปเองว่ามองเห็นปีศาจ พระองค์ตรัสว่า จะวิตกไปไย ปล่อยกังขาบังเกิดในใจไปไย ดูที่มือและเท้าของเรา นี่คือตัวเรา สัมผัสสิแล้วจะเห็นว่าเรามีทั้งเนื้อหนังและกระดูกที่ปีศาจไม่มี’

ความจากพระวรสารนักบุญลูกา บทที่ 24 วรรคที่ 37-39

(พระวรสาร คือ เรื่องราวการเสด็จมาหรือชีวประวัติของพระเยซู ซึ่งเป็นเอกสารส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่  ลูกาเป็นหนึ่งในสี่ของผู้ประพันธ์พระวรสาร  งานประพันธ์ของลูกามี ‘พระวรสารนักบุญลูกา’ และ ‘หนังสือกิจการของอัครทูต’)

ฉากเปิดเรื่อง ณ หมู่บ้านกกซอง ชนบทเล็กๆเชิงเขาที่ไกลปืนเที่ยง เห็นชายกลางคนชาวญี่ปุ่น ผู้มาอาศัยใหม่ กำลังใส่เหยื่อที่เบ็ดตกปลาริมทะเลสาบ

หมู่บ้านแห่งนี้เคยอยู่มาอย่างสงบ กลับเกิดเหตุการณ์น่าหวาดกลัวซึ่งหาคำอธิบายกระจ่างไม่ได้  จู่ๆชาวบ้านก็เป็นโรคแปลก ป่วยด้วยผื่นแดงลามขึ้นตามตัว จนพุพองน่ารังเกียจ ตามมาด้วยจิตคลุ้มคลั่งทำร้ายคนในครอบครัว กลายเป็นฆาตกรโหด สังหารสยดสยองยกครัวในคราวเดียว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับหลายครอบครัว ถึงขั้นเผาบ้านวอดก็มี  อันที่จริงถึงแพทย์จะยังฟันธงไม่ได้ชัด แต่ทางการก็ออกข่าวตามข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจจะเกิดจากการบริโภคเห็ดพิษ

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับร่ำลือกันไปตามความเชื่อแบบบ้านๆว่าเป็นอาถรรพ์ที่มาจากชายลึกลับชาวญี่ปุ่น (รับบทโดย จุน คุนิมูระ) ซึ่งเพิ่งย้ายเข้ามาอาศัยในป่าลึกหลังเขา ได้นำพาอาเพทชั่วร้ายมาสู่หมู่บ้าน

จ่าจงกู (รับบทโดย ควักโดวอน) เป็นตำรวจร่างท้วม อุ้ยอ้าย งุ่มง่าม แถมใจเหยาะแหยะ ขี้ตระหนก และอ่อนวิจารณญาณ ทำงานแบบเรื่อยเปื่อยตามสภาพ (แถมหมู่บ้านสงบ ไม่มีเรื่องร้าย ตำรวจเลยยิ่งชิลๆกัน) ครอบครัวจงกู มีภรรยา (รับบทโดย จางโซยอน) ลูกสาววัยประถม ฮโยจิน (รับบทโดย คิมฮวานฮี) และ แม่ยาย

แรกๆจงกูก็อยากยึดหลักการวิทยาศาสตร์ เชื่อตามข่าวทางการอยู่หรอก แต่พอเพื่อนตำรวจคนสนิท โอซองบก รับบทโดย ซนคังกุก) กรอกหูข่าวลือเยอะๆเข้า เขาก็เริ่มโอนเอียงตามไปทางผีญี่ปุ่น ผสมโรงกับอีกหลายๆเรื่องราวที่ได้เจอะเจอได้ฟังมา ได้แก่

1. หญิงสาวเปลือยกายที่เขาเห็นว่ามายืนลับๆล่อๆกลางดึกคืนฝนตกหน้าสถานีตำรวจ ถูกพบต่อมาว่าเป็นฆาตกรที่มีโรคแปลกและสังหารหมู่คนในครอบครัว ปิดท้ายด้วยการแขวนคอตัวเองตาย ซึ่งก็ถูกลือว่าเธอเคยถูกชายญี่ปุ่นลึกลับคนนั้นข่มขืน

2. คำบอกเล่าของหญิงสาวชุดขาว มูมยอง (รับบทโดย ชอนอูฮี) ซึ่งจู่ๆโผล่มาและหายไปแบบไร้ร่องรอย (ชื่อเธอมีความหมายว่า ‘นิรนาม’) จงกูคิดว่าเธออาจเป็นพยาน เพราะเจอกันบังเอิญที่หน้าบ้านเหยื่อฆาตกรรม เธอระบุว่าชายญี่ปุ่นบนเขาเป็นผีร้ายที่ทำให้ชาวบ้านตาย

3. คำบอกเล่าจากนายพรานซึ่งยืนยันเห็นกับตาว่าชายญี่ปุ่นนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวกำลังกัดกินกวางสดๆ และลอบตีหัวเขาจนสลบไป ทำให้นายพรานไม่กล้าขึ้นเขาอีกเลย

4. ฆาตกรคนแรกของหมู่บ้านตายคาโรงพยาบาลระหว่างการรักษา เลือดทะลักทวารอย่างสยดสยอง

5. เห็นสาวบริการคนหนึ่งในร้านเหล้าเริ่มออกอาการผื่นขึ้น (อาจเป็นเหยื่อผีร้าย ที่จะฆาตกรรมครอบครัวรายต่อไป)

6. ที่สำคัญ ฮโยจินเริ่มป่วย มีอาการร้องดิ้นทุรนทุรายกลางดึก และตื่นมากินจุอย่างบ้าเลือด จนแม่ยายแนะนำว่าควรเรียกหมอผีมาแก้ปัญหา

ลำพังการฝันร้ายแทบทุกคืน เพราะความความขวัญอ่อนของจงกู อาจพอทำเนา แต่ถ้าลูกสาวตัวเองมีแววจะตกเป็นเหยื่อด้วย คงต้องรีบจัดการละ จงกูจึงชวนโอซองบก และผู้ช่วยบาทหลวง หลานชายของโอซองบกที่สามารถพูดญี่ปุ่นได้ขึ้นเขา ไปบ้านชายญี่ปุ่นเพื่อหวังสอบปากคำและไล่ให้ออกไปจากหมู่บ้านแต่โดยดี

ที่กระต๊อบของชายญี่ปุ่น จงกูตัดสินใจบุกรุกเข้าไป จึงพบทั้งหนังสือลามก ห้องเครื่องบูชาคุณไสยมนต์ดำ และเผชิญหน้ากับการทำร้ายของสัตว์เลี้ยงที่เป็นหมาดำดุร้าย แต่กลับไม่ได้ความใดๆโดนใจจงกูนัก เพราะเขาเอาแต่นิ่งเฉย บอกเพียงว่าเป็นแค่นักท่องเที่ยว

เมื่อพวกเขาจากมา โอซองบกยังตกอยู่ในภวังค์ช็อค บอกจงกูว่าเป็นเพราะห้องลับในบ้านที่เขาเห็น ถูกสะสมเต็มไปด้วยภาพถ่ายของเหยื่อแต่ละรายในหมู่บ้าน ทั้งยามปกติ ยามติดโรค และเมื่อเป็นศพแล้ว รูปคนเป็นล่าสุด คือ ผู้หญิงในร้านเหล้า!! นอกจากนี้ยังมีข้าวของเครื่องใช้ของเหยื่อ ซึ่งที่ช็อคสุดจนเขาต้องหยิบติดมือมาคือ รองเท้าของฮโยจิน!!!!

ฮโยจินเริ่มมีอาการผื่นขึ้น ระบายความก้าวร้าวรุนแรงลงในสมุดเรียน และกรีดร้องคลุ้มคลั่งด่าทอจงกู เขาจึงร้อนรนบุกไปหาชายญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อหวังจับตัวพร้อมหลักฐานมาตั้งข้อหาฆาตกร แต่ทว่า หลักฐานในห้องนั้นหายไปหมด ชายญี่ปุ่นบอกเพียงว่าถูกเผาไปหมดแล้ว โทสะวันนั้นของจงกูจึงถูกระบายออกด้วยการพังบ้าน และฆ่าหมาดำตายไป

เช้าวันรุ่งขึ้น ศพหมาดำไส้ทะลักถูกนำมาแขวนเขย่าประสาทไว้หน้าบ้านจงกู วันนั้น ฮโยจินก็ออกฤทธิ์คลุ้มคลั่งจนเกือบฆ่ายายคนข้างบ้านที่มาช่วยดูแล  ดังนั้น หมอผีอิลกวัง (รีบบทโดย ฮวังจองมิน) จึงถูกตามตัวด่วน มาทำพิธีปัดเป่าไล่ผีร้ายออกจากร่างฮโยจิน

ภายใต้พิธีกรรมปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย การต่อสู้กับมนต์ดำ ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นปริศนาชวนติดตาม ลุ้นชะตากรรมของฮโยจิน ชีวิตของจงกู และเรื่องราวที่คาดไม่ถึง ที่ควรตะลึงงันด้วยตาตัวเอง!

The Wailing เป็นหนังเขย่าขวัญที่ทำหน้าที่ตาม genre หนังได้สมบูรณ์แบบมาก คือ ฉากบรรยากาศท้องเรื่อง ภาพ เสียง แอคติ้ง บท มันชวนขนลุก เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ หลอนประสาทลึกๆได้ดีตลอดทั้งเรื่อง แม้หนังจะยาวถึงสองชั่วโมงครึ่งก็ตาม

ในด้านของเนื้อหาก็มีเสน่ห์ในการสร้างปมคำถามคาใจ ที่ชี้ชวนความลังเลใจไปมาว่า อะไรคือสาเหตุอาเพทนี้ ใครเป็นคนดีคนร้ายกันแน่ ใครน่ากลัวกว่ากัน จะเชื่อใครดีกว่ากันถึงจะรอด เป็นความหลอนลุ้นที่อยู่ร่วมกันกับบทดราม่าได้อย่างกลมกล่อมดี และยังซ้อนความหมายและทิ้งอะไรๆไว้ให้คิดต่อหลังดูจบได้อีกด้วย

ความหมายนัยลึกซึ้งอีกมิติ ที่แฝงมากับการผสานลงตัวของความเชื่ออ้างอิงแนวคิดของตะวันตก (คัมภีร์ไบเบิล) และ ไสยศาสตร์ของตะวันออก (ลัทธิมนต์ดำ และหมอผีพื้นบ้านเกาหลี) สื่อความเชื่อ ความศรัทธา ที่ถูกด้านมืดครอบงำจิต ขาดสติจนพาชีวิตพินาศได้ หลายๆประเด็นต้องใช้การตีความอุปมาอุปไมย และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องนั้นๆ ซึ่งผู้เขียนก็อาจยังไปไม่ถึงจุดนั้นเท่าไหร่

ที่โดดเด่นอีกอย่าง คือการสอดแทรกความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนทัศนคติของสังคม เช่น

  •  ความอคติกับชายญี่ปุ่น ผิวๆอาจมองว่าเป็นแค่ xenophobia (โรคกลัวคนแปลกหน้า) ของหมู่บ้านสันโดษ แต่เอาจริงก็น่าจะสื่อความอคติจากความเจ็บช้ำเกลียดชังญี่ปุ่นที่เคยย่ำยีเกาหลีในสมัยสงครามโลก ถูกแฝงมาในบทของการรุกราน ตกเหยื่อ คุกคามทางเพศ ไม่เว้นแม้แต่เด็ก (ตีความจาก โรคผื่นแดงของฮเยจินเกิดใต้ร่มผ้า) จนถึงขั้นปักหมุดว่าคนญี่ปุ่น คือ ปีศาจร้าย
  •  จิกกัดความเชื่อท้องถิ่นที่ไม่อิงตรรกะวิทยาศาสตร์ โลกของข่าวลือที่ยังคงทรงพลังเสมอโดยเฉพาะในสังคมที่อ่อนการศึกษา มุกตลกร้ายก็มีในเรื่องหลายฉาก เช่น กินงูแล้วพ้นจากถูกฟ้าผ่า ตู้เย็นโล่งเป็นหลักฐานเอาผิดฆาตกรได้ ฯลฯ จริงๆแล้ว คิดในสมมติฐานที่ต่างไป ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่า อาการทางกายภาพผิวหนังอาจเป็นเพราะเห็ดพิษหรืออาหารพิษใดจริงก็ได้ แต่หมอผีอาศัยภาวะที่ร่างกายคนอ่อนแอจึงครอบงำจิตได้ง่าย แต่พลังข่าวลือก็สรุปง่ายๆเหมาไปลงที่มนต์ดำทั้งหมด
  •  สะท้อนความเปราะบางของจิตใจ ความอ่อนแอของมนุษย์ ที่ปล่อยโทสะจริตครอบงำง่ายๆ ความขาดสติจากการขาดศรัทธา และท้ายสุดฉากสุดท้ายในถ้ำก็ยังสื่อสรุปว่า เมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่สิ่งที่สัมผัสได้ ยังอาจมิใช่เป็นอย่างที่เห็น เพราะมนุษย์แหละน่ากลัวที่สุดแล้ว ความมืดดำก่อบาปของจิตใจของมนุษย์ ที่เป็นสัจธรรมปีศาจแท้จริงของโลกนี้

สรุปได้ว่า The Wailing คือหนังที่มีเนื้อดิ้นได้ เปิดมุมให้มองได้หลายด้าน หลายมิติ ให้ตีความสรุปต่างๆกันไปได้ ตามบริบทความรู้ความเชื่อในคำสอนศาสนา (ที่อิงเกี่ยวกับวิญญาณหรือความชั่วร้าย) ของผู้ชมแต่ละท่าน นอกเหนือจากอารมณ์บันเทิงของหนังแล้ว ความลึกซึ้งชวนขบคิด จึงทำให้หนังดูสนุกและคุ้มค่ากับสองชั่วโมงครึ่งจริงๆค่ะ

Trailer :

 สปอยล์เฉลยจุดสงสัยของเรื่อง ไว้อ่านเมื่อดูจบนะคะ

.

.

.

.

.

เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่อาจถูกหรือผิด ตรงหรือไม่ตรงกับความตั้งใจของหนัง เพราะดูเหมือนว่าหนังเองก็มิได้เฉลยชัดในหลายประเด็น อาจอยากทิ้งไว้ให้คิดหรือถกกันต่อเอง จึงแล้วแต่ใครจะวิเคราะห์วิจารณ์กันไปตามมุมองของแต่ละคน

  1. ชายญี่ปุ่น น่าจะเป็นหมอผีเล่นคุณไสยที่สร้างโรค ‘ปีศาจ’ ให้กับผู้คน เขาตระเวนเก็บเกี่ยววิญญาณจากชนบทห่างไกลที่ชักจูงความเชื่อไสยศาสตร์ได้ง่าย การถ่ายรูปคือการเลือกเป้าเพื่อสูบวิญญาณไป (ผู้เขียนคิดต่อเองว่าอาจเพื่อสังเวยให้ปีศาจ) เครื่องใช้ส่วนตัวของเหยื่อถูกใช้เข้าพิธี ฉากต้นเรื่องที่เขาตกปลา ก็เป็นการสื่อว่าเข้าหมู่บ้านนี้มาตกเหยื่อ  ช่วงท้ายของเรื่อง หลังจากที่เขาตกเขาตายไป กลับกลายเป็นปีศาจอยู่ในถ้ำ ตีความสัญญลักษณ์ก็อาจเพราะบาปกรรมที่ทำไว้เยอะ จึงถูก ‘ของ’ เล่นงานกลับ ถูกปีศาจร้ายครอบงำเข้า หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเขารอด ยังเป็นหมอผีคนเดิม แต่เพราะจิตของผู้ช่วยบาทหลวงที่เชื่อว่าเขาคือปีศาจ สิ่งที่ผู้ช่วยบาทหลวงเห็นจึงเป็นปีศาจ ตามวาทะบทนำที่เปิดเรื่องไว้
  2. หมอผีอิลกวัง เป็นหมอผีที่ร่วมมือกับชายญี่ปุ่น สร้างผลประโยชน์ให้อาชีพหมอผีของตน คนหนึ่งสร้างเหตุ อีกคนมาทำเป็นแก้ไขให้ รับเงินแบ่งกัน หลักฐานที่บ่งบอกการเป็นพรรคพวก คือ 1. นุ่งเตี่ยวเหมือนกัน 2. รูปภาพจากห้องของชายญี่ปุ่นที่ถูกอ้างว่าเผาทำลายไป มาอยู่ในกล่องสัมภาระหลังรถ และ 3. ฉากอิลกวังถ่ายรูปจงกูในตอนท้ายเรื่อง
  3. หญิงสาวชุดขาว มูมยอง เป็น ผีป่าผีเขา หรือจะเรียกว่าผีพื้นที่ ก็คงจะได้ ชุดขาวของเธอคงสื่อว่ามีความเป็นผีดีมากกว่าร้าย ถ้ามีผีร้ายกว่ามาคุกคาม เธอจะปกป้องชาวบ้าน แต่เหมือนเธอไม่ได้มีพลังมากมายเกินจิตใจมนุษย์ เธอทำได้เพียงการชี้นำจิตใจ (ผู้เขียนตีความโดยสัญลักษณ์ ก็เหมือนกับด้านดีของจิตใจคน มักไม่แกร่งเท่าด้านร้ายที่ล่อด้วยอะไรเล็กน้อย ก็ไปอย่างฉับไว) หลักฐานที่บ่งบอก คือ 1. บทสุดท้ายที่เธอให้คำแนะนำจงกู เพื่อความรอดของทั้งครอบครัว แต่จงกูไม่เชื่อเธอ จึงประสบกับหายนะ 2. ฉากเปิดตัวเธอ ซีนขว้างหิน อ้างอิงมาจากในไบเบิล พระเยซูผู้ไม่มีบาปจึงจะเป็นผู้ขว้างหินใส่หญิงที่มีความผิดบาปได้ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น และได้ยกโทษให้  จึงอุปมาเหมือนว่า มูมยอง พยายามจะเตือนให้จงกูหลีกหนีพ้นบาปไป  3. การเจอกันของหมอผีอิลกวังกับเธอที่หน้าบ้านจงกู ทำให้อิลกวังกระอักเลือด 4. เธอวางกับดัก ช่อดอกไม้ที่แขวนหน้าบ้านเพื่อปกป้องจากผีร้าย ถ้ามันถูกใครฝ่าผ่านไปก่อนเวลาอันควร มันจะเหี่ยวแห้งเสียความขลังกลายเป็นรูปกระโหลกไป (แต่ประเด็นที่ มูมยองมักเอาเสื้อผ้าเหยื่อไปใส่ -แจ็คเก็ต เสื้อนิต หรือแม้แต่กิ๊บผมของฮโยจิน จนเป็นเหตุให้จงกูลังเลที่จะเชื่อเธอนั้น เป็นเพราะอะไร อาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อใดที่ผู้เขียนยังไม่มีความรู้พอ)
  4. พิธีกรรมไล่ผีของอิลกวัง อาจคือการปลุกปั่นผีร้ายในตัวฮโยจิน ในขณะที่พิธีกรรมคุณไสยของชายญี่ปุ่นที่เกิดเวลาเดียวกัน อาจคือการปลุกหรือเรียกวิญญาณจากศพของพัคซุนแบก็ได้ แต่ผู้กำกับวางสองฉากนี้ตัดสลับไปมา ล่อลวงผู้ชมให้เข้าใจผิดว่าทั้งสองกำลังต่อสู้กันผ่านพิธีกรรม
Advertisements