Parasite เป็นผลงานระดับ masterpiece ของ ผู้กำกับบงจุนโฮ เจ้าของผลงานดังๆในอดีตที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และรางวัลทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Okja (2017) , Snowpiercer (2012) , Mother (2009) , The Host (2006) , Memories of Murder (2003) และ Bark Dog Never Bite (2000) ซึ่งถ้าสังเกตจากเนื้อหา จะเห็นได้ว่าผู้กำกับบงจุนโฮนั้นมีฝีมือในการสื่อเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชนชั้นในแง่มุมความเหลื่อมล้ำหรือกระทบกระเทียบสังคมให้ออกมาในรูปแบบที่ดูน่าสนใจชวนติดตามได้ดี

สำหรับผลงานล่าสุดของเขา Parasite นั้นมีความเป็นขั้นกว่าขึ้นไปอีก ด้วยการถ่ายทอดที่แยบยลมากผ่านเรื่องราวที่ใกล้ตัวมากขึ้น เข้าใจคล้อยตามได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังซ่อนบางปมที่คาดเดาไม่ได้ ให้ชวนติดตามไปจนจบ ลีลาของพลอตและบทที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบงจุนโฮ จึงพา Parasite ไปคว้ารางวัลสุดยอดของเวทีโลก และยังจะทยอยตามมาเรื่อยๆอีกหลายเวที โกยรายได้ที่สูงถึงสองพันกว่าล้านบาทแล้ว ทั้งจากในประเทศและการขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศ เรียกว่าดังระดับโลกจริงๆ

  • ได้รางวัลปาล์มทองคำ หรือ Palm d’Or ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง เป็นที่ใฝ่ฝันของคนในวิชาชีพทำหนังทั่วโลก (ถ้าได้มาสักรางวัล ก็จะถือว่าเป็นเกียรติสูงส่ง พิสูจน์คุณค่าของผลงาน นอกจากนี้ เทศกาลนี้ก็ยังเป็นตลาดซื้อขายและหาทุนของภาพยนตร์ จึงเป็นโอกาสและช่องทางการเผยแพร่งานคุณภาพไปทั่วโลกได้)
  • ได้คะแนน IMDb สูงถึง 8.6 (คะแนน Internet Movie Database คือคะแนนโหวตผ่านอินเตอร์เน็ตจากผู้โหวตทั่วโลกที่คิดออกมาเป็นค่าเฉลี่ย)
  • ได้คะแนน Rotten Tomato เต็ม 100% โดยมี average rating 8.92/10 (คือเปอร์เซ็นต์ของนักวิจารณ์ที่ชอบหนังเรื่องนั้นๆ ในที่นี้แปลได้ว่า นักวิจารณ์ทุกคนที่เข้ามาให้คะแนน คือ ชอบทุกคน และมีรีวิวเป็นเชิงบวกด้วยคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 8.92/10)

อันดับแรก ต้องมาว่ากันที่ชื่อเรื่องก่อน ความหมายของ Parasite ที่แปลว่า ปรสิต คือ สิ่งมีชีวิตที่ไปอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ใช้เป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร บางครั้งก็ทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์นั้นหรือเซลล์ภายใน จนเจ็บป่วยหรือถึงกับเสียชีวิตได้ เช่น พยาธิ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ เป็นต้น

นั่นคือพลอตหลักของเรื่อง ที่จะเล่าถึง ‘ความต่างของชนชั้นเศรษฐกิจในสังคม’ ที่มีครอบครัวชนชั้นยากไร้ไปเกาะกินดุจเห็บเหาหรือปรสิต หาประโยชน์จากครอบครัวเศรษฐีโดยเขาไม่ทันรู้ตัว และเกิดเรื่องราวโกลาหลตามมาในที่สุด

ครอบครัวคิม เป็นครอบครัวโลว์คลาส ที่ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน พ่อ คือ คิมกีทัค (รับบทโดย ซงคังโฮ) แม่ คือ ชุงซุก (รับบทโดย จางฮเยจิน) ลูกชาย คือ คิมกีอู (รับบทโดย ชเวอูชิก) และลูกสาว คือ คิมกีจอง (รับบทโดย พัคโซดัม) พวกเขาเป็นครอบครัวที่ยากจน ต่ำต้อย อาศัยอยู่ชั้นกึ่งใต้ดินของอาคารที่อยู่ในซอกหลืบซอมซ่อแห่งหนึ่งของโซล บ้านเป็นแค่ห้องโกโรโกโสเล็กๆ ที่มีหน้าต่างแนวระนาบพื้นทางเท้าอยู่เพียงบานเดียว ไม่เพียงหาวิวทิวทัศน์ใดไม่ได้ ยังถูกซ้ำเติมด้วยพวกขี้เมาหยำเปที่มักมายืนยิงกระต่ายหราอยู่ตรงนั้นเป็นประจำ (ว่ากันตามบ้านเรา คือ ยิ่งพาซวยเลยนะเนี่ย)

พวกเขาจนเพราะไร้การศึกษา ทำให้ไร้อาชีพเป็นหลักแหล่ง จนขนาดไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อมหาวิทยาลัย อนาคตของลูกๆก็คงไร้การศึกษา และไร้งาน เป็นวนลูปต่อกันไป ทั้งๆที่กีจองก็มีแววฉลาดเรียนดี อย่างไรก็ตาม ถึงจะจน ครอบครัวคิมก็ยังมีความกลมเกลียวเป็นทีมเวิร์คดีเยี่ยม ยามมีปัญหาใด ก็มักช่วยเหลือกัน ยามมีจ๊อบพิเศษมา ก็ขมีขมันช่วยกัน เช่น พับกล่องพิซซ่า (แต่ถึงเป็นงานง่ายๆ ก็ทำได้มั่วเละอยู่เป็นนิจ 555) ถึงกระนั้น พ่อแม่ก็มีความภูมิใจในความเก่งของลูกเสมอ และลูกๆก็ยังมีความเคารพในประสบการณ์ของพ่อแม่ แม้จะไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน เท่ากับสกิลต้มตุ๋น ประหนึ่งเป็นยีนฉลาดไหวพริบ และ วาทะดีเยี่ยมกันทั้งบ้าน

จุดเริ่มต้นเรื่องราว เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนสมัยมัธยมของกีอูชื่อ มินฮยอก (รับบทโดย พัคซอจุน) มาหา เพื่อทาบทามไปสอนพิเศษลูกสาวบ้านเศรษฐีแทนตน ซึ่งกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก มินฮยอกตั้งใจเลือกกีอูมากกว่าเพื่อนเก่งๆคนอื่นๆ เพราะไว้ใจกีอูจะไม่ฮุบนักเรียนสาวน้อยของตนไป เล็งไว้ว่ากลับมาจะมาขอคบเป็นแฟนถ้าเธอเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว  กีอูจึงได้เข้าไปเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษที่บ้านของครอบครัวพัค ด้วยการเบิกทางจากมินฮยอก และ เรซูเม่นักศึกษาโปรไฟล์ดี ที่เนรมิตให้โดยกีจอง ผู้มีฝีมือด้านอาร์ตและโฟโตชอปเข้าขั้นนักปลอมแปลงมืออาชีพ เปลี่ยนกีอูให้กลายเป็น ครู’เควิน’ อย่างแนบเนียน

                                       
                   
                               
เพราะรักหรอกถึงหยอกเล่น ใครจะโดนหยอก หรือ ใครจะรู้ทัน ติดตามได้ในรายการหยอกหยอกคลิก!!!
       

ด้านครอบครัวไฮโซ คือ ครอบครัวพัค ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน พ่อแม่ คือ คุณผู้ชายพัค (รับบทโดย อีซอนคยูน)  คุณนายพัค (รับบทโดย โจยอจอง) ลูกสาววัยมัธยม คือ ทาเฮ (รับบทโดยจองจีโซ) ลูกชายวัยประถม คือ ทาซง (จองฮยอนจอน) พวกเขาอยู่บ้านหลังใหญ่โอ่อ่า ออกแบบโดยสถาปนิคคนดัง ตัวบ้านตั้งอยู่บนเนิน มีสนามหญ้าใหญ่เขียวชะอุ่มเป็นส่วนตัว มองทะลุจากตัวบ้านออกมาได้ผ่านผนังกระจกใสบานใหญ่ยักษ์  คุณผู้ชายพัค เป็นผู้บริหารบริษัทไอทีดัง คุณนายก็มีหน้าที่ดูแลบ้าน ลูกๆ และคนงานของบ้านก็คือ คนขับรถ และแม่บ้าน ซึ่งแม่บ้านคือคนที่อยู่กันมาเก่าแก่ ฝากฝังมาจากเจ้าของบ้านเดิม เป็นมือโปรงานแม่บ้าน ชื่อ มุนกวัง (รับบทโดย อีจองอึน)

ภายนอก ทาเฮก็ดูนิ่งๆไม่เท่าไหร่ แต่พอประชิดตัวก็พบว่าเป็นแนวสาวใจบาง สามารถหลงกีอูครูคนใหม่ได้อย่างง่ายดาย โดยกีอูไม่ต้องเหนื่อยทำอะไรมาก  กีอูจึงผ่านการประเมินจากคุณนายพัคได้ฉลุย และได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างงาม

แต่ลูกชาย ทาซง นี่สิซนเป็นทะโมน ชอบวาดรูปแปลกๆ ชอบวิ่งเล่นยิงธนูเป็นอินเดียนแดงซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากค่ายลูกเสือที่เพิ่งไปร่วมมา ทำเอาคุณแม่ผู้ไร้เดียงสา อ่อนไหว ขี้ตระหนกง่าย เกิดวิตกจริตในตัวลูก สบช่องให้กีอูเสนอว่ามีติวเตอร์สอนศิลปะดีกรีนอก ชำนาญศาสตร์ศิลปะบำบัดและจิตวิทยาเด็ก แนะนำให้ได้ นั่นก็คือ การสวมรอยของกีจองเข้ามาเป็น ครู’เจสสิกา’ ได้อย่างง่ายดาย ลีลาฝีมือรอบจัดของกีจอง หลอกล่อคุณนายได้สบายๆ และเธอก็ได้รับค่าตอบแทนงามมากเช่นกัน รวมทั้งความไว้วางใจ เพราะคุณนายเชื่อถือในการแนะนำบอกต่อจากคนรู้จัก แบบเป็นลูกโซ่

ในเมื่อที่นี่คือแหล่งรายได้พูนสุขที่ง่ายดายเช่นนี้  ลูกโซ่จึงร้อยส่งต่อแน่นอน กีจองปล่อยแผนการแยบยลในการเขี่ยคนขับรถหนุ่มของบ้านหลังนี้ไป และแนะนำคนขับรถมือเก๋ามาให้ จะเป็นใครได้ละ ถ้าไม่ใช่คิมกีทัคนี่แหละ และเมื่อไม้ต่อถึงมือพ่อ พ่อก็เดินแผนกำจัดแม่บ้านมุนกวังออกไป ให้แทนที่ด้วยแม่บ้านคนใหม่ คือชุงซุกนั่นเอง ยึดครบทุกตำแหน่ง โดยที่ทั้ง 4 คน วางตัวเหมือนไม่ได้รู้จักกันมาเลยหรือไม่ก็รู้จักแค่แบบผิวเผินมาก ช่างแทคทีมปรสิตได้สมบูรณ์แบบจริงๆ

ความสุขของพวกเขาทวีขึ้นอีก เมื่อได้ครอบครองบ้านใหญ่ทั้งหลังพร้อมหน้ากันในค่ำคืนที่ครอบครัวพัคทิ้งบ้านพาทาซงออกไปแคมปิ้งค้างคืนฉลองวันเกิด แต่โดยไม่คาดฝัน ครอบครัวพัคก็เปลี่ยนแผนกลับบ้านเพราะเหตุมรสุมฝนตกหนัก ยิ่งไปกว่านั้น ก็มีเรื่องชวนตะลึงเกินคาด เมื่อสมาชิกครอบครัวคิมค้นพบความลับบางอย่างภายในบ้านหลังนี้  เรื่องราวที่ตื่นเต้น ชวนระทึก ไปจนถึง ดรามาสะเทือนใจ จึงตามมาอีกเป็นระลอกโยงใยกันไป เพราะมันกระทบกับทั้งสองครอบครัวอย่างจัง

เมื่อดูจบผู้เขียนก็อยากลุกขึ้นยืนปรบมือยาวๆเช่นกัน ยอมรับในความสมบูรณ์แบบของ Parasite ผลงานที่สุดประณีต งานคุณภาพที่ผูกบทได้กลมกลืน สอดคล้องไหลลื่น ทุกบทไม่มีอะไรมาแบบลอยๆ แต่มีเรื่องราวและเหตุผลหมด ตัวละครมีบุคลิกชัดเจนตอบโจทย์พลอตเรื่อง และยังมีจังหวะการเดินเรื่องดีมาก เล่าเรื่องได้เข้าใจง่าย กระชับ หยอดความขำขันได้เหมาะเจาะลงจังหวะ ทั้งเป็นมุมขำเอ็นดูเอาใจช่วย แทรกขำตลกร้าย ซึ่งบางช่วงก็แฝงความหน่วงจิตสะเทือนใจไปด้วย ก็สมละที่จะเขาจะจั่วหัวว่าเป็นมหกรรมขำขื่นยกครัว

งานซาวน์เพลงดีเยี่ยม มีคลาส มีพลัง จังหวะจะโคนเฉียบเนี๊ยบมาก เข้ากันได้ดีกับงานภาพสวยๆเชิงศิลป์แบบไม่เว่อร์ไม่มีการประดิษฐ์มากมายจนเกินไป มีนัยดี ไม่หลุด theme ฉาก long shot ของครอบครัวคิมสามคนวิ่งกลับบ้าน แม้จะใช้เวลาค่อนข้างยาวอยู่ แต่ไม่มีความน่าเบื่อเลย เป็นฉากที่ผู้เขียนชอบสุดๆ ในความเรียบๆมีความสวยงามของภาพ และยังดีงามในการสื่อความลุกลนลำบากชีวิตที่วิ่งลงสู่เบื้องล่างมาเรื่อยๆท่ามกลางฝนกระหน่ำ ลอดอุโมงค์ ไม่ต่างจากชีวิตเหล่าแมลงสาบเลย

แต่ถ้าใครจะดูแบบไม่อยากคิดอะไรซับซ้อนเยอะ ก็ยังถือว่าเป็นงานที่ดูได้สนุกสนานจริงๆ (ส่วนใครที่หวังมาดูพัคซอจุน อาจจะได้แอร์ไทม์น้อยนิดไปหน่อย ไว้รอไปดู The Divine Fury เดือนหน้าละกัน จะได้ดูกันเต็มๆเลย)

และถ้าจะมองลึกลงไปถึงเนื้อหา ก็ต้องบอกว่าเสียดสีสะท้อนสังคมได้ดีมาก การเปรียบเปรยเป็นนัยหรืออุปมาอุปไมยที่ไม่ได้เข้าใจยากนะ ปกติเมื่อคนส่วนใหญ่เห็นหนังติดตรารางวัล เห็นโลโก้หรือตราช่อมะกอกต่างๆ ก็มักคิดไปก่อนละว่า คงแนวติสต์ๆ ย่อยยากแน่ แต่เรื่องนี้ไม่เป็นเช่นนั้นเลย นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ได้รางวัลระดับโลกมาก็ได้นะ คือดีมากโดยไม่ต้องปีนบันไดดู เหมือนที่ผ่านๆมา และดีโดยมีอารมณ์ขันได้ด้วย แบบว่าฮามีเนื้อ ว่างั้นเถอะ

ความลึกซึ้ง คมคาย ฉลาดสื่อ แต่เข้าใจได้ไม่ยาก เป็นต้นว่า

  • ตั้งแต่ชื่อเรื่องก็ได้ใจไปเลย ‘ปรสิต’ เห็นภาพชัดเจน และคมมากได้ด้วยคำสั้นๆ
  • ความแตกต่างสุดขั้วของสองครอบครัวที่ถ่ายทอดผ่านบ้าน ‘ใต้ดิน’ กับ ‘บนเนิน’ หรือ ‘หน้าตาบานเล็ก’ กับ ‘ผนังกระจกใสบานใหญ่’ หรือวิวจากหน้าต่างที่เป็น ‘ภาพอุจาดยิงกระต่าย’ กับ ‘เขียวชอุ่มชุ่มชื่น โลกสดใสให้พลัง’ หรือ ‘โต๊ะประจำบ้านที่ใหญ่ยาวเกินจำนวนสมาชิก’ กับ ‘โต๊ะเล็กๆที่อเนกประสงค์ทุกกิจกรรมให้สมาชิกเบียดๆกัน’ ‘ฉากคุณนายเลือกเสื้อจาก walk-in closet ขนาดใหญ่’ กับ ‘ฉากเสื้อผ้าบริจาคกองภูเขาเลากา’ เป็นต้น
  • ยิ่งเมื่อเป็น ‘ใต้ดิน’ ที่ลึกลงไปอีกหลายชั้น ยิ่งสื่อถึงความเป็นชนชั้นล่างมาก จนถูกลืมหรือละเลยไปจากสังคม เฉกเช่นแมลงสาบที่ซุกอยู่ที่ใดสักที่ ขอเพียงมีอาหารเล็กน้อย และความเงียบสงบที่ไม่มีใครรู้และรบกวน ก็สามารถอาศัยแฝงเป็นปีๆหรือนานกว่านั้น ก็เป็น ‘ปรสิต’ แบบเหนียวแน่นเลย
  • การเหยียดเปรียบเปรยเป็นแมลงสาบ ที่ต้องซ่อนตัวตามหลืบและความมืด เหมือนคอยแอบมองแอบฟัง ยามเจ้าของบ้านเปิดไฟสว่างโร่ขึ้นมา ก็ต้องวิ่งพล่านหาที่หลบกำบังตัว
  • แต่ปรสิตใต้ดินลึกในเรื่องนี้ ก็ยังทำประโยชน์ได้บ้างเล็กน้อยนะ เช่นการเซ็นเซอร์หลอดไฟให้คุณพัค (หลังจากนี้ไป มันจะชวนให้ผู้เขียนเอะใจทุกครั้งที่เห็นไฟเซนเซอร์ติด-ดับ 555)
  • ในคืนฝนตกหนัก ครอบครัวพัคมีความสุข (แม้ปากพ่อแม่จะทำเป็นบ่นๆเล็กน้อยเป็นพิธีพอน่าเอ็นดู) ทาซงได้กางกระโจมอินเดียนแดงตากฝนกลางสนามอย่างสนุกสนานสมจริง พ่อแม่ได้เปลี่ยนบรรยากาศจู่จี๋กัน (จิกกัดความปากว่าตาขยิบของคนรวยที่ลึกๆก็บางครั้งก็อยากทำอะไรแผลงๆหยาบๆแบบชนชั้นล่างดูมั่ง) ในทางกลับกัน ฝนที่กระหน่ำทำให้ครอบครัวคิมต้องผจญทุกข์สงัด ถึงขั้นหมดสิ้นอนาคต (ซึ่งก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว)
  • คนรวยที่ใช้เงินเพื่อแก้ปัญหา พวกเขาคาดว่าจะจัดการได้ทุกอย่าง เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
  • เส้นกั้นของคนรวย คนจน มีจริงไหม ได้ผลไหม คนเรามักพูดว่าคนจนชอบไปล้ำเส้นคนรวย ลูกจ้างล้ำเส้นนายจ้าง แต่แท้จริงแล้ว คนรวยก็ล้ำเส้นด้วยทัศนคติเหยียดที่ฝังแน่นในใจ ถึงจะเป็นเพียงแค่วาจาหรือกิริยาเล็กน้อยที่ถากถางแบบไม่รู้ตัว เหมือนพูดถึงแค่เป็น stereotype ของ ‘คนจน’ และถึงแม้จะเป็นการว่าแบบลับหลังก็เถอะ (แต่แมลงสาบได้ยินนะ 555) มันคือการล้ำเส้นไปบั่นทอนจิตใจพวกเขา จนอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่คาดไม่ถึงได้
  • ‘สาบคนจน’ ประเด็นนี้พีคมาก เป็นคำที่เราๆคงได้ยินกันบ่อยๆ เรื่องนี้ถ่ายทอดคำนี้ได้ดี เป็นรูปธรรมชัดขึ้น และสมเหตุสมผลให้คล้อยตาม นั่นคือ ‘กลิ่นอับ’ ของคนที่อาศัยอยู่ชั้นใต้ดินมาตลอดชีวิต เป็นสาบติดตัวที่จะอยู่ไปด้วยกันเหมือนต้องคำสาปไงไม่รู้ โดยนัย มันก็คือความจนที่ติดตัว ไม่สามารถสลัดหลุดมาทำตัวเป็นคนมีกับเขาได้ ต่อให้แต่งตัวดีแล้วก็ตาม ก็ยังรู้ได้อยู่ดีจากกลิ่นนี่แหละ
  • คนเราดีเพราะรวย หรือรวยเพราะดี อะไรเกิดก่อน เป็นคำถามน่าคิด เหมือนไก่และไข่เลย
  • ของบางอย่าง อาจมีประโยชน์กับแต่ละชนชั้นไม่เท่ากัน เช่น หินความเชื่อที่มินฮยอกหอบมาฝากกีอู ช่างเสียดสีดีแท้ ถ้าวางในบ้านคนรวยก็คงเป็นเครื่องประดับแสดงสถานะทรงภูมิที่ดี ประหนึ่งของมงคลนำพลังนำโชคมาให้ แต่พอย้ายมาอยู่ในบ้านคนจน ที่ปัจจัยสี่จำเป็นต่อชีวิตมากกว่า การที่กีอูเลือกหอบหิ้วหินติดตัวไป เหมือนสื่อให้เห็นการแบกภาระความเชื่อที่หนักอึ้งไปกับตัว จนเมื่อเขาตระหนักได้และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ก็เหมือนเขาได้ปล่อยวางสิ่งที่ไม่ควรแบก
  • สำหรับชนชั้นต่ำต้อยด้อยโอกาส การหวังทางลัดสู่การยกระดับชั้นฐานะ อาจไม่สำเร็จโดยง่าย ชีวิตยังคงต้องวนกลับมาที่การยึด ‘แผนการ’ มาตรฐานดั้งเดิมตามขนบของสังคม คือ มุ่งพึ่งพิงการค่อยๆไต่ขึ้นไปด้วย ’การศึกษา-อาชีพ-การแต่งงาน’ ซึ่งมันก็เหมือนเป้าหมายที่ใฝ่ฝันตั้งกันไว้ได้  แต่จะเกิดได้จริงหรือไม่ แค่ไหน ไม่มีการการันตี เพราะไม่ใช่สูตรสำเร็จ และมันอาจต้องใช้เวลารอคอยยาวนาน มันคืออนาคตข้างหน้าที่ยังตอบไม่ได้ในวันนี้ ซึ่งในหนังก็ open-end ไว้ตามนั้น

ในส่วนของนักแสดง ไม่มีจะอวยอะไรเลย เพราะทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเลิศ สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ดูไปแบบเชื่อว่าพวกเราคือตัวละครนั้นจริงๆ สองนักแสดงหลัก ซงคังโฮ และ ชเวอูชิก นี่ถูกผู้กำกับทาบทามวางตัวไว้ตั้งแต่บทหนังยังไม่เสร็จสมบูรณ์เลย เพราะทั้งคู่เคยร่วมงานกับผู้กำกับมาก่อนหน้านี้

สรุปว่าดีและสนุกคุ้มค่าค่ะ คุ้มเกินเวลาและค่าตั๋วแน่นอน ผู้เขียนดูด้วยความภูมิใจที่งานดีๆของเอเชียไปยืนถึง ณ จุดนี้ และดูด้วยความภูมิใจที่เลือกเป็นติ่งของหนังเกาหลี คิดไม่ผิดเลย

เกร็ดความรู้ : ‘หินมงคล หรือ หินภาระ’ ในเรื่อง

Scholar’s Rocks คือหินรูปร่างแปลกๆในเรื่องที่่พัคซอจุนถูกแซวจากสื่อว่า เป็นความผิดของพัคซอจุนที่นำหินนี้มาให้เพื่อน จนทำให้เกิดเรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ 555 แรกๆผู้เขียนก็งงเล็กน้อย แต่พอได้ค้นคว้าดูก็ค่อยเข้าใจมากขึ้น

Scholar’s Rocks หรือ Gongshi ตามภาษาจีน ส่วนในเกาหลีที่ได้รับอิทธิพลตามมาภายหลัง เรียกหินแบบนี้ว่า Suseok (ซูซอก) ส่วนญี่ปุ่นเรียกว่า Suiseki (ซุยเซอิ) เป็นหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีจุดเริ่มต้นจากความชื่นชอบในหมู่นักปราชญ์จีนโบราณสมัยราชวงศ์ซ่ง ที่มักนำหินที่มีรูปร่างแปลกๆ เช่นคล้ายลักษณะของภูเขาหรือแนวเทือกเขา มาใช้ประดับตกแต่งภายใน เพื่อการเสริมสมาธิ กระตุ้นพลังจินตนาการในงานเขียนงานวรรณกรรม เพราะคำว่า Gong แปลว่าวิญญาณ คำว่า shi แปลว่า หิน จึงเป็นที่มาของค่านิยมความเชื่อในเรื่องของการกักเก็บพลังธรรมชาติ และการปล่อยพลังดีๆออกมาให้ผู้ถือครอง คนในซีกโลกตะวันออกมีความเชื่อในเรื่องพลังธรรมชาติสูงอยู่แล้ว ในเรื่อง ปู่ของมินฮยอกได้หินนี้ตกทอดมาจากปราชญ์โบราณ ซึ่งหินมีรูปร่างเป็นภูเขา และกีอูก็ถามถึงว่าเป็น หินมโนทัศน์ (Abstract) หรือหินภูมิทัศน์ (Landscape) กันแน่ ก็ไม่รู้หรอกว่าเพื่อการใด แต่ท้ายสุดกีอูก็ขอยึดหินนี้เป็นเครื่องมงคลสู่ความมั่งมี

ปัจจุบัน หินลักษณะนี้กลายเรื่องของงานศิลป์หินสะสม (Viewing Stones) ด้วยรูปทรงต่างๆ ผิวและสี สวยงามแตกต่างกันไป หรือที่รู้จักกันว่าเป็น งานศิลปะกองชิ นั่นเอง

“Parasite” มีกำหนดเข้าฉายในไทย วันที่ 25 กรกฎาคมนี้ อย่าพลาดชมกันนะคะ~

Trailer