รีวิวภาพยนตร์ Little Forest (2018)

โดนใจคนเมืองยุคนี้ หันหนีความวุ่นวายมาหาชีวิตสโลว์ไลฟ์กันบ้าง คิมแทรี รยูจุนยอล และจินกีจู สามเพื่อนรักในหมู่บ้านกลางป่าเล็กๆที่ให้ความฟิลกู้ดแบบใหญ่ๆ สวยงามทั้งธรรมชาติและเนื้อหา ดูแล้วจะอยากได้กลิ่นดิน สายลม แสงแดด มาสร้างป่าเล็กๆที่อบอุ่นกลางใจตัวเองบ้าง

3455

ต้นฉบับงาน Little Forest เป็นมังงะ (การ์ตูนญี่ปุ่น) แต่งโดย ไดสุเกะ อิการาชิ ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2002 เคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่น โดยแบ่งเป็น 2 ภาค คือ ภาค Summer-Autumn และภาค Winter-Spring ออกฉายในปี 2014 และ 2015 ตามลำดับ และได้คะแนน IMDb 7.8

สำหรับเวอร์ชั่นเกาหลี รีเมคมาด้วยการปรับทอนเรื่องราวให้กระชับอยู่ในตอนเดียวจบ กระแสต้อนรับช่วงออกฉายฮือฮาใช้ได้เลย รายได้อยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว และได้คะแนน IMDb สูงตามฉบับออริจินัลมาติดๆ คือ 7.5

นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล 54th Baeksang Arts Awards ในปีนี้ ในหมวดของ Best Actress คือ นักแสดงหญิงยอดเยี่ยม – คิมแทรี และ Best New Actress คือ นักแสดงหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม – จินกีจู ซึ่งจะมีการตัดสินและประกาศผลในงานวันที่ 3 พค.นี้

Little Forest เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่หมดแรง คิดมิตกกับปัญหาชีวิตสังคมเมือง จึงละทิ้งมันซะเลย หนีไปพักใจที่บ้านเกิดในชนบท  การได้อยู่แบบสโลว์ไลฟ์ เก็บเกี่ยวอาหารธรรมชาติดำรงชีพ พอกพูนมิตรภาพจากเพื่อนรักวัยเด็กที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง สปาร์คพลังชีวิตคลีนๆ และค่อยๆตกผลึกทางความคิด ทำให้เธอเข้าใจชีวิต เข้าใจตัวตนเองได้ถ่องแท้ขึ้น

โดยความหมายจากชื่อ ‘ป่าเล็ก’ ในเรื่องนี้ คือหมู่บ้านมีซองลี ที่ตั้งสงบเงียบอยู่กลางป่านอกเมืองออกไป  ยังอุดมสมบูรณ์ธรรมชาติและขึ้นชื่อเรื่องเกษตรกรรมข้าวและแอปเปิ้ล

ซงฮเยวอน (รับบทโดย คิมแทรี)  เธอจากหมู่บ้านมีซองลีไปเรียนต่อในโซล ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย และอยู่ในช่วงสอบวุฒิครูเพื่อจะประกอบอาชีพ ความลำบากจากสังคมที่เป็นอยู่ และยังมาเจอเรื่องซิคๆทำใจหมดแรง ไม่ว่าจะเป็นสอบไม่ผ่าน เลิกกับแฟนที่ไม่จริงใจ เธอจึงมาพักใจชาร์จแบตสัก 3-4 วันที่บ้านเกิด

อึนซุก (รับบทโดย จินกีจู) เพื่อนสาวที่เรียนจบแล้วทำงานเป็นพนักงานธนาคารในเมืองข้างๆ ถึงเธอจะไม่ได้ไปเผชิญโลกกว้างเช่นเพื่อนทั้งสอง และเธอก็มีปัญหากับหัวหน้าเช่นกัน แต่เธอเป็นนักสู้มากกว่าฮเยวอน

แทฮา (รับบทโดย รยูจุนยอล) เพื่อนชายที่เลือกเรียนต่อในวิทยาลัยใกล้ๆ และได้ทำงานออฟฟิซ เขาชัดเจนพอที่จะค้นพบว่าตัวเองไม่ใช่คนที่จะใช้ชีวิตแค่รอวันเงินเดือนออก เป็นลูกจ้างที่รอรับคำสั่งงานไปวันๆ เขาจึงลาออกและกลับมาบ้านเกิดเป็นนายของตัวเอง ทำสวนแอปเปิ้ลเล็กๆ และช่วยงานฟาร์มของพ่อ

เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ดูเรียบง่าย เดินเรื่องแบบธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพีคตื่นเต้น ไม่มีบทตัวร้าย เล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นสคริปต์บรรยายจากตัวละครซงแฮวอนเป็นหลัก แต่ดูแล้วสนุกชวนติดตามมาก เหมือนตามดูการดำรงชีวิตรายวันของฮเยวอนที่ทำอาหาร เรื่องราวผ่านการพูดคุยกับเพื่อนสนิททั้ง 2 คน การปลูกพืชผล เก็บเกี่ยว และถนอมอาหาร ซึ่งจะเล่าแบบสอดแทรกสลับเรื่องราวอื่นๆในอดีต หรือก่อนหน้านี้ เพื่อขยายความ ทยอยเผยเหตุผลให้ผู้ชมเข้าใจที่มาที่ไปมากขึ้น ควบคู่กันไปกับตัวละครซงฮเยวอนที่จะเรียนรู้เข้าใจชีวิตมากขึ้นด้วยเช่นกัน  ซึ่งหลักๆก็คือเรื่องราวปัญหาคาใจของเธอที่ไม่เข้าใจว่าแม่ทิ้งบ้านไปไหน ทิ้งเธอไปเพราะไม่รักเธอหรือไม่ แม่จะไม่กลับมาแล้วหรือไม่ และยังมีเรื่องความสับสนชีวิตตนเองว่าต้องการอะไร จะหาความสุขของตัวเองได้เจอไหม จากความตั้งใจแรกที่ฮเยวอนจะมาอยู่ที่นี่แค่แว้บๆไม่กี่วัน ก็ล่วงเลยกลายเป็นอยู่จนครบ 4 ฤดู จึงตกผลึกความคิด และตัดสินใจทิศทางที่จะเดินต่อไปได้

ความน่ารักชวนอมยิ้มหลายๆชอตของความสัมพันธ์เพื่อนรักทั้งสาม หรือของแม่ลูกสมัยฮเยวอนเป็นเด็ก จริงๆแล้วแม่ฮเยวอนที่ดูเป็นแม่บ้านกลางป่ากลางเขา แต่กลับเป็นคนมองชีวิตทะลุดีนะ อบอุ่นและมีคุณค่า แล้วยังสอนข้อคิดดีๆง่ายๆไว้เยอะเลย

ด้วยบทหนังที่ฉลาดคมคาย มีมิติน่าสนใจดี มีการอุปมาอุปไมยระหว่างความเป็นไปของธรรมชาติกับการใช้ชีวิต การเลี้ยงลูกของแม่แฮวอนก็เหมือนการปลูกต้นไม้ที่รอเวลาเลี้ยงดูให้รากลงดินอย่างแข็งแรง ดังนั้น ‘ป่าเล็ก’ ในความหมายแฝง จึงหมายถึง ชีวิตที่เติบใหญ่ในตัวตนของใครก็ตาม

เป็นหนังดี มีเสน่ห์เกินคาด บนความเรียบง่าย แต่อบอุ่น ฟิลกู้ด สวยงามทั้งเรื่องราวและบรรยากาศธรรมชาติ  บนความเรียบง่าย แต่แฝงความลึกซึ้งในบท ดูแล้วมีความสุขค่ะ

ถ้าใครดูแล้วชอบ ขอแนะนำให้ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับญี่ปุ่นด้วย สนุกเช่นกัน แต่ด้วยว่ายาวกว่า อารมณ์จึงอาจละเมียดกว่า และพาร์ทเมนูอาหารก็มาแบบจริงจังกว่า เยอะกว่า

Trailer : 

Advertisements