Innocent Witness เป็นภาพยนตร์แนวกฎหมายผสม court room คือมีการพิจารณาว่าความในชั้นศาล และสืบหาความจริงเพื่อช่วยจำเลยหลุดพ้นคดีฆาตกรรมนายจ้าง และเรื่องราวดรามาจากตัวพยานซึ่งเป็นเด็กออทิสติก แต่เห็นเหตุการณ์ฆาตกรรม  แน่นอนว่า คำถามแรกๆในใจเราที่ผุดขึ้นมา คือ จะสื่อสารกับเธออย่างไร เธอเข้าใจสิ่งที่เห็นถูกต้องไหม จะให้เธอขึ้นเป็นพยานอย่างไร ให้การได้หรือ น่าเชื่อถือไหม ต้องไปติดตามดูพระเอกทนายของเราว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

เกิดเหตุคนตายขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง ผู้ตายคือคุณคิม เป็นชายชราเจ้าของบ้าน ส่วนแม่บ้าน โอมีรัน (รับบทโดย คิมฮเยรัน) ตกเป็นผู้ต้องสงสัย เพราะอยู่กันเพียงสองคน และมีหลักฐานร่องรอยบ่งบอกการต่อสู้จนข้าวของกระจัดกระจายทั่วห้อง มีลายนิ้วมือบนถุงพลาสติกที่ครอบมัดศีรษะคุณคิมจนขาดอากาศตาย อัยการสั่งฟ้องเป็นคดีฆาตกรรม

คดีนี้กลายมาเป็นคดี Pro Bono (คดีอาสาเพื่อสังคม ไม่มีค่าใช้จ่าย เหตุผลส่วนหนึ่งคือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจและอาชีพทนายความ) ของสำนักทนายความ อีแอนด์ยู ที่จะเป็นทนายสู้ความให้แม่บ้านโอมีรัน ตามการให้การของเธอว่าเจ้านายเธอฆ่าตัวตายเอง มีแรงจูงใจจากความเก็บกดที่ภรรยาที่รักเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา ซึ่งแม่บ้านโอได้พยายามเข้าไปช่วยเหลือแล้ว แต่ด้วยความตกใจจนคุมสติไม่อยู่ ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าไม่ทันการ

ทนายความ ยังซุนโฮ (รับบทโดย จองอูซอง) เป็นทนายที่ได้รับมอบหมายมาทำคดีนี้  เขาเพิ่งเข้ามาร่วมงานที่อีแอนด์ยูได้ปีเศษ มีเป้าอยากจะเป็นทนายพาร์ทเนอร์ของที่นี่  แต่งานที่ได้รับมอบหมายมักเป็นเพียงงานเล็กๆ แม้ว่าการชนะคดีภาษีมรดกที่ผ่านมาทำให้ประธาน บยอนอู (รับบทโดย จองวอนจุง) พึงพอใจอยู่ แต่เขาก็ยังติติงความไม่ยืดหยุ่นของยังซุนโฮ หลักการของประธานคือ ทนายที่ดีที่จะเติบโตได้ ต้องมีความกล้าสกปรกบ้าง และเมื่อประธานคิดอยากจะยกระดับภาพลักษณ์บริษัท จึงเลือกให้ยังซุนโฮเป็นคนรับเคสโปรโบโนไปทำ ในฐานะเป็นผู้มีภาพลักษณ์คนดี และประสบการณ์สายงาน NGO จากองค์กร Minbyun มาก่อน (เป็นองค์กรทนายความที่เน้นทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย)

ประธานบอกว่า อีแอนด์ยูเลือกทำคดีนี้ เนื่องจากเป็นคดีดัง ได้รับความสนใจจากสื่อและมวลชนมาก เพราะอัยการส่งฟ้องเป็นคดีฆาตกรรม แม่บ้านคนรับใช้ฆ่านายจ้าง และยังอิงกับพยานเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นเด็กวัย 15 ที่เป็นออทิสติกด้วย

ในวัย 46 ปี ของทนายยังซุนโฮที่ยังโสด เพราะเขาอยู่ลำพังกับพ่อเพียงสองคนในบ้านเก่าๆหลังเล็กๆ  ความเป็นคนค่อนข้างเรียบร้อย เงียบๆ พูดไม่เก่ง ไม่ค่อยแสดงออก แนวคนบุคลิก introvert แหละ การงานจึงไม่หวือหวา การเงินก็ไม่ค่อยดีตามไปด้วย  พ่อ กิลแจ (รับบทโดย พัคกึนฮยอง) ป่วยเป็นพาร์กินสัน ไม่แข็งแรง บ่อยครั้งที่เขาต้องตามดูแล แม้กระทั่งซักกางเกงในจากการควบคุมขับถ่ายไม่ได้ เขาไม่คิดจะแต่งงาน เพราะวัยที่ล่วงเลย ภาระดูแลพ่อ และหนี้สินรุงรัง แต่พ่อกลับพยายามรบเร้าให้เขาไปออกเดท  ด้วยบุคลิกของพ่อและลีลาความขยันชงคู่เดทของพ่อ เป็นมุมขำๆน่ารักของเรื่องนี้ที่ใช้ได้เลยนะ

ทนายยังซุนโฮเริ่มงานเก็บข้อมูลจาก แม่บ้านโอ เพื่อนบ้าน ลูกชายของผู้ตาย คือ คิมมันโฮ (รับบทโดย คิมจงซู) ซึ่งอยู่คนละบ้าน เป็นเจ้าของบริษัททำบัญชีแทฮวา และมาถึงพยานบุคคลคนสำคัญของเรื่อง คือ อิมจีอู (รับบทโดย คิมฮยางกี) สาวน้อยออทิสติกวัย 15

                                       
                   
                               
เพราะรักหรอกถึงหยอกเล่น ใครจะโดนหยอก หรือ ใครจะรู้ทัน ติดตามได้ในรายการหยอกหยอกคลิก!!!
       

อิมจีอู เป็นลูกโทนของพ่อแม่ บ้านเธออยู่ฝั่งตรงข้ามของบ้านที่เกิดเหตุ คั่นกลางด้วยถนน ในคืนเกิดเหตุ ระหว่างที่เธอกำลังหมกมุ่นอยู่กับการ์ตูนในแท็บเล็ต ก็ได้ยินเสียงดัง จึงลุกไปดูที่หน้าต่างเห็นแม่บ้านโอกำลังทำร้ายคุณคิม การดิ้นรนทำให้ข้าวของล้มฟาดกระจกแตก แต่ด้วยความเป็นเด็กพิเศษ จีอูจึงมีความอ่อนไหวต่อเสียง ทุกครั้งที่เกิดเสียงดัง จะทำให้เธอออกอาการหวาดวิตกจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอนอนไม่หลับตั้งแต่คืนนั้นมา เป็นเหตุผลสำคัญที่แม่ของเธอ ฮยอนจอง (รับบทโดย จางยองนัม) ไม่อยากให้ทนายยังซุนโฮมารบกวนจีอู และเห็นว่าจีอูก็หมดหน้าที่ไปตั้งแต่ได้ให้ปากคำไปกับอัยการ ฮีจุง (รับบทโดย อีคยูฮยอง) แล้ว ซึ่งอัยการเป็นคนที่มีความเข้าใจสภาพและพฤติกรรมของเด็กออทิสติกดี การสอบปากคำที่ผ่านมาจึงเป็นไปด้วยดี

การพิจารณาคดีในศาลก็ดำเนินไปโดยยังซุนโฮพยายามหาข้อมูลหลักฐานข้างเคียงอื่นๆที่จะสนับสนุนว่าเป็นการตั้งใจฆ่าตัวตายของคุณคิมเอง แต่อัยการผู้เชื่ออย่างแน่วแน่ว่า เด็กออทิสติกโกหกไม่เป็น  ท้ายสุดแล้วการพิจารณาคดีก็จะต้องไปสุดทางที่การสืบพยานในชั้นศาล อิมจีอูผู้เป็นพยานบุคคลเพียงปากเดียวของเรื่องนี้  แต่จะทำอย่างไรให้ได้คุยกับจีอูก่อนขึ้นศาล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ นำไปสู่การสืบพยานที่ช่วยรูปคดีของฝั่งจำเลยได้บ้าง

ด่านแรกของยังซุนโฮก็เจออุปสรรคหนัก จะเข้าถึงตัวจีอูก็ไม่ง่าย จะเข้าถึงใจจีอูก็ยิ่งยากหนักไปอีก  ตัวจีอูเองก็เห็นเขาเป็นคนแปลกหน้าที่ต้องห่างเข้าไว้  แต่ด้วยแทคติกที่อัยการฮีจุงยอกเกริ่นไว้ให้ยังซุนโฮ คือ ถ้าอยากคุยกับจีอูซึ่งมีโลกของตัวเอง แต่ทำให้เธอเปิดมาหาเราไม่ได้ เราก็บุกเข้าไปหาเธอเองในโลกของเธอสิ

โลกของจีอู มีความจีเนียสในเรื่องตรรกะตัวเลข เธอชอบไขปริศนาตัวเลข เมื่อยังซุนโฮจับจุดได้ เขาจึงเดินหน้าสานสัมพันธ์กับจีอูได้อย่างราบรื่นขึ้น

ในขณะเดียวกัน หนังก็มีอีกเส้นเรื่องย่อยที่เป็นชีวิตส่วนตัวของยังซุนโฮ กับ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมายี่สิบปี คือ ซูอิน (รับบทโดย ซงยุนอา) เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว อุทิศตนต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ C&A  ที่ผลิตผ้าอนามัยไม่ปลอดภัยก่อโรคมะเร็ง  ยังซุนโฮอยากให้ซูอินล้มเลิกสิ่งที่ทำ เพราะรู้อยู่แล้วว่าอีแอนด์ยูเป็นทนายโจทก์ที่มีการทุ่มสรรพกำลังทีมทนาย และพลังอิทธิพล ซูอินชนะยากแน่นอน ความเป็นห่วงและหวังดีนี้กลับทำให้ซูอินเคืองยังซุนโฮ  ซูอินมีลูกสาว คือ คยองฮี (รับบทโดย อีเร) ที่สนิทสนมกับยังซุนโฮมาก

ชวนติดตามกันไปว่าทนายจะได้ใจพยานอย่างไร การขึ้นศาลของเธอจะเป็นอย่างไร ไปได้รอดฝั่งหรือไม่ จะทำให้คดีลงเอยอย่างไร รวมไปถึงความสัมพันธ์ของทนายและเพื่อนคนสนิทจะคลี่คลายความขัดแย้งได้หรือไม่

ความดีงามที่สุดของเรื่องนี้ คงอยู่ที่การถ่ายทอดโลกของคนเป็นออทิสติก ให้เราๆได้เข้าใจเธอมากขึ้น มีตอนหนึ่งที่ยังซุนโฮลองใช้โปรแกรมจำลองภาพที่มองเห็นผ่านสายตาของคนเป็นออทิสติก ยังทำเอาเขาถึงขั้นมึนเลย  เข้ากับสำนวน Put yourself in their shoes เลย  และอีกหลายๆความพยายามที่เขาพยามเรียนรู้เพื่อเข้าให้ถึงเธอ  ชวนประทับใจไปถึงคำถามง่ายๆจริงใจที่จีอูถามยังซุนโฮว่า ‘คุณเป็นคนดีหรือเปล่า’ ที่รั้งสติให้ทนายทำในสิ่งที่ถูกต้อง มากกว่าหน้าที่ที่ควรทำ

การพัฒนาความสัมพันธ์ของซุนโฮและจีอู มีความสนุก น่ารักน่าเอ็นดู ด้วยความต่างของวัย ด้วยบุคลิกที่ต่าง ซุนโฮพูดไม่เก่งและจีอูเป็นออทิสติก ดูน่าจะเข้ากันได้ยาก แต่สามารถพัฒนาไปได้ดี ซึ่งผู้เขียนคิดว่า อันนี้น่าจะเป็น highlight หลักของเรื่องนี้ เป็นมิตรภาพที่ฟิลกู้ดได้ใจไปเลย  เป็นการเข้าบทของจองอูซองกับคิมฮยางกีที่ลงตัวดีมาก  โดยเฉพาะฝีไม้ลายมือของคิมฮยางกีนี่เรียกได้เลยว่าไม่ธรรมดา บทยากๆแบบนี้เนียนอยู่มือเลยหละ ส่วนจองอูซองก็เยี่ยมลอยตัวได้รางวัล Grand Prize จาก 55th Baeksang Arts Awards ไปด้วย

นอกนั้น เรื่องราวอื่นก็เป็นไปแบบค่อนข้างเรียบๆ การสืบข้อมูล สืบคดีในชั้นศาล ไม่ได้มีอะไรหวือหวานัก การ hint เล็กๆจากบทสนทนาบางจุดในเรื่อง ก็ทำให้สามารถคาดเดาการหักมุมของคดีได้บ้างอยู่แล้ว


เกร็ดความรู้ : อัจฉริยะออทิสติก (Autistic Savant – ออทิสติกซาวองก์) 

Savant เป็นคำที่เริ่มต้นมาจาก Idiot Savant ซึ่งแปลตรงตามศัพท์คือ ไอคิวต่ำแต่อัจฉริยะ (Savant มาจากรากศัพท์ภาษาฝรั่งเศสว่า Savoir ซึ่งแปลว่าผู้รู้) ภายหลังได้เรียกใหม่เป็น Savant Syndrome เพื่อให้ครอบคลุมถึงคนที่มีความบกพร่องในพัฒนาการรูปแบบอื่นๆด้วย ไม่เพียงเรื่องระดับสติปัญญา  ผู้ที่เป็นออทิสติกประมาณ 10% จะเป็นซาวองก์ ถูกเรียกว่า Autistic Savant

ทักษะความสามารถพิเศษในซาวองก์ ซินโดรม โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

1) Splinter Skills
เป็นทักษะที่พบได้บ่อยที่สุด เป็นความจำแบบพิเศษ จำได้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจ แต่เป็นความสนใจแบบหมกมุ่น ซึ่งอาจไม่มีประโยชน์ เช่น จำตารางเวลาเดินรถไฟได้ทั่วเมือง จำแผนที่ได้ทั้งเมือง จำตารางการแข่งขันกีฬาที่สนใจได้ทุกนัด หรือรู้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ครบทั้งสภา ตั้งแต่วันเกิด วันแต่งงาน ประวัติการศึกษา เป็นต้น

2) Talented
เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน เช่น ดนตรี ศิลปะ คณิตศาสตร์ ทักษะกลไก หรือมิติสัมพันธ์ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เก่งในทุกด้าน แต่ด้านที่เก่งจะรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

3) Prodigious
เป็นความสามารถพิเศษที่มหัศจรรย์ ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เป็นทักษะที่ไม่พบว่ามีในคนปกติทั่วไป เช่น สามารถคำนวณปฏิทิน 100 ปี โดยคิดในใจในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นต้น พบได้น้อยมาก เรียกได้ว่า สามารถนับคนได้ว่ามีใครบ้าง คาดว่าในโลกนี้อาจมีไม่ถึง 50 คน และพบว่าครึ่งหนึ่งเป็นออทิสติก!

ลองมาดูตัวอย่างบุคคลที่เป็น Savant Syndrome กัน

คิม พีค (Kim Peek) เป็นอัจฉริยะด้านความจำ จนได้ฉายา คิมพิวเตอร์
เขามีความสามารถพิเศษในเรื่องของความจำ ตอนอายุขวบครึ่ง ใครอ่านอะไรให้ฟัง ก็จำได้หมด ในวัย 3 ขวกก็หัดอ่านหนังสือออกได้ด้วยตัวเอง ตอนนี้มีหนังสือที่เขาจำได้ขึ้นใจทุกหน้าทุกบรรทัดรวมประมาณ 12,000 เล่มแล้ว  เขาใช้เวลาประมาณ 8-10 วินาทีในการอ่านหนังสือ 1 หน้า และอ่านได้ 2 หน้าพร้อมๆ กัน โดยใช้ตาซ้ายอ่านหน้าซ้าย และตาขวาอ่านหน้าขวา ข้อมูลทุกอย่างที่เคยอ่านผ่านตามา สมองที่เหมือนฮาร์ดดิสก์จะเซฟเก็บไว้เรียกออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่า Google ซะอีก นอกจากนี้ เขายังคิดคำนวณปฏิทินในใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากๆ เช่น เพียงบอกว่าวันที่ เดือน ปีไป เขาจะตอบได้ทันทีว่าวันนั้นเป็นวันอะไร

แต่เขากลับมีปัญหากับเรื่องปกติที่คนทั่วไปทำได้ เช่น หัดเดินช้ากว่าเด็กอื่นมาก ทุกวันนี้ก็ยังเดินตัวตรงไม่ค่อยได้ ติดกระดุมเสื้อเองก็ไม่เป็น ต้องมีคนช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน พูดไม่ชัด พูดช้า พูดติดอ่าง ความเข้าใจก็มีปัญหา เช่นเมื่อบอกให้ช่วยลดเสียงลงหน่อย (lower your voice) เขาก็จะรีบย่อตัวลงทันที เพราะจับจากคำว่า lower

โทนี่ เดอบลอยส์ (Tony DeBlois) อัจฉริยะด้านดนตรี ที่ตาบอดมาแต่กำเนิด
เขาเป็นออทิสติกและตาบอดมาแต่กำเนิด แม่ตัดสินใจเลี้ยงเขาแม้ว่าหมอทำคลอดบอกว่า ถึงเขาจะรอดแต่จะโตมาพิการและปัญญาอ่อนแน่นอน แม่เขาเคยท้องมาแล้ว 9 ครั้งแต่ลูกผิดปกติและอยู่ไม่รอดสักคน  พรสรรค์ของเขาถูกพบเมื่อได้เปียโนของเล่น เพลงที่ผ่านหูเขาเพียงครั้งเดียว ก็สามารถนำมาเล่นได้เอง ไม่ว่าจะยากซับซ้อนแค่ไหน เขาเข้าใจทฤษฎีดนตรีได้ด้วยสัญชาตญาณ ไม่มีใครสอน มีโน้ตเพลงเป็นหมื่นๆที่เขาจำได้ในหัว เล่นซ้ำได้เป๊ะเสมอ เล่นเครื่องดนตรีได้มากกว่า 20 ชนิด แต่งเพลงเองได้

แต่ในการศึกษาภาคปกติกลับเรียนไม่จบ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เขาได้ทุนเรียนจบปริญญาเอกด้านดนตรีจากวิทยาลัยดนตรีเบิร์กลีย์ และกลายเป็นนักเปียโนแจ๊ซที่มีผลงานมีอัลบั้มออกมามากมาย ไปเล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ มาแล้วทั่วโลก

และอีกตัวอย่างจากละครที่คอซีรีส์เกาหลีต้องนึกถึงแน่นอน คือ หมอพัคชีอน (รับบทโดย จูวอน) ในเรื่อง Good Doctor (2013) เป็นบทของตัวละครที่เป็นอัจฉริยะออทิสติกเช่นกันค่ะ

Trailer :