k-movies

รีวิวภาพยนตร์ Parasite (2019) | ชนชั้นปรสิต … ผิดหรือที่มีกลิ่นสาบคนจน

24/07/2019 - warumanu




Parasite เป็นผลงานระดับ masterpiece ของ ผู้กำกับบงจุนโฮ เจ้าของผลงานดังๆในอดีตที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และรางวัลทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Okja (2017) , Snowpiercer (2012) , Mother (2009) , The Host (2006) , Memories of Murder (2003) และ Bark Dog Never Bite (2000) ซึ่งถ้าสังเกตจากเนื้อหา จะเห็นได้ว่าผู้กำกับบงจุนโฮนั้นมีฝีมือในการสื่อเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชนชั้นในแง่มุมความเหลื่อมล้ำหรือกระทบกระเทียบสังคมให้ออกมาในรูปแบบที่ดูน่าสนใจชวนติดตามได้ดี

สำหรับผลงานล่าสุดของเขา Parasite นั้นมีความเป็นขั้นกว่าขึ้นไปอีก ด้วยการถ่ายทอดที่แยบยลมากผ่านเรื่องราวที่ใกล้ตัวมากขึ้น เข้าใจคล้อยตามได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังซ่อนบางปมที่คาดเดาไม่ได้ ให้ชวนติดตามไปจนจบ ลีลาของพลอตและบทที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบงจุนโฮ จึงพา Parasite ไปคว้ารางวัลสุดยอดของเวทีโลก และยังจะทยอยตามมาเรื่อยๆอีกหลายเวที โกยรายได้ที่สูงถึงสองพันกว่าล้านบาทแล้ว ทั้งจากในประเทศและการขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศ เรียกว่าดังระดับโลกจริงๆ

  • ได้รางวัลปาล์มทองคำ หรือ Palm d’Or ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง เป็นที่ใฝ่ฝันของคนในวิชาชีพทำหนังทั่วโลก (ถ้าได้มาสักรางวัล ก็จะถือว่าเป็นเกียรติสูงส่ง พิสูจน์คุณค่าของผลงาน นอกจากนี้ เทศกาลนี้ก็ยังเป็นตลาดซื้อขายและหาทุนของภาพยนตร์ จึงเป็นโอกาสและช่องทางการเผยแพร่งานคุณภาพไปทั่วโลกได้)
  • ได้คะแนน IMDb สูงถึง 8.6 (คะแนน Internet Movie Database คือคะแนนโหวตผ่านอินเตอร์เน็ตจากผู้โหวตทั่วโลกที่คิดออกมาเป็นค่าเฉลี่ย)
  • ได้คะแนน Rotten Tomato เต็ม 100% โดยมี average rating 8.92/10 (คือเปอร์เซ็นต์ของนักวิจารณ์ที่ชอบหนังเรื่องนั้นๆ ในที่นี้แปลได้ว่า นักวิจารณ์ทุกคนที่เข้ามาให้คะแนน คือ ชอบทุกคน และมีรีวิวเป็นเชิงบวกด้วยคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 8.92/10)
  • ได้รางวัลลูกโลกทองคำ ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film) จากงานประกาศรางวัล Golden Globe 2020
  • ได้รางวัล ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม จากงานประกาศรางวัล Screen Actors Guild Awards หรือ SAG Awards ครั้งที่ 26
  • Update 10/02/20 ได้ 4 รางวัลออสการ์ จาก 6 สาขาที่เข้าชิง ได้แก่ รางวัล Best Original Screenplay (บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม) Best International Feature (ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม) Best Director (ผู้กำกับยอดเยี่ยม) และ Best Picture (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่สุดในงาน

อันดับแรก ต้องมาว่ากันที่ชื่อเรื่องก่อน ความหมายของ Parasite ที่แปลว่า ปรสิต คือ สิ่งมีชีวิตที่ไปอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ใช้เป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร บางครั้งก็ทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์นั้นหรือเซลล์ภายใน จนเจ็บป่วยหรือถึงกับเสียชีวิตได้ เช่น พยาธิ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ เป็นต้น

นั่นคือพลอตหลักของเรื่อง ที่จะเล่าถึง ‘ความต่างของชนชั้นเศรษฐกิจในสังคม’ ที่มีครอบครัวชนชั้นยากไร้ไปเกาะกินดุจเห็บเหาหรือปรสิต หาประโยชน์จากครอบครัวเศรษฐีโดยเขาไม่ทันรู้ตัว และเกิดเรื่องราวโกลาหลตามมาในที่สุด

ครอบครัวคิม เป็นครอบครัวโลว์คลาส ที่ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน พ่อ คือ คิมกีทัค (รับบทโดย ซงคังโฮ) แม่ คือ ชุงซุก (รับบทโดย จางฮเยจิน) ลูกชาย คือ คิมกีอู (รับบทโดย ชเวอูชิก) และลูกสาว คือ คิมกีจอง (รับบทโดย พัคโซดัม) พวกเขาเป็นครอบครัวที่ยากจน ต่ำต้อย อาศัยอยู่ชั้นกึ่งใต้ดินของอาคารที่อยู่ในซอกหลืบซอมซ่อแห่งหนึ่งของโซล บ้านเป็นแค่ห้องโกโรโกโสเล็กๆ ที่มีหน้าต่างแนวระนาบพื้นทางเท้าอยู่เพียงบานเดียว ไม่เพียงหาวิวทิวทัศน์ใดไม่ได้ ยังถูกซ้ำเติมด้วยพวกขี้เมาหยำเปที่มักมายืนยิงกระต่ายหราอยู่ตรงนั้นเป็นประจำ (ว่ากันตามบ้านเรา คือ ยิ่งพาซวยเลยนะเนี่ย)

พวกเขาจนเพราะไร้การศึกษา ทำให้ไร้อาชีพเป็นหลักแหล่ง จนขนาดไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อมหาวิทยาลัย อนาคตของลูกๆก็คงไร้การศึกษา และไร้งาน เป็นวนลูปต่อกันไป ทั้งๆที่กีจองก็มีแววฉลาดเรียนดี อย่างไรก็ตาม ถึงจะจน ครอบครัวคิมก็ยังมีความกลมเกลียวเป็นทีมเวิร์คดีเยี่ยม ยามมีปัญหาใด ก็มักช่วยเหลือกัน ยามมีจ๊อบพิเศษมา ก็ขมีขมันช่วยกัน เช่น พับกล่องพิซซ่า (แต่ถึงเป็นงานง่ายๆ ก็ทำได้มั่วเละอยู่เป็นนิจ 555) ถึงกระนั้น พ่อแม่ก็มีความภูมิใจในความเก่งของลูกเสมอ และลูกๆก็ยังมีความเคารพในประสบการณ์ของพ่อแม่ แม้จะไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน เท่ากับสกิลต้มตุ๋น ประหนึ่งเป็นยีนฉลาดไหวพริบ และ วาทะดีเยี่ยมกันทั้งบ้าน

Mouse ดูย้อนหลังได้ที่ Viu คลิก!

จุดเริ่มต้นเรื่องราว เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนสมัยมัธยมของกีอูชื่อ มินฮยอก (รับบทโดย พัคซอจุน) มาหา เพื่อทาบทามไปสอนพิเศษลูกสาวบ้านเศรษฐีแทนตน ซึ่งกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก มินฮยอกตั้งใจเลือกกีอูมากกว่าเพื่อนเก่งๆคนอื่นๆ เพราะไว้ใจกีอูจะไม่ฮุบนักเรียนสาวน้อยของตนไป เล็งไว้ว่ากลับมาจะมาขอคบเป็นแฟนถ้าเธอเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว  กีอูจึงได้เข้าไปเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษที่บ้านของครอบครัวพัค ด้วยการเบิกทางจากมินฮยอก และ เรซูเม่นักศึกษาโปรไฟล์ดี ที่เนรมิตให้โดยกีจอง ผู้มีฝีมือด้านอาร์ตและโฟโตชอปเข้าขั้นนักปลอมแปลงมืออาชีพ เปลี่ยนกีอูให้กลายเป็น ครู’เควิน’ อย่างแนบเนียน

ด้านครอบครัวไฮโซ คือ ครอบครัวพัค ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน พ่อแม่ คือ คุณผู้ชายพัค (รับบทโดย อีซอนคยูน)  คุณนายพัค (รับบทโดย โจยอจอง) ลูกสาววัยมัธยม คือ ทาเฮ (รับบทโดยจองจีโซ) ลูกชายวัยประถม คือ ทาซง (จองฮยอนจอน) พวกเขาอยู่บ้านหลังใหญ่โอ่อ่า ออกแบบโดยสถาปนิคคนดัง ตัวบ้านตั้งอยู่บนเนิน มีสนามหญ้าใหญ่เขียวชะอุ่มเป็นส่วนตัว มองทะลุจากตัวบ้านออกมาได้ผ่านผนังกระจกใสบานใหญ่ยักษ์  คุณผู้ชายพัค เป็นผู้บริหารบริษัทไอทีดัง คุณนายก็มีหน้าที่ดูแลบ้าน ลูกๆ และคนงานของบ้านก็คือ คนขับรถ และแม่บ้าน ซึ่งแม่บ้านคือคนที่อยู่กันมาเก่าแก่ ฝากฝังมาจากเจ้าของบ้านเดิม เป็นมือโปรงานแม่บ้าน ชื่อ มุนกวัง (รับบทโดย อีจองอึน)

ภายนอก ทาเฮก็ดูนิ่งๆไม่เท่าไหร่ แต่พอประชิดตัวก็พบว่าเป็นแนวสาวใจบาง สามารถหลงกีอูครูคนใหม่ได้อย่างง่ายดาย โดยกีอูไม่ต้องเหนื่อยทำอะไรมาก  กีอูจึงผ่านการประเมินจากคุณนายพัคได้ฉลุย และได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างงาม

แต่ลูกชาย ทาซง นี่สิซนเป็นทะโมน ชอบวาดรูปแปลกๆ ชอบวิ่งเล่นยิงธนูเป็นอินเดียนแดงซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากค่ายลูกเสือที่เพิ่งไปร่วมมา ทำเอาคุณแม่ผู้ไร้เดียงสา อ่อนไหว ขี้ตระหนกง่าย เกิดวิตกจริตในตัวลูก สบช่องให้กีอูเสนอว่ามีติวเตอร์สอนศิลปะดีกรีนอก ชำนาญศาสตร์ศิลปะบำบัดและจิตวิทยาเด็ก แนะนำให้ได้ นั่นก็คือ การสวมรอยของกีจองเข้ามาเป็น ครู’เจสสิกา’ ได้อย่างง่ายดาย ลีลาฝีมือรอบจัดของกีจอง หลอกล่อคุณนายได้สบายๆ และเธอก็ได้รับค่าตอบแทนงามมากเช่นกัน รวมทั้งความไว้วางใจ เพราะคุณนายเชื่อถือในการแนะนำบอกต่อจากคนรู้จัก แบบเป็นลูกโซ่

ในเมื่อที่นี่คือแหล่งรายได้พูนสุขที่ง่ายดายเช่นนี้  ลูกโซ่จึงร้อยส่งต่อแน่นอน กีจองปล่อยแผนการแยบยลในการเขี่ยคนขับรถหนุ่มของบ้านหลังนี้ไป และแนะนำคนขับรถมือเก๋ามาให้ จะเป็นใครได้ละ ถ้าไม่ใช่คิมกีทัคนี่แหละ และเมื่อไม้ต่อถึงมือพ่อ พ่อก็เดินแผนกำจัดแม่บ้านมุนกวังออกไป ให้แทนที่ด้วยแม่บ้านคนใหม่ คือชุงซุกนั่นเอง ยึดครบทุกตำแหน่ง โดยที่ทั้ง 4 คน วางตัวเหมือนไม่ได้รู้จักกันมาเลยหรือไม่ก็รู้จักแค่แบบผิวเผินมาก ช่างแทคทีมปรสิตได้สมบูรณ์แบบจริงๆ

ความสุขของพวกเขาทวีขึ้นอีก เมื่อได้ครอบครองบ้านใหญ่ทั้งหลังพร้อมหน้ากันในค่ำคืนที่ครอบครัวพัคทิ้งบ้านพาทาซงออกไปแคมปิ้งค้างคืนฉลองวันเกิด แต่โดยไม่คาดฝัน ครอบครัวพัคก็เปลี่ยนแผนกลับบ้านเพราะเหตุมรสุมฝนตกหนัก ยิ่งไปกว่านั้น ก็มีเรื่องชวนตะลึงเกินคาด เมื่อสมาชิกครอบครัวคิมค้นพบความลับบางอย่างภายในบ้านหลังนี้  เรื่องราวที่ตื่นเต้น ชวนระทึก ไปจนถึง ดรามาสะเทือนใจ จึงตามมาอีกเป็นระลอกโยงใยกันไป เพราะมันกระทบกับทั้งสองครอบครัวอย่างจัง

เมื่อดูจบผู้เขียนก็อยากลุกขึ้นยืนปรบมือยาวๆเช่นกัน ยอมรับในความสมบูรณ์แบบของ Parasite ผลงานที่สุดประณีต งานคุณภาพที่ผูกบทได้กลมกลืน สอดคล้องไหลลื่น ทุกบทไม่มีอะไรมาแบบลอยๆ แต่มีเรื่องราวและเหตุผลหมด ตัวละครมีบุคลิกชัดเจนตอบโจทย์พลอตเรื่อง และยังมีจังหวะการเดินเรื่องดีมาก เล่าเรื่องได้เข้าใจง่าย กระชับ หยอดความขำขันได้เหมาะเจาะลงจังหวะ ทั้งเป็นมุมขำเอ็นดูเอาใจช่วย แทรกขำตลกร้าย ซึ่งบางช่วงก็แฝงความหน่วงจิตสะเทือนใจไปด้วย ก็สมละที่จะเขาจะจั่วหัวว่าเป็นมหกรรมขำขื่นยกครัว

งานซาวน์เพลงดีเยี่ยม มีคลาส มีพลัง จังหวะจะโคนเฉียบเนี๊ยบมาก เข้ากันได้ดีกับงานภาพสวยๆเชิงศิลป์แบบไม่เว่อร์ไม่มีการประดิษฐ์มากมายจนเกินไป มีนัยดี ไม่หลุด theme ฉาก long shot ของครอบครัวคิมสามคนวิ่งกลับบ้าน แม้จะใช้เวลาค่อนข้างยาวอยู่ แต่ไม่มีความน่าเบื่อเลย เป็นฉากที่ผู้เขียนชอบสุดๆ ในความเรียบๆมีความสวยงามของภาพ และยังดีงามในการสื่อความลุกลนลำบากชีวิตที่วิ่งลงสู่เบื้องล่างมาเรื่อยๆท่ามกลางฝนกระหน่ำ ลอดอุโมงค์ ไม่ต่างจากชีวิตเหล่าแมลงสาบเลย

แต่ถ้าใครจะดูแบบไม่อยากคิดอะไรซับซ้อนเยอะ ก็ยังถือว่าเป็นงานที่ดูได้สนุกสนานจริงๆ (ส่วนใครที่หวังมาดูพัคซอจุน อาจจะได้แอร์ไทม์น้อยนิดไปหน่อย ไว้รอไปดู The Divine Fury เดือนหน้าละกัน จะได้ดูกันเต็มๆเลย)

และถ้าจะมองลึกลงไปถึงเนื้อหา ก็ต้องบอกว่าเสียดสีสะท้อนสังคมได้ดีมาก การเปรียบเปรยเป็นนัยหรืออุปมาอุปไมยที่ไม่ได้เข้าใจยากนะ ปกติเมื่อคนส่วนใหญ่เห็นหนังติดตรารางวัล เห็นโลโก้หรือตราช่อมะกอกต่างๆ ก็มักคิดไปก่อนละว่า คงแนวติสต์ๆ ย่อยยากแน่ แต่เรื่องนี้ไม่เป็นเช่นนั้นเลย นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ได้รางวัลระดับโลกมาก็ได้นะ คือดีมากโดยไม่ต้องปีนบันไดดู เหมือนที่ผ่านๆมา และดีโดยมีอารมณ์ขันได้ด้วย แบบว่าฮามีเนื้อ ว่างั้นเถอะ

ความลึกซึ้ง คมคาย ฉลาดสื่อ แต่เข้าใจได้ไม่ยาก เป็นต้นว่า

  • ตั้งแต่ชื่อเรื่องก็ได้ใจไปเลย ‘ปรสิต’ เห็นภาพชัดเจน และคมมากได้ด้วยคำสั้นๆ
  • ความแตกต่างสุดขั้วของสองครอบครัวที่ถ่ายทอดผ่านบ้าน ‘ใต้ดิน’ กับ ‘บนเนิน’ หรือ ‘หน้าตาบานเล็ก’ กับ ‘ผนังกระจกใสบานใหญ่’ หรือวิวจากหน้าต่างที่เป็น ‘ภาพอุจาดยิงกระต่าย’ กับ ‘เขียวชอุ่มชุ่มชื่น โลกสดใสให้พลัง’ หรือ ‘โต๊ะประจำบ้านที่ใหญ่ยาวเกินจำนวนสมาชิก’ กับ ‘โต๊ะเล็กๆที่อเนกประสงค์ทุกกิจกรรมให้สมาชิกเบียดๆกัน’ ‘ฉากคุณนายเลือกเสื้อจาก walk-in closet ขนาดใหญ่’ กับ ‘ฉากเสื้อผ้าบริจาคกองภูเขาเลากา’ เป็นต้น
  • ยิ่งเมื่อเป็น ‘ใต้ดิน’ ที่ลึกลงไปอีกหลายชั้น ยิ่งสื่อถึงความเป็นชนชั้นล่างมาก จนถูกลืมหรือละเลยไปจากสังคม เฉกเช่นแมลงสาบที่ซุกอยู่ที่ใดสักที่ ขอเพียงมีอาหารเล็กน้อย และความเงียบสงบที่ไม่มีใครรู้และรบกวน ก็สามารถอาศัยแฝงเป็นปีๆหรือนานกว่านั้น ก็เป็น ‘ปรสิต’ แบบเหนียวแน่นเลย
  • การเหยียดเปรียบเปรยเป็นแมลงสาบ ที่ต้องซ่อนตัวตามหลืบและความมืด เหมือนคอยแอบมองแอบฟัง ยามเจ้าของบ้านเปิดไฟสว่างโร่ขึ้นมา ก็ต้องวิ่งพล่านหาที่หลบกำบังตัว
  • แต่ปรสิตใต้ดินลึกในเรื่องนี้ ก็ยังทำประโยชน์ได้บ้างเล็กน้อยนะ เช่นการเซ็นเซอร์หลอดไฟให้คุณพัค (หลังจากนี้ไป มันจะชวนให้ผู้เขียนเอะใจทุกครั้งที่เห็นไฟเซนเซอร์ติด-ดับ 555)
  • ในคืนฝนตกหนัก ครอบครัวพัคมีความสุข (แม้ปากพ่อแม่จะทำเป็นบ่นๆเล็กน้อยเป็นพิธีพอน่าเอ็นดู) ทาซงได้กางกระโจมอินเดียนแดงตากฝนกลางสนามอย่างสนุกสนานสมจริง พ่อแม่ได้เปลี่ยนบรรยากาศจู่จี๋กัน (จิกกัดความปากว่าตาขยิบของคนรวยที่ลึกๆก็บางครั้งก็อยากทำอะไรแผลงๆหยาบๆแบบชนชั้นล่างดูมั่ง) ในทางกลับกัน ฝนที่กระหน่ำทำให้ครอบครัวคิมต้องผจญทุกข์สงัด ถึงขั้นหมดสิ้นอนาคต (ซึ่งก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว)
  • คนรวยที่ใช้เงินเพื่อแก้ปัญหา พวกเขาคาดว่าจะจัดการได้ทุกอย่าง เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
  • เส้นกั้นของคนรวย คนจน มีจริงไหม ได้ผลไหม คนเรามักพูดว่าคนจนชอบไปล้ำเส้นคนรวย ลูกจ้างล้ำเส้นนายจ้าง แต่แท้จริงแล้ว คนรวยก็ล้ำเส้นด้วยทัศนคติเหยียดที่ฝังแน่นในใจ ถึงจะเป็นเพียงแค่วาจาหรือกิริยาเล็กน้อยที่ถากถางแบบไม่รู้ตัว เหมือนพูดถึงแค่เป็น stereotype ของ ‘คนจน’ และถึงแม้จะเป็นการว่าแบบลับหลังก็เถอะ (แต่แมลงสาบได้ยินนะ 555) มันคือการล้ำเส้นไปบั่นทอนจิตใจพวกเขา จนอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่คาดไม่ถึงได้
  • ‘สาบคนจน’ ประเด็นนี้พีคมาก เป็นคำที่เราๆคงได้ยินกันบ่อยๆ เรื่องนี้ถ่ายทอดคำนี้ได้ดี เป็นรูปธรรมชัดขึ้น และสมเหตุสมผลให้คล้อยตาม นั่นคือ ‘กลิ่นอับ’ ของคนที่อาศัยอยู่ชั้นใต้ดินมาตลอดชีวิต เป็นสาบติดตัวที่จะอยู่ไปด้วยกันเหมือนต้องคำสาปไงไม่รู้ โดยนัย มันก็คือความจนที่ติดตัว ไม่สามารถสลัดหลุดมาทำตัวเป็นคนมีกับเขาได้ ต่อให้แต่งตัวดีแล้วก็ตาม ก็ยังรู้ได้อยู่ดีจากกลิ่นนี่แหละ
  • คนเราดีเพราะรวย หรือรวยเพราะดี อะไรเกิดก่อน เป็นคำถามน่าคิด เหมือนไก่และไข่เลย
  • ของบางอย่าง อาจมีประโยชน์กับแต่ละชนชั้นไม่เท่ากัน เช่น หินความเชื่อที่มินฮยอกหอบมาฝากกีอู ช่างเสียดสีดีแท้ ถ้าวางในบ้านคนรวยก็คงเป็นเครื่องประดับแสดงสถานะทรงภูมิที่ดี ประหนึ่งของมงคลนำพลังนำโชคมาให้ แต่พอย้ายมาอยู่ในบ้านคนจน ที่ปัจจัยสี่จำเป็นต่อชีวิตมากกว่า การที่กีอูเลือกหอบหิ้วหินติดตัวไป เหมือนสื่อให้เห็นการแบกภาระความเชื่อที่หนักอึ้งไปกับตัว จนเมื่อเขาตระหนักได้และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ก็เหมือนเขาได้ปล่อยวางสิ่งที่ไม่ควรแบก
  • สำหรับชนชั้นต่ำต้อยด้อยโอกาส การหวังทางลัดสู่การยกระดับชั้นฐานะ อาจไม่สำเร็จโดยง่าย ชีวิตยังคงต้องวนกลับมาที่การยึด ‘แผนการ’ มาตรฐานดั้งเดิมตามขนบของสังคม คือ มุ่งพึ่งพิงการค่อยๆไต่ขึ้นไปด้วย ’การศึกษา-อาชีพ-การแต่งงาน’ ซึ่งมันก็เหมือนเป้าหมายที่ใฝ่ฝันตั้งกันไว้ได้  แต่จะเกิดได้จริงหรือไม่ แค่ไหน ไม่มีการการันตี เพราะไม่ใช่สูตรสำเร็จ และมันอาจต้องใช้เวลารอคอยยาวนาน มันคืออนาคตข้างหน้าที่ยังตอบไม่ได้ในวันนี้ ซึ่งในหนังก็ open-end ไว้ตามนั้น

ในส่วนของนักแสดง ไม่มีจะอวยอะไรเลย เพราะทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเลิศ สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ดูไปแบบเชื่อว่าพวกเราคือตัวละครนั้นจริงๆ สองนักแสดงหลัก ซงคังโฮ และ ชเวอูชิก นี่ถูกผู้กำกับทาบทามวางตัวไว้ตั้งแต่บทหนังยังไม่เสร็จสมบูรณ์เลย เพราะทั้งคู่เคยร่วมงานกับผู้กำกับมาก่อนหน้านี้

สรุปว่าดีและสนุกคุ้มค่าค่ะ คุ้มเกินเวลาและค่าตั๋วแน่นอน ผู้เขียนดูด้วยความภูมิใจที่งานดีๆของเอเชียไปยืนถึง ณ จุดนี้ และดูด้วยความภูมิใจที่เลือกเป็นติ่งของหนังเกาหลี คิดไม่ผิดเลย

เกร็ดความรู้ : ‘หินมงคล หรือ หินภาระ’ ในเรื่อง

Scholar’s Rocks คือหินรูปร่างแปลกๆในเรื่องที่่พัคซอจุนถูกแซวจากสื่อว่า เป็นความผิดของพัคซอจุนที่นำหินนี้มาให้เพื่อน จนทำให้เกิดเรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ 555 แรกๆผู้เขียนก็งงเล็กน้อย แต่พอได้ค้นคว้าดูก็ค่อยเข้าใจมากขึ้น

Scholar’s Rocks หรือ Gongshi ตามภาษาจีน ส่วนในเกาหลีที่ได้รับอิทธิพลตามมาภายหลัง เรียกหินแบบนี้ว่า Suseok (ซูซอก) ส่วนญี่ปุ่นเรียกว่า Suiseki (ซุยเซอิ) เป็นหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีจุดเริ่มต้นจากความชื่นชอบในหมู่นักปราชญ์จีนโบราณสมัยราชวงศ์ซ่ง ที่มักนำหินที่มีรูปร่างแปลกๆ เช่นคล้ายลักษณะของภูเขาหรือแนวเทือกเขา มาใช้ประดับตกแต่งภายใน เพื่อการเสริมสมาธิ กระตุ้นพลังจินตนาการในงานเขียนงานวรรณกรรม เพราะคำว่า Gong แปลว่าวิญญาณ คำว่า shi แปลว่า หิน จึงเป็นที่มาของค่านิยมความเชื่อในเรื่องของการกักเก็บพลังธรรมชาติ และการปล่อยพลังดีๆออกมาให้ผู้ถือครอง คนในซีกโลกตะวันออกมีความเชื่อในเรื่องพลังธรรมชาติสูงอยู่แล้ว ในเรื่อง ปู่ของมินฮยอกได้หินนี้ตกทอดมาจากปราชญ์โบราณ ซึ่งหินมีรูปร่างเป็นภูเขา และกีอูก็ถามถึงว่าเป็น หินมโนทัศน์ (Abstract) หรือหินภูมิทัศน์ (Landscape) กันแน่ ก็ไม่รู้หรอกว่าเพื่อการใด แต่ท้ายสุดกีอูก็ขอยึดหินนี้เป็นเครื่องมงคลสู่ความมั่งมี

ปัจจุบัน หินลักษณะนี้กลายเรื่องของงานศิลป์หินสะสม (Viewing Stones) ด้วยรูปทรงต่างๆ ผิวและสี สวยงามแตกต่างกันไป หรือที่รู้จักกันว่าเป็น งานศิลปะกองชิ นั่นเอง

“Parasite” มีกำหนดเข้าฉายในไทย วันที่ 25 กรกฎาคมนี้ อย่าพลาดชมกันนะคะ~

Trailer

Read More Articles


Korupdate






เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก