[Kormovies] Miracle in Cell no.7 (2013)

ความ ‘ฟิลกู้ด’ ณ ห้องขังหมายเลข 7 ที่ผู้ชมจะประทับใจมิลืม เพราะ ณ ที่นี่ มันคือปาฏิหารย์ที่มาจากพลังของความรักและมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจ

Miracle in cell no.7  หรือ ปาฏิหาริย์ห้องขังหมายเลข 7 การันตีความสนุกและประทับใจผู้ชมด้วยการเป็นภาพยนตร์ติดอันดับ 6  ผู้ชมสูงสุดตลอดกาลของเกาหลี  หายใจรดต้นคออันดับ 5 คือ The Thieves กันทีเดียว และได้ครองอันดับ 1 ของรายได้สูงสุดในปีที่ฉายเลยหละ

หนังเปิดเรื่องมาโดยมี ทนายสาวที่ขึ้นว่าความรื้อคดีเก่า ของฆาตกรข่มขืนฆ่าเด็กหญิงเมื่อ 16 ปีก่อน เพื่อขอให้ศาลตัดสินใหม่ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และทนายสาวก็ได้ให้การด้วยว่าเธอเป็นคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วย

และจากนี้ไป ก็เป็นการเล่าเรื่องราวย้อนอดีตของ ‘ยงกู’ พ่อเลี้ยงเดี่ยวของลูกสาววัย 7 ขวบ ความสะเทือนใจแรกมาด้วยว่า ยงกูเป็นคนปัญญาอ่อน แต่จิตใจดี ขยันทำงานเป็นการ์ดในลานจอดรถ  รักและผูกพันกับลูกสาว ‘เยซึง’ มาก  ทั้งสองแวะเวียนไปเล็งจับจองกระเป๋าเซลเลอร์มูนสีเหลืองสดสวยที่หน้าร้านเป็นประจำ รอคอยวันเงินเดือนออก กะว่างวดนี้จะได้ซื้อสักที  แต่แล้วใบสุดท้ายนั้นก็ถูกฉกไปต่อหน้าต่อตา โดยผบ.ตำรวจที่ซื้อให้ลูกสาวตัวเอง ความพยายามยื้อยุดการขาย ทำให้เกิดกระทบกระทั่งจนนายตำรวจไม่พอใจ

ความสะเทือนใจที่รุนแรงกว่านั้นตามมาด้วยว่า วันรุ่งขึ้นลูกสาวผบ.ตำรวจได้เจอกับยงกู และชักชวนยงกูไปดูกระเป๋าแบบเดียวกันที่มีขายในอีกร้านหนึ่ง  ในระหว่างทางที่เปลี่ยวคน  กลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน เด็กหญิงล้มลงกะทันหันในระยะที่ยงกูซึ่งวิ่งตามหลังไปไม่สามารถเห็นรายละเอียดได้ว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ก็รีบเข้าช่วยเหลือทันที ด้วยการปลดเข็มขัด ปั๊มหัวใจ ซีพีอาร์เม้าท์ทูเมาท์  แต่ผู้คนที่มาพบกลับเข้าใจผิดเป็นว่า ยงกูกำลังทำมิดีมิร้าย ทำให้ยงกูถูกจับในข้อหาข่มขืนและฆาตกรรม โดยปราศจากการสืบสวนจริงจัง  เพียงสรุปเหตุจูงใจเป็นความแค้นจากที่มีเรื่องกันในร้านกระเป๋าก่อนหน้านี้   เยซึงจึงต้องพรากจากพ่อ และเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไป

ในเรือนจำ ความใสซื่อ จริงใจของยงกู  ช่วยให้ยงกูกลายเป็นที่รักของเพื่อนร่วมห้องขัง  จากที่ยงกูเอาตัวเองเข้ารับมีด (อาวุธจำเป็นแปลงจากแปรงสีฟันเหลาจนคม) ปกป้องลูกพี่ใหญ่จากการทำร้ายของนักโทษอันธพาลอื่น   จึงเป็นที่มาของการตบรางวัลจากลูกพี่ใหญ่ให้ยงกูตามปรารถนา  แน่นอนว่าคำเดียวในสมองยงกู  คือ ‘เยซึง’ นั่นเอง

จุดเริ่มต้นของ ‘ปาฏิหาริย์ของห้องขังหมายเลข 7’  จึงเกิดขึ้น ก็คือ เยซึง ของขวัญชิ้นล้ำค่าที่ถูกลักลอบแอบส่งเข้ามาในเรือนจำโดยการวางแผนของลุงๆเพื่อนนักโทษร่วมห้อง  ปฏิบัติการในช่วงนี้มีความน่าเอ็นดู น่ารัก เรียกรอยยิ้มได้ดีมาก ชดเชยน้ำตาที่เสียมาเรื่อยๆตั้งแต่ต้นเรื่อง  แม้แต่พัศดี ผู้คุมเองก็ยังเห็นใจในความรักของพ่อลูก และเชื่อในความบริสุทธิ์ของยงกู จนต้องยอมแอบทำผิดกฎ หลับตาข้างนึงช่วยเหลือไปด้วย

ความสะเทือนใจที่บีบคั้นสุดๆ  คือ เมื่อชีวิตเริ่มมีความหวัง เหล่าเพื่อนๆร่วมห้องขังพยายามช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่ว่าเด็กหญิงคนนั้นลื่นล้มหัวกระแทกพื้นน้ำแข็งตายเอง เพื่อให้ยงกูได้ใช้ความจริงอุทธรณ์ให้พ้นผิด  แต่แล้วผบ.ตำรวจผู้หวังให้ยงกูเป็นแพะและจบความโดยเร็ว ใช้จุดอ่อนของความปัญญาอ่อนของยงกู ข่มขู่ให้รับสารภาพ มิฉะนั้น เยซึงจะไม่ปลอดภัย  คำตัดสินในวันนั้น จึงเป็นอื่นมิได้ นอกจากโทษประหารชีวิต!!!

เรื่องราวจะจบลงอย่างไร ยงกู จะสามารถพ้นผิดและออกจากคุกได้หรือไม่ ต้องติดตามชม!

 

นักแสดงนำ :  รยูซึงรยอง พัคชินฮเย คัลโซวอน โอดัลซู พัควอนซัง จองมันซิก คิมจองแท คิมคีชอน จองจินยอง โจแจยุน พัคกิลซู ระดับแจ๋วๆของวงการทั้งนั้นเลยค่ะ

หลายๆคนอาจจะทราบตอนจบแล้วว่าจะจบแบบไหนเลยไม่ได้อยากจะดู แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าอรรถรสสำคัญของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่การรู้เนื้อหาของหนัง แต่อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกที่จะสัมผัสได้ด้วยการชมเอง ความอิ่มเอิบใจ ความซาบซึ้งกินใจที่ผู้ชมจะสัมผัสได้ด้วยหัวใจของตัวเอง  ซึ่งยากที่จะใช้เพียงคำบรรยายไม่กี่บรรทัดถ่ายทอดให้ได้

                                       
                   
                               
เพราะรักหรอกถึงหยอกเล่น ใครจะโดนหยอก หรือ ใครจะรู้ทัน ติดตามได้ในรายการหยอกหยอกคลิก!!!
       

ความดีความชอบคงต้องขอยกให้กับบทที่กลมกล่อม ตอบโจทย์หนังย่อยง่าย เข้าถึงใจคนตลาดแมส แต่มีคุณภาพ และดาราในเรื่องที่แสดงได้ดีมากทั้งในอารมณ์อมยิ้ม ขำขำ น่ารักน่าเอ็นดู ไปจนถึงอารมณ์ซึ้ง เศร้า น้ำตาไหลพราก เล่นดีทุกคน โดยเฉพาะ รยูซึงรยอง ซึ่งปกติเขามักรับบทตัวร้าย  หลายเรื่องเลยที่ร้ายจนน่าสะพรึงกลัวมาก  แต่ในเรื่องนี้เขาถ่ายทอดบทยงกูได้ดีสุดๆ น่าสงสาร ได้ใจไปจริงๆ  จนทำให้ลืมบทบาทร้ายๆที่เคยรับมาในอดีตไปโดยไม่รู้ตัว  และอีกคนที่น่าชื่นชม คือ น้องคัลโซวอน ฉลาด น่ารัก ไร้เดียงสา แต่บทดรามาได้ใจดีเลย

อย่างที่บอกว่าหนังค่อนข้างย่อยง่าย แต่ก็มีซีนประทับใจผู้เขียนเป็นพิเศษ คือซีนลูกโป่งสีเหลืองลอย ซึ่งถูกใช้ทั้งตอนเปิดเรื่องและจบเรื่อง มันสื่อถึงการปลดปล่อย การออกไปสู่อิสรภาพของยงกู ล้อไปกับบทบอลลูนยักษ์ซึ่งเคยถูกตั้งความหวังให้เป็นปาฏิหารย์ครั้งใหญ่ที่จะพาพ่อลูกลอยออกนอกคุกไป

การเลือกใช้สีเหลืองเป็นสีลูกโป่ง ซึ่งพ้องกับสีของกระเป๋าต้นเหตุของเรื่องนั้น ก็เชื่อว่าผู้กำกับคงไม่ได้แค่ต้องการสีเหลืองที่มองเห็นชัดเจนตัดกับท้องฟ้ามั้ง แต่คงต้องการสื่อความผ่านสัญญลักษณ์ เพราะสีเหลืองเป็นสีสื่อถึงความสุข ความมีพลัง ความเบิกบานสดใส และยังเป็นสีของแสงอาทิตย์ พลังชีวิตของสรรพสิ่งในโลก แต่ในอีกด้านก็เป็นสีที่สื่อถึงความขลาดกลัว ซึ่งอาจสะท้อนความเป็นคนพิการของยงกูกับสังคมที่ร้ายต่อเขาก็ได้ คิดมากไปไหมเนี่ย 555

Trailer :