Ode to My Father  หรือชื่อไทยว่า ‘กี่หมื่นวัน ไม่ลืมคำสัญญาพ่อ’   เป็นภาพยนตร์ที่มีผู้ชมสูงสุดอันดับ 3 ของเกาหลี ทำรายได้เกือบร้อยล้านเหรียญ และกวาดรางวัลเกือบครบทุกสาขาจากหลากหลายเวที  เป็นผลงานกำกับของ ยุนเจคยุน ผู้กำกับหนังฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับหายนะสึนามิอย่าง Haeundae (2009) มาแล้ว  เขาตั้งใจทำหนังเรื่องนี้เพื่อระลึกตอบแทนคุณของพ่อแม่เขา  และใช้ชื่อจริงของพ่อและแม่เป็นชื่อตัวละครหลักของเรื่องด้วย

หนังเรื่องนี้อ้างอิงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เกาหลีหลายเหตุการณ์ ได้แก่ การอพยพครั้งใหญ่ของชาวฮังนัมในมณฑลฮัมคยองของเกาหลีเหนือหมื่นกว่าชีวิตในช่วงสงครามเกาหลี ปี 1950 และการตัดสินใจของรัฐบาลส่งพยาบาล และคนงานเกาหลีจำนวนมากไปทำงานเหมืองที่เยอรมันนี  ในปี 1964 รวมถึงการส่งคนเกาหลีไปร่วมสงครามเวียดนาม ในช่วงปี 1974

See Also : รีวิวภาพยนตร์ Pure Love (2016)

เรื่องเล่าถึงชายสูงวัย รุ่นปู่ ที่ชื่อ ‘ท็อกซู’ เขาเป็นผู้ยึดมั่นคำสัญญาอย่างเหนียวแน่น ซึ่งได้ให้ไว้กับพ่อก่อนการพลัดพรากในวัยเด็ก ทำให้เรื่องราวการผจญภัยตลอดชีวิตของเขามีที่มาและจุดมุ่งหมายที่เด็ดเดี่ยวมั่นคง  การเสียสละที่มีคุณค่ายิ่งต่อครอบครัวและมิตรภาพกับเพื่อน  เป็นที่ประทับใจผู้ชมอย่างมาก

ชีวิตของท็อกซู  ถูกเล่าเรื่องย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็กของเขา  ณ ชายแดนเมืองฮังนัม ชาวเมืองหลักหมื่นอุ้มลูกจูงหลานกำลังอพยพหนีภัยสงครามอย่างอลหม่าน  จีนหนุนหลังเกาหลีเหนือ และสหรัฐหนุนเกาหลีใต้ สงครามเกาหลีกำลังปะทุขึ้น  ประชาชนต่างกรูกันมาที่ท่าเรือเพื่อร้องขออาศัยเรือขนสรรพาวุธของทหารอเมริกัน  หวังหนีลงใต้ พิ้นที่ที่ปลอดภัยกว่าเพราะห่างจากเขตสงคราม

ท็อกซู วัยประมาณ 10 ขวบ เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่ลูกยังเล็กๆถึง 4 คน ชาย-หญิง-ชาย-หญิง พ่อจะพาครอบครัวลี้ภัยไปอยู่กับพี่สาวที่เมืองพูซาน  พ่ออุ้มลูกชายคนเล็ก แม่กระเตงหลังลูกสาวคนเล็กสุดที่แบเบาะมาก ท็อกซูจูงมือน้องสาวคนรอง ‘มักซุน’ วิ่งเกาะติดไปกับพ่อแม่

ในขณะที่ต้องปีนราวเชือกขึ้นเรือ ท็อกซูแบกมักซุนไว้บนหลัง แม้จะได้กำชับตลอดเวลาว่าให้จับอย่างแน่นหนา แต่ก็มิวายพลาด โดนผู้คนฉวยดึงจนร่วงหลุดจากหลังของท็อกซูตกลงไป  เหลือเพียงชายแขนเสื้อขาดวิ่นที่ท็อกซูคว้าติดมือมาได้เท่านั้น พ่อจึงปีนกลับลงไปหามักซุน เป็นเหตุให้กลับขึ้นเรือไม่ทัน

คำสั่งเสียของพ่อก่อนพรากจาก คือ ท็อกซูต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อ เป็นที่พึ่งและดูแลแม่กับน้องๆให้ดี แล้วพ่อจะตามไปเจอที่ร้านป้า ไม่ต้องห่วง

ที่พูซาน บ้านป้าซึ่งเป็นร้านขายของเล็กๆกับชีวิตค่อนข้างอัตคัด  ท็อกซูเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาเงินเลี้ยงแม่และน้องๆ จากงานเด็กขัดรองเท้า เติบโตไปเป็นกรรมกรแรงงานท่าเรือ  เมื่อน้องชายสอบเข้ามหาวิทยาลัยโซลได้ หมายความว่าจะต้องใช้เงินค่าเทอมอีกจำนวนมาก  เขาจึงตัดสินใจสมัครไปทำงานเหมืองที่เยอรมันนีตามการชักชวนของเพื่อนสนิท ‘ทัลกู’ เพราะรายได้ดีกว่าเยอะ

ชีวิตคนงานเหมืองหนักหนาสาหัสยิ่งนัก เสี่ยงอันตรายมากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดในเหตุการณ์เหมืองถล่มเพราะคุมก๊าซมีเทนไม่อยู่  แต่ก็ยังมีเรื่องดีๆมีสีสันให้ชีวิต เขาพบรักกับพยาบาลสาว ‘ยองจา’ สร้างความอบอุ่นหัวใจในต่างแดนเมื่อเหล่าคนงานเหมืองถูกเรียกตัวกลับเกาหลี การผจญภัยต่างแดนครั้งนี้จึงยุติลง เขากลับเกาหลีพร้อมทัลกู แต่ยองจายังไม่ยอมกลับ

ครอบครัวท็อกซูมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ทำให้ท็อกซูอิ่มเอิบใจที่ได้รักษาสัญญาการดูแลครอบครัวที่ให้ไว้กับพ่อที่พลัดพราก  ความเหนื่อยยากมลายหายไปอย่างสิ้นเชิง

ไม่นาน ยองจาก็กลับมาจากเยอรมันมาพร้อมข่าวช็อคซึ่งเป็นเรื่องดี คือเธอท้อง ท็อกซูจึงได้แต่งงานมีครอบครัวของตัวเอง  และเขาก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยพาณิชยนาวีที่เขาหวังได้   ดูแล้วชีวิตกำลังสวยงามเลย แต่…

เมื่อน้องสาวคนเล็กอยากจะแต่งงาน  และลุงเขยกำลังจะขายร้าน เพราะป้าเสียไปแล้ว  เขาจึงอยากได้เงินก้อนใหม่มาใช้งานแต่งน้อง และซื้อร้านนี้เก็บไว้ เพื่อให้พ่อยังสามารถหาพวกเขาเจอได้ ถ้าพ่อตามมาสักวัน เขายังมีความหวังอยู่ตลอด แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานมากแล้ว

การผจญภัยบ้าบิ่นเที่ยวนี้ของเขา คือการสมัครไปทำงานช่างในสงครามเวียดนาม  เขาและเพื่อนรักทัลกู ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดอีกครั้ง  เขากลับเกาหลีด้วยขาที่พิการเพราะถูกทหารเวียดกงยิง เหตุเพราะเขามัวแต่ช่วยเด็กๆชาวบ้านขึ้นเรือทหาร เฉกเช่นเหตุการณ์อพยพหนีภัยที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็กของเขาที่ฮังนัม

กลับบ้านมาครั้งนี้ น้องสาวเขาได้แต่งงานสมใจ เขาได้ร้านของป้ากลับมาดูแล และเปลี่ยนจากขายผ้าเป็น Grocery shop ขายสินค้าอิมพอร์ต ครอบครัวใช้ชีวิตอย่างสงบมั่นคงมาจนท็อกซูกลายเป็นปู่ ลูกหลานเต็มบ้าน  แต่ยังมีอีกภารกิจที่เขาติดค้างในใจอยู่ตลอดเวลา  คือต้องตามหาพ่อและน้องมักซุนให้ได้

ในปี 1983 เมื่อทางรัฐบาลได้ช่วยเหลือ จัดมหกรรมตามหาญาติผู้พลัดพราก ผ่านรายการทีวี  เขาจึงไม่รอช้าเข้าร่วมโครงการพร้อมกับชาวเกาหลีอีกมากมายเต็มจัตุรัสยออิโด หน้าสถานีโทรทัศน์

ท้ายสุดแล้วเขาจะสามารถรักษาสัญญาได้ครบถ้วนสมบูรณ์  ได้พบพ่อ และ มักซุนหรือไม่ อย่างไร ต้องไปติดตามชมกันค่ะ

หนังเรื่องนี้ถ่ายทำที่สาธารณรัฐเชคแทนโลเคชั่นเยอรมนี  ถ่ายทำที่ไทยแทนโลเคชั่นเวียดนาม แต่ก็มีถ่ายทำเยอรมนีด้วยบ้างบางส่วนค่ะ

มาขอว่ากันด้วยความหมายที่ได้จากหนังกันก่อน  คือ การใช้ชีวิตด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ยิ่งใหญ่ของท็อกซู ไม่เพียงแค่เพราะ เขารักษาคำมั่นสัญญากับพ่อเท่านั้น ในฐานะลูกชายคนโตเท่านั้น  แต่ยังสะท้อนต่อลงมายังความเป็น ‘พ่อ’ ของเขา เมื่อเขามีครอบครัวของตนเอง  ด้วยแรงบันดาลใจตกทอดมาจากพ่อของเขานั่นเอง

สิ่งที่ได้เรียนรู้คำว่า ‘พ่อ’ จากหนังเรื่องนี้  คือ ไม่ใช่แค่นิยามการเป็นพ่อแบบ literally แต่เขาได้แสดงให้เห็นว่า พ่อ เป็น  ‘เสาหลัก’ เป็น ‘ผู้ให้’  เป็น ‘ผู้นำ’ ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ความพึ่งพิงแก่ครอบครัว  นี่ยังไม่นับเรื่องผลดีของความคิดและการตัดสินใจหลายอย่างของเขาที่ส่งผลต่อสังคมส่วนรวมด้วยนะ เช่น ตอนที่เขาตัดสินใจรับเด็กๆเวียดนามขึ้นเรือ ประหนึ่งเป็นพ่อผู้ปกป้องเช่นกัน

ต่อด้วยเสน่ห์ของหนัง  คือ เรื่องนี้ได้รับการกล่าวขานจากชาวสื่อต่างชาติว่าเป็น Forest Gump of Asia  เพราะด้วยหนังที่มีความคล้ายกันของคาแรคเตอร์บทตัวละครหลัก และการเดินเรื่องราวผูกเรื่องล้อไปกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญๆของสังคม และอารมณ์ความสนุกและประทับใจของหนังสองเรื่องนี้ก็มาในแนวเดียวกัน

ถ้าใครเคยชม Forest Gump หรือชื่อไทยว่าอัจฉริยะปัญญานิ่ม ที่ทอมแฮงค์แสดงมาแล้ว จะเห็นว่า หนังเล่าเรื่องราว ‘การเดินทางชีวิต’ ของคนธรรมดาๆคนหนึ่งพร้อมๆไปกับการเล่าผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ทั้งด้านการเมือง สังคม และตัวละครหลักก็สามารถดำเนินชีวิตผ่านมาได้ตลอดอย่างดีด้วยวิถีคิดอิสระเฉพาะตัวที่ดูซื่อๆเซ่อๆ หรือถึงขั้นคิดแปลกไปกว่าคนทั่วไปก็ว่าได้ แต่ผลลัพธ์ของสิ่งที่เขาทำ มันช่างน่าทึ่ง จนสามารถเรียกน้ำตาปิติชื่นชมได้อย่างท่วมท้น

เพราะกัมพ์ไม่ใช่เพียงคนธรรมดา แต่เป็นคนมีความบกพร่องด้านพัฒนาการทางสมอง ยิ่งทำให้ใครๆเข้าไม่ถึงวิธีคิดและการตัดสินใจของเขา  เขาใช้ความมุ่งมั่นที่อาจถูกมองว่าบ๊องบื้อ impossible บวกความใสซื่อ มองโลกในแง่ดีตลอดเวลา นำการเดินทางชีวิตไปสู่จุดหมาย

เช่นเดียวกับที่ ท็อกซู เด็กบ้านนอกที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ยึดเพียงคำมั่นสัญญาของพ่อไว่ในใจ เป็นเครื่องนำทางชีวิต การกระทำของเขาบางครั้งจึงถูกมองว่าเข้าใจได้ยากเช่นกัน เพราะดูเหมือนเด็ก เหมือนโง่ เหมือนดื้อจะเสี่ยงภัยตลอดเวลา

ดังที่บั้นปลายชีวิต ภรรยาหยอกท็อกซูแก่ๆว่า ‘โตขึ้นแล้วสินะ แล้วคิดจะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างแล้วหรือยังหละ มัวแต่คิดถึงแต่คนอื่น’ ซึ่งน่าคิดมากนะคะว่า ที่คนรอบข้างมองเห็นเป็นเพียงความรั้นยึดมั่นสัญญาที่เกินจำเป็น  แท้จริงแล้ว ท็อกซูเอง อาจมีความสุขทางใจที่มีค่าเหนือความสุขสบายทางกายแล้วก็ได้นะ เพราะเขาอาจคิดแบบกัมพ์

นั่นคือ ความประทับใจในหนังเรื่องนี้ที่ต่อผู้เขียน ซึ่งสรุปได้ว่าเป็น  Inspiration ที่ยิ่งใหญ่ จุดประกายมาจากคนสุดแสนธรรมดาๆ นอกจากนี้ คุณภาพของหนังที่ทำได้ดี สนุกสนาน ดูเพลิน  เรื่องราวที่เป็นธรรมชาติสมจริง ทั้งตัวบท ภาพ เสียง และการแสดงที่ดีเยี่ยม  การเดินเรื่องที่แม้จะมีการสลับเวลาไปมาบ้าง แต่ก็เข้าใจได้ง่าย เพราะเรียบเรียงได้ดี ชวนติดตาม ได้อารมณ์ลื่นไหลแบบไม่มีสะดุด  ตลอด 2 ชม.เศษ มากันทั้งน้ำตาบ้าง รอยยิ้มบ้าง สลับกันไปในจังหวะที่เหมาะสมลงตัวมาก

โดยรวม ถือว่าเป็นหนังที่ดีเยี่ยมในทุกองค์ประกอบ และยังให้ข้อคิดเตือนใจที่ดีไว้   คือ จงใช้ความรักครอบครัว เป็นเข็มทิศชีวิต และ จงให้ความรักของครอบครัวเป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจยามคุณเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากจากอุปสรรค

ดารานำแสดง  :   ฮวังจองมิน คิมยุนจิน โอดัลซู  จองจินยอง จางยองนัม รามีรัน คิมซึลกิ  และดารารับเชิญ ยุนโฮ TVXQ

ของฝากพิเศษ :  เอาเพลงเพราะๆมาให้ฟัง  เพลง trot (คือเพลงพื้นบ้านของเกาหลี อารมณ์คล้ายๆเพลงลูกทุ่งของไทย) เพลงนี้ คือเพลงที่ถูกร้องในเรื่องช่วงท็อกซูอยู่เวียดนาม  ชื่อเพลง ‘With You’ ของนักร้องเพลงทรอตที่โด่งดัง คิมนัมจิน ในเรื่องถูกอ้างอิงว่านัมจินก็เป็นทหารเกณฑ์ด้วย และเป็นคนช่วยชีวิตท็อกซูไว้  นัมจินรับบทแสดงโดย ยุนโฮนั่นเอง  ผู้เขียนชอบเพลงนี้มาก ท่วงทำนองสนุกสนาน ไพเราะติดหูมาก มีหนังและละครหลายๆเรื่องนำไปใช้บ่อยนะ แต่เวอร์ชั่นนี้ ขอหยิบเป็นเวอร์ re-arrange ใหม่ ทันสมัยแบบบอยแบนด์ โดยวง EXO ซึ่งทุกคนอาจเข้าถึงได้ดีกว่า

Trailer :