focus

ได้เวลาจัดสำรับ Mr.Queen รู้หรือไม่ พระมเหสีกินอะไรตอนท้อง?

05/02/2021 - korseries

Mr.Queen

พระมเหสีกินอะไรตอนท้อง?? Mr. Queen ฟีเวอร์!! รอเลี้ยงหลานทิพย์ทั้งแผ่นดิน

สร้างความปลาบปลื้มให้กับพสกนิกรชาวทวิตเตอร์ ที่ติดตามซีรีส์ Mr. Queen อย่างเป็นล้นพ้น เนื่องจากตอนล่าสุด (Ep. 16) พระมเหสีโซยง ท้องแล้วจ้า!!! ก็ต้องขอบอกว่าเป็นการดูซีรีส์ที่บันเทิงสุดๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมาของเราเลยค่ะ นอกจากพล็อตเรื่องสนุก ยิงมุกไม่ยั้ง เคมีสุดโบ๊ะบ๊ะเข้าขาของนักแสดงพระนาง “คิมจองฮยอน – ชินฮเยซอน” รวมถึงเหล่านักแสดงสมทบ การรับชมซีรีส์เรื่องนี้ก็ยังได้อรรถรสมากๆ เพราะมีกองเชียร์คอยตอดคอยแซวอยู่ในแฮชแท็ก #MrQueen อย่างล้นหลาม ยิ่งตอนนี้พอรู้ว่าฝ่าบาทของเราเสกเบบี๋เข้าท้องมเหสีเป็นอันเรียบร้อย แฟนๆ ในทวิตเตอร์ก็รับบทเป็นซังกุงทิพย์ นางในทิพย์ รอรับขวัญหลานกันใหญ่ ในเมื่อ “อินเหรอ” ขนาดนี้ เราเองก็ไม่พลาดที่จะมาเขียนบทความสร้างเสริมจินตนาการค่ะ จะพามาเม้าท์มอยประเด็นว่าด้วย “พระมเหสียุคโชซอนเสวยอะไรช่วงทรงครรภ์” คนทางบ้านจะได้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้มเหสีสายเฮ้ว ไม่เผลอไปเสวยของแสลงเนอะ (ลำพังชเวซังกุง กับฮงยอน อาจจะดูแลไม่ทัน)

รับฟัง Korseries Podcast EP.6 ได้เวลาจัดสำรับ Mr.Queen รู้หรือไม่ พระมเหสีกินอะไรตอนท้อง? ได้ทาง Spotify , Apple Podcasts , Google Podcasts

Mr. Queen เป็นซีรีส์เกี่ยวกับอะไรเหรอ?

แม้ผู้เขียนจะมั่นหน้ามั่นโหนกว่าซีรีส์ Mr. Queen ดังในไทยม้ากก แต่ก็เชื่อแหละว่ายังมีหลายคนที่ไม่เคยดู งั้นขอเล่าเรื่องย่อสักหน่อยนะคะ Mr. Queen เป็นพีเรียดสายฮา ที่รีเมคพล็อตบางส่วนมาจากซีรีส์จีนปี 2015 เรื่อง Go Princess Go ว่าด้วยเพลย์บอยคนนึง ที่ประสบอุบัติเหตุแล้วจับผลัดจับผลู วิญญาณลอยละลิ่วย้อนยุคมาเข้าร่างฮองเฮา เวอร์ชั่นต้นฉบับแม้จะเป็นซีรีส์ฟอร์มเล็ก แต่ว่านักแสดงทุกคนแอ็กติ้งจ้างร้อยเล่นล้าน ส่งผลให้ซีรีส์ดังเป็นพลุแตก ตอนนี้ไม่ว่าจะพระเอก นางเอก พระรอง ต่างก็ขึ้นแท่นนักแสดงเบอร์ใหญ่ของจีนเป็นที่เรียบร้อย

มาถึงปี 2020 ทางช่อง tvN ของเกาหลีก็ได้นำซีรีส์เรื่องนี้มารีเมคค่ะ ของจีนน่ะติ๊ต่างว่าย้อนไปยุคไหนก็ไม่รู้ มี แต่ของเกาหลีนั้นมีหมุดหมายยุคสมัยที่แน่นอนค่ะ “จางบงฮวาน” เชฟหนุ่มเพลย์บอย ได้หลุดเข้าไปในรัชสมัยพระเจ้าชอลจง แห่งอาณาจักรโชซอน ซึ่งก็ประมาณ 200 กว่าปีที่แล้วนี่เอง โดยวิญญาณเชฟจาง ได้สิงอยู่ในร่าง “คิมโซยง” บุตรสาวขุนนางใหญ่สายตระกูลคิมแห่งเมืองอันดง ที่กำลังจะเข้าพิธีอภิเษกกับพระเจ้าชอลจง แต่กลับประสบอุบัติเหตุตกน้ำเสียก่อน คิมโซยงฟื้นขึ้นมาพร้อมกับอุปนิสัยสุดห้าวเป้ง เพราะมีวิญญาณเชฟหนุ่มสิงอยู่ แต่ผู้คนในวังกลับคิดว่าเธอความจำเสื่อมจากอุบัติเหตุซะงั้น ยังไงซะ แผนการอภิเษกก็จะไม่เปลี่ยน เพราะไหนๆ ทั้งพระเจ้าชอลจง และพระมเหสีโซยง ต่างก็มีบทบาทเป็นแค่ “หุ่นเชิด” ของราชวงศ์ทั้งคู่นี่นา … การมาถึงของ “เชฟจางบงฮวาน” จะสร้างความสั่นคลอนให้วังหลวงแค่ไหน ต้องติดตามค่ะ!

ได้เวลาจัดสำรับหลวง!!!

อย่างที่รู้กันว่า ตามปกติคนชั้นสูงในวังก็จะกินอะไรไม่เหมือนไพร่ฟ้าสามัญชนอยู่แล้วเนอะ วัตถุดิบต้องมาจากแหล่งดีที่สุด สดใหม่ที่สุด เสิร์ฟมาอย่างเป็นเซ็ตพร้อมเครื่องเคียงอลังการ การตกแต่งก็ต้องเน้นความสวยงาม ไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภค (เช่น เลาะก้างปลา เลาะกระดูกไก่ออก) และถ้าพูดถึงอาหารชาววัง รสชาติก็ต้องไม่จัดจ้านค่ะ ไม่เค็มไป ไม่หวานไป ไม่เปรี้ยวไป โดยเฉพาะหัวใจของเครื่องเสวยวังหลวงโชซอน ที่เรียกว่า 수라상 “ซูราซัง” นั้นคือ ต้องไม่เผ็ด ปรุงรสอย่างกลมกล่อมด้วยซีอิ๊วที่หมักบ่มนับสิบปี และเสริมความอร่อยด้วยการดึงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์จากวัตถุดิบให้มากที่สุด (ที่เรารู้สึกกันว่า คนเกาหลีกินเผ็ดเก่ง จริงๆ แล้วเขาเพิ่งปลูกพริกกันในยุคล่าอาณานิคมนี่เองค่ะ เมื่อคนสเปนเดินทางมาถึงญี่ปุ่น ก็ได้นำพริกมาด้วย ทว่าพริกไม่แมสในญี่ปุ่นเท่าที่ควร แต่กลับแมสในเกาหลีที่รับมาจากญี่ปุ่นอีกที เนื่องจากเกาหลีมีพื้นที่ทุรกันดาร การกินเผ็ด ก็ช่วยให้เจริญอาหารขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งกับข้าวมากนัก ดังนั้นขุนนางและชาววังที่มีกับข้าวอิ่มหมีพีมันอยู่แล้ว ก็เลยไม่ค่อยต้องการกินเผ็ดสักเท่าไหร่)

ใครที่เคยดูซีรีส์ “แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง” คงจำได้ว่า กรรมวิธีปรุงอาหารของคนในวังหลวงพิถีพิถันเอามากๆ แถมตอนที่พระสนมยอนแซง (เยินเซ็ง) เพื่อนซี้ของแดจังกึมตั้งครรภ์ พอตัวร้ายสืบรู้ว่านางเป็นโรคเกี่ยวกับเลือด ก็ถูกกลั่นแกล้งให้เสวยแต่อาหารมันๆ เพื่อที่จะได้แท้งลูก บวกกับสนมยอนแซงที่เป็นสายมูเตลูเต็มตัว และกลัวคลอดลูกตายเหมือนกับแม่ตัวเองไปอีก ก็ยิ่งทำให้พารานอยด์ไปกันใหญ่ทั้งวังหลวง จะเห็นได้ว่าการจัดสำรับอาหารในวังก็ยากแล้ว สำรับของมเหสี หรือสนมที่ตั้งครรภ์ ยิ่งเพิ่มความวุ่นวายไปอีกหลายเท่า ยิ่งเป็นสำรับที่จัดให้กับมเหสีโซยงผู้แสนห้าวเป้ง แถมยังมีดีกรีเชฟจากโลกปัจจุบันการันตี ถ้าทำออกมาไม่อร่อย ระวังเจอหมัดสวน …ฮอร์โมนคนท้องก็ยิ่งแปรปรวนอยู่เนอะ

เพื่อรัชทายาทเบบี๋ พระมเหสีต้องเสวยสิ่งนี้!!!

ผู้หญิงเราพอตั้งท้อง ก็มักถูกเตือนว่า จะทำอะไรก็ให้คิดถึงเบ่บี๋ใช่มั้ยคะ ห้ามคิดชั่ว ห้ามทำชั่ว ไม่ดูสิ่งที่ไม่น่าดู ไม่ฟังสิ่งที่น่าฟัง และที่ขาดไม่ได้ก็คือต้องกินอาหารดีๆ เพื่อบำรุงเบ่บี๋ด้วย ซึ่งอาหารบางอย่างเค้าแนะนำก็เพราะมันดีต่อสุขภาพจริงๆนั่นแหละ แต่บางอย่างก็เป็นแค่ความเชื่อมูเตลูที่ทำตามๆ กันเพื่อความสบายใจ คนเกาหลีเชื่อกันว่า พัฒนาการในท้องแม่ 10 เดือน นั้นสำคัญกว่าพัฒนาการหลังคลอด 10 ปีอีก (อ้อ คนเกาหลีนับการตั้งครรภ์เป็นสัปดาห์ จึงถือว่าอยู่ในท้องแม่ 10 เดือนค่ะ) ยิ่งถ้าคนท้องนั้นเป็นพระมเหสีด้วยแล้ว ทุกคนในวังก็ฝากความหวังไว้ว่า องค์รัชทายาทที่จะถือกำเนิดมา (ใช่แล้วค่ะ ติ๊ต่างว่าจะเป็นลูกชายไว้ก่อน) จะต้องสมบูรณ์ แข็งแรง มีมันสมองอันปราดเปรื่องเหนือใคร พร้อมจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ให้พสกนิกรในกาลต่อไป อาหารบำรุงครรภ์ของพระมเหสีจึงต้องเว่อร์กว่าสามัญชนแบบคูณล้านๆๆ

ADVERTISEMENT

เพื่อรัชทายาทที่แข็งแรงประดุจ “ต้นสน”

ซงพยอนถั่วดำกลิ่นใบสน

คนเกาหลีเชื่อว่าต้นสนเป็นต้นไม้แห่งความแข็งแรงค่ะ บ้านไหนมีคนท้องก็มักจะอวยพรให้ลูกแข็งแรง อายุยืนยาวเหมือนดั่งต้นสน นอกจากนี้ ต้นสนยังมีคุณประโยชน์ ช่วยให้ตับแข็งแรง ดวงตาสว่างใส ช่วยเรื่องประสาทรับรู้ทั้งหู ตา จมูก ลิ้น กายใจ (ใครที่ไปเที่ยวเกาหลีกับกรุ๊ปทัวร์ คงเคยได้เข้าร้าน “น้ำมันสนเข็มแดง” ที่ไกด์บอกว่ามีสรรพคุณบำรุงตับ) เมื่อพระมเหสีทรงครรภ์ บางทีเราจะพบพระองค์ได้ที่ป่าสนในเขตพระราชฐานค่ะ หมอหลวงจะแนะนำให้พระมเหสีมาเดินเล่น สูดกลิ่นหอมของใบสน เพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ลดอารมณ์หม่นหมองและความอ่อนเพลียช่วงฮอร์โมนสวิงด้วย

และเครื่องเสวยจากใบสน ที่ครัววังหลวงแนะนำให้กับพระมเหสีก็คือ “ขนมซงพยอน” ค่ะ หลายคนพอได้ยินชื่อแล้วก็จะคิดถึงขนมประจำเทศกาลชูซ็อกใช่มั้ยคะ แป้งสีเขียวเข้มที่เกิดจากน้ำคั้นใบจิงจูฉ่าย สอดไส้ด้วยธัญพืช แล้วเอาไปนึ่ง แต่ซงพยอนที่เป็นเครื่องเสวยพระมเหสีตั้งครรภ์นั้น แป้งด้านนอกจะเป็นสีขาว ด้านในเป็นไส้ถั่วดำ (คนเกาหลีเรียก ถั่วสีน้ำเงิน) จากนั้นก็วางใบสนไว้ด้านบน ก่อนนำไปนึ่ง จะช่วยสร้างกลิ่นอโรม่าค่ะ ในถั่วดำมีเรซิตินมาก ช่วยบำรุงสมองทารกในครรภ์เป็นอย่างดี และถ้าอยากรู้ว่าเบ่บี๋ จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ก็สามารถใช้ขนมซงพยอนเสี่ยงทายได้ด้วยนะคะ โดยใส่ใบสนเข้าไปในขนม 1 ก้านตอนนึ่ง ถ้าว่าที่คุณแม่กัดขนมคำแรกแล้วเจอใบสนเลยเหมือนเข็มตำ แสดงว่าจะได้ลูกชาย แต่ถ้ากัดแล้วนู้มมมมไม่รู้สึกระคายใดๆ ก็ทำนายว่าเป็นลูกสาวค่ะ

แพ้ท้องแล้วจะเสวยรามยอนไม่ได้นะเพคะ!!

ปัญหาที่สองของการทะลุมิติไปยุคโชซอนละดันตั้งท้องก็คือ!!! ไม่มีรถเข็นขายมะม่วงเปรี้ยวผ่านมาแถวๆ

วังหลวงค่ะ ครั้นจะแอบไปทำรามยอนแซ่บๆ กินซักชาม ก็โดนชเวซังกุงห้ามอีก แต่กระนั้นในวังหลวงก็มีของว่างสำหรับพระมเหสีเสวยบรรเทาอาการแพ้ท้องอยู่นะ (ฝ่าบาทจะเสวยด้วยก็ไม่ขัดค่ะ)  นั่นคือ “หัวซุนมูดอง” เจ้าหัวซุนมูนั้นคนรู้จักกันในชื่อ “หัวเทอร์นิพ” มันคือพืชหน้าตาคล้ายๆ หัวไชเท้าหรือมันแกวสีม่วง โดยหัวซุนมูช่วยทำให้ธาตุทั้ง 5 ในร่างกายทำงานสมดุล ให้พลังงานสูง ป้องกันร่างกายไม่ให้แท้งง่าย (ปัจจุบันยังเป็นอาหารสำหรับไดเอ็ตด้วยนะ)

อีกหนึ่งเมนูที่ซังกุงห้องเครื่องยกมาเสิร์ฟพระมเหสีแทบทุกเช้า ก็คือ โจ๊กหัวซุนมู ค่ะ ทำจากหัวซุนมูตากแห้ง ป่นเป็นผง จากนั้นนำมาผสมข้าวแล้วต้มจนเละ เป็นอาหารสุขภาพที่เปี่ยมพลังงานจริงๆ

หน่อไม้ + เป่าฮื้อ คู่แท้แสนไฮโซ

มาที่เครื่องเสวยมื้อเที่ยงของพระมเหสีกันบ้างค่ะ เมนูแรกคือ หน่อไม้ ปลิงทะเล หอยเป๋าฮื้อ ตุ๋นรวมกัน ซึ่งพระมเหสีอาจจะเจอคู่ซี้ หน่อไม้+เป๋าฮื้อ อยู่ในเซ็ตเมนูบำรุงครรภ์บ่อยหน่อย เนื่องจากหน่อไม้มีสารไทโรซิน ที่จำเป็นต่อสมอง ส่วนหอยเป๋าฮื้อก็เชื่อว่า ช่วยบำรุงสายตา อีกเมนูที่ทั้งอร่อยและมีกลิ่นหอมคือการนำ หน่อไม้ เห็ดมัตซึตาเกะ น้ำเต้า ผักกาดหอม กุ้งแห้ง มาผัดกับน้ำมันงา แล้วปรุงรสด้วยพริกไทย อาหารในวังจะใช้เครื่องปรุงรสมากไม่ได้ค่ะ ดังนั้นจึงเลือกวัตถุดิบที่มีความหอมและอร่อยในตัวมารวมกัน นอกจากนี้หน่อไม้ยังถูกนำมาเชื่อมน้ำผึ้ง เป็นอาหารว่างแด่พระมเหสีด้วยค่ะ

… กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน

ทราบใช่มั้ยคะว่าคนเกาหลีจะกิน “ซุปสาหร่าย” กันในวันเกิด นั่นเพราะเป็นการระลึกถึงอาหารมื้อแรกที่คุณแม่ชาวเกาหลีได้กินหลังคลอดค่ะ (เราเคยเสนอแนะว่า ถ้าคนไทยอยากสร้างกิมมิคแบบนี้ในวันเกิด ลองกิน “แกงเลียง” ดูบ้างก็เก๋ดีนะ) ในขณะที่คุณแม่สามัญชนเชื่อว่า “ซุปสาหร่าย” เป็นอาหารกระตุ้นน้ำนมชั้นดี แต่สำหรับพระมเหสี จะมาเสวยอะไรเบสิกๆ ไม่ด้ายยย ห้องครัววังหลวงจะเลือกคัดเอา “ตาของปลาไน” มาตุ๋นให้พระมเหสีเสวยหลังมีประสูติกาล เพื่อกระตุ้นน้ำนม

ส่วนช่วงที่ยังทรงครรภ์อยู่ เมนูเด็ดที่จะได้เสวยก็คือ “ปลาไนย่างสีทองอร่าม” ค่ะ โดยจะเลาะก้างปลาไนออกอย่างเบามือ จากนั้นเอาปลาไนไปลวก นำหอยเป๋าฮื้อ เห็ดหูช้าง(เห็ดหูหนูหลังขาว) ปลิงทะเล เมล็ดสน ยัดไส้ในตัวปลาจากนั้นจึงห่อกระดาษแล้วย่างให้สุก เชื่อว่าปลาไนเมื่อโดนความร้อน จะหลั่งสารที่ช่วยขจัดสารพิษ เมนูนี้พบได้บ่อยในงานสังสรรค์วังหลวง เพราะหน้าตาอลังการดาวล้านดวง แต่ความที่เป็นเมนูที่เปี่ยมคุณค่าทางโภชนาการ จึงนิยมเสิร์ฟเป็นเครื่องเสวยพระมเหสีด้วย

เห็ดหูช้าง ความอร่อยที่ต้องอวยยศ

เมื่อกี้เกริ่นๆ ถึง “เห็ดหูช้าง” กันไปแล้ว นางคือเห็ดที่โตขึ้นตามชะง่อนหิน หน้าตาคล้ายเห็ดหูหนูแต่ด้านหลังเป็นสีขาวค่ะ บางคนก็เรียก “เห็ดหูหนูหลังขาว” ความที่โตในธรรมชาติแถมเก็บยากอีกต่างหาก จึงมีเรื่องเล่าเม้าท์มอยกันว่า ในรัชสมัยพระเจ้าฮยอนจง พระองค์โปรดเสวยเห็ดหูช้างเป็นอันมาก ถึงขั้นอวยยศ “แม่ทัพพิเศษ” ให้ทหารที่ทำหน้าที่เก็บเห็ดหูช้าง โดยเฉพาะ เห็ดหูช้างเป็นอาหารให้พลังงานสูง และยังอร่อยเคี้ยวกรุบกรับ จึงมักทำเป็นเมนู “ฉับแชเห็ดหูช้าง” เป็นเครื่องเสวยแก่พระมเหสีตั้งครรภ์ ซึ่ง “ฉับแช” นั้นก็คือยำวุ้นเส้นน้ำมันงาสไตล์เกาหลี ที่เราพบได้บ่อยตามร้านอาหารนั่นเอง

หากพระมเหสีทรงครรภ์ในฤดูใบไม้ร่วง?

ซอกฮวาบิบิมปับ (ข้าวยำหอยนางรม)

“เชฟบงฮวาน” ทะลุมิติไปอยู่โชซอนนานเหมือนกันเนอะ Ep. หลังๆ ก็ดูเหมือนจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวแล้ว

ในวังหลวงมีธรรมเนียมว่า หากพระมเหสี (หรือพระสนม) ทรงครรภ์ในฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว ต้องเสริมพลังปราณ “ชี่” เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นและธาตุสมดุลค่ะ คิดว่าแฟนคลับเกาหลีน่าจะรู้จัก “พีบิมปับ” ข้าวยำสารพัดเครื่องเคราหลากสี คลุกเคล้ากับซอสเผ็ดสีแดงแสนอร่อย แต่อาจจะไม่เคยเห็น “ข้าวยำยาโด๊ปแห่งวังหลวง” ที่มีชื่อว่า 석화비빔밥 “ซอกฮวาบิบิมปับ” ค่ะ สิ่งนี้ก็คือการเอา ข้าวสวย โปะด้วยหอยนางรม และกิมจิหัวไชเท้า จากนั้นคลุกให้เข้ากัน (คิดว่าเวอร์ชั่นชาววังไม่น่าจะเผ็ดค่ะ)

สามัญชนเกาหลีเค้ามีสำนวนว่า “ถ้าลูกเขยมาเยือนบ้าน ให้ไปจับไก่” หมายถึงจงต้อนรับขับสู้ลูกเขยเป็นอย่างดีในฐานะแขก VIP พ่อตาแม่ยายจะไปจับไก่ที่เลี้ยงไว้หลังบ้าน มาทำไก่ต้ม 백숙 “แพกซุก” เลี้ยงลูกเขยจนอิ่มหนำ นอกจากนี้ “ไก่” ยังเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม 5 ประการ (บุ๋น-บู๊-กล้าหาญ-อดทน-ซื่อสัตย์) ที่พ่อตาและแม่ยายอยากได้จากลูกเขยด้วย แต่ถ้ากษัตริย์โชซอนไปเยี่ยมบ้านพระมเหสี (หรือบ้านขุนนางอื่นๆ) ล่ะ? ทางบ้านก็จะรับเสด็จด้วย ซอกฮวาบิบิมปับ ค่ะ

อะไรๆ ก็ “ถั่ว”

อีกปัญหาโลกแตกของคุณแม่ตั้งครรภ์ คือ “ท้องผูก” เชฟวังหลวงจึงขอแนะนำ อาหารที่ทำจากสารพัดถั่ว เพื่อเพิ่ม

กากใยอาหารค่ะ พระมเหสีจะได้เสวยเมนู เต้าหู้ เต้าเจี้ยว ชองกุกจัง ถั่วเคลือบน้ำตาล ถั่วกวน ต๊อกถั่วแดง(ชีรูต๊อก) อินจอลมี โจ๊กถั่ว ซุปถั่ว ข้าวหุงใส่ถั่ว จนเบื่อเลยค่ะ จริงๆ ไม่ใช่เฉพาะพระมเหสีหรอก คนเกาหลีทั่วไปแม้กระทั่งในยุคปัจจุบันก็ชอบเมนูที่ทำจากถั่วเหมือนกัน เป็นแหล่งโปรตีนล้ำค่า ช่วยให้สมองแล่น และเชื่อว่าถั่วดำถั่วเขียวมีฤทธิ์ขับสารพิษ

พระมเหสี is happy

มาถึงเมนูของหวานของพระมเหสีกันบ้างค่ะ ส่วนใหญ่เป็นของกินเล่น เพิ่มความสดใสให้ชีวิต การตั้งครรภ์จะได้ไม่ห่อเหี่ยวเกินไป อาทิ ขนมยักกวา ที่ทำจากแป้งข้าวบาร์เลย์ ผสมแป้งข้าวเหนียว เพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้ง จากนั้นก็นำไปทอด (ใครที่ยังไม่เคยกินก็จะบอกว่า รสชาติคล้ายโดนัททอดโรยน้ำตาลในตลาดนัดอ่ะค่ะ) ส่วนขนมยอดฮิตอื่นๆ ก็เช่น ชิกฮเย(น้ำข้าว) ถั่วตัด ถั่วเคลือบน้ำตาล เหล่านี้จะช่วยทำให้พระมเหสีของเราอารมณ์ดี และเบ่บี๋ก็จะได้ไม่เครียดด้วย

WARNING!!

พระมเหสี เสวยสิ่งนี้ไม่ได้นะเพคะ

ในซีรีส์ Mr. Queen จะเห็นว่าพระมเหสีโซยง ถูกชเวซังกุงห้ามไม่ให้เสวยรามยอน กับ เหล้าดอกสาลี่ (อีฮวาจู) ซึ่งนั่นก็เป็นแนวปฏิบัติทางสุขภาพที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนรู้ๆกัน (แต่ทำไมเชฟจาง ไม่รู้?) แต่สิ่งที่เรารวบรวมมาในช่วงท้ายนี้ คือความเชื่อเกี่ยวกับของแสลงที่มเหสีตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับรองนะ แต่มีอยู่ในตำราการแพทย์โชซอนหลายๆ เล่ม แม้แต่ตำราของ หมอฮอจุน

  1. ปู – คือปูมันจะเดินเฉียงๆ ใช่มั้ยคะ เค้าเลยไม่แนะนำให้พระมเหสีเสวย เดี๋ยวลูกจะออกมาแบบเฉียงๆ (คลอดติดไหล่ เด็กไม่กลับหัว เทือกๆนั้น) ในยุคที่การแพทย์ไม่เจริญเค้าถือกันมากเลยนะ เพราะอาจเสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูก นอกจากนี้ก็ยังเชื่อว่ากินปูแล้วทำให้ความดันสูง เกิดลิ่มเลือด
  2. ไก่ – ในวังมีอาหารบำรุงหลายอย่างที่ทำจากไก่ แต่ถ้าพระมเหสีตั้งครรภ์ควรเสวยไก่แต่น้อย ไม่อย่างนั้นพระโอรส/พระธิดา จะคลอดออกมามีผิวตะปุ่มตะป่ำเหมือนหนังไก่ นอกจากนี้ถ้าเสวยเนื้อไก่หรือไข่ไก่มากเกินไปก็กลัวว่าจะมีพยาธิอยู่ในท้องด้วย
  3. เมมิล (แป้งบัควีต) – ก็คือแป้งสีเทามอๆ ที่ใช้ทำวุ้นเส้นเกาหลี/หมี่เย็นเกาหลีนั่นเองค่ะ เป็นอาหารที่ย่อยยาก เค้าก็กลัวว่าถ้ากินแล้วท้องผูก ก็จะพลอยแท้งลูกไปด้วย
  4. เนื้อแพะ – เชื่อกันว่าถ้ากินแล้ว พระโอรส/พระธิดาจะคลอดออกมาใบหน้ามีผด ผมหงอก คิ้วหงอกก่อนวัย นอกจากนี้ก็เชื่อว่าถ้าพระมเหสีเสวยเนื้อแพะเยอะๆ ลูกที่เกิดมาจะมีเสียงพูดเหมือนแพะ
  5. เนื้อเป็ด – นอกจากเนื้อแพะ จะสร้างเสียงไม่พึงประสงค์แล้ว เป็ดก็เช่นกันค่ะ พระโอรสพระธิดาจะพูดเสียงก๊าบๆ ไม่น่าฟัง เผลอๆ จะสร้างความลำบากให้พระมารดาด้วย เพราะเชื่อว่ากินเป็ดแล้วเด็กจะไม่กลับหัว แถมมือเท้าเย็น ซึ่งเป็นสัญญาณของทารกที่อาจจะไม่รอด
  6. ปลาหมึก – เนื่องด้วยเป็นสัตว์ที่ไร้รูปทรง กระดูกยวบยาบไปหมด จึงไม่แนะนำให้พระมเหสีเสวย เพราะเชื่อว่ากินแล้วจะคลอดยากค่ะ
  7. ลูกเดือย – อันนี้ไม่เข้าใจว่าเหตุผลอะไร อาจจะหน้าตาคล้ายตัวอ่อนมั้งคะ เค้าเลยไม่ให้กินเพราะกลัวจะแท้ง
  8. อื่นๆ – นอกจากนี้ก็ยังมี เนื้อล่อ เนื้อสุนัข เนื้อกระต่าย เนื้อตะพาบ ไข่นก กระเทียม ชะมด แมวป่า อบเชย ฯลฯ และอีกมากมายที่พระมเหสีโซยงต้องหลีกเลี่ยงค่ะ …อดใจไว้ก่อนนะเพคะ

บทความนี้ตั้งใจจะเขียนเล่นๆ ด้วยฟิลลิ่งดมกาว แต่ไปๆ มาๆ เรื่องเล่นๆ เราก็จริงจังอีกแล้ว คิดเห็นอย่างไร ชอบ หรือ ไม่ชอบ ส่งฟีดแบ็กมาคุยกันได้ที่ทวิตเตอร์ @bluesherbet_ เหมือนเดิมนะคะ

ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่


Facebook Fanpage
 : facebook.com/korseries
Twitter
 : twitter.com/korseries
Website
 : korseries.com
Youtube 
: Korseries

ขอความกรุณาไม่คัดลอก-ดัดแปลงบทความไปโพสต์ลงในเพจ-สำนักข่าวอื่น รวมถึงไม่นำบทความไปอ่านลง YouTube หรือแพลตฟอร์มใด ๆ โปรดช่วยแชร์เป็นลิ้งก์นะคะ ♡

Read More Articles


Korupdate






เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก