งานคุณภาพที่ไม่สนเรตติง แต่ขอเชียร์ให้ใช้ ‘ใจ’ดู แล้วจะรู้ว่าน้ำดีนี้ช่างฮีลใจจริงๆ
การถ่ายทอดมวลอารมณ์ที่อั้นอวลอยู่ในตัวหรือปะทุทะลักจนเป็นเรื่องราวสนุกๆ
ของเหล่ามนุษย์ในวงการทำหนัง ผู้ไม่สมบูรณ์แบบและเปราะบางต่างกันไป
แต่ล้วนต้องดิ้นรนสุดตัวสุดใจหาหนทางความสำเร็จของชีวิตและการงานของตน

We Are All Trying Here หรือ ‘เราต่างพยายามสุดใจ‘ เป็นซีรีส์ที่ออกจะนอกกระแสแมสหน่อยๆตอนเริ่มฉาย ค่อยมาตีตื้นช่วงท้าย ได้รับการชื่นชมจากผู้ชมเฉพาะกลุ่ม แนวนี้คือหาดูได้ยากค่ะ ผู้เขียนเลยขอจัดให้เป็นมาสเตอร์พีซอีกชิ้นของนักเขียนพัคแฮยอง ซึ่งเคยจับใจผู้ชมอย่างตราตรึงมาแล้ว จาก My Liberation Notes (2022), My Mister (2018), Another Miss Oh (2016)
เที่ยวนี้เธอกลับมาด้วยการสร้างตัวละครมีปมอารมณ์ และมีพลังดึงดูดให้ติดตามสำรวจเช่นเคย แต่พัฒนาพล็อตให้ทั้งลึกเข้าไปถึงความซับซ้อนอันละเอียดอ่อนของมนุษย์ ในภาวะที่ต้องต่อสู้กับความล้มเหลวหรือไร้ค่า และขยายวงกว้างขึ้น มีทั้งมุมของปัจเจก ที่ต่างส่งผลกระทบต่อกันในหลายๆคู่ความสัมพันธ์ ชาย-หญิง, แม่-ลูก, สามี-ภรรยา, พี่ชาย-น้องชาย, คู่ค้าทางธุรกิจ, เจ้านาย-ลูกน้อง ไปจนถึงเพื่อนร่วมงาน หรือร่วมก๊วน ด้วยน้ำหนักของบทที่เกลี่ยอย่างลงตัว โยงใยกันภายใต้ฉากหลังของชีวิตเบื้องหลังคนทำหนัง อันได้แก่ ผู้กำกับ (ในงานสายหนัง ผู้กำกับมักเขียนบทเองส่วนใหญ่) โปรดิวเซอร์ นายทุน และนักแสดง อย่างสนุกสนานน่าติดตามทุกคู่
คุณค่าสาระที่ปูพรมอัดแน่นมาในบทอันคมคายลึกซึ้งตลอดเรื่อง คือปรัชญาชีวิตที่ทุกคนจะใช้ได้จริง ทุกตัวละครเป็นมนุษย์เทาๆธรรมชาติ แบบที่เราเจอะเจออรอบตัวเสมอ แคสนักแสดงได้ดี มีพลังความเป็นธรรมชาติสุดๆ บวกสกิลของนักเขียนพัคแฮยองในการสร้างอารมณ์กลมกล่อมให้เราดิ่งดำตามไป ผสมผสานความทุกข์ขื่นขมสมจริง ความสุขที่คลี่คลายได้สมน้ำสมเนื้อ แจมความโรแมนติคเนียนๆไม่เลี่ยน หยอดตลกร้ายหรือความฮาเบาๆ ในจังหวะที่เหมาะเจาะ ช่างฮีลใจได้อย่างอิ่มเอม (อ่านเรื่องย่อและตัวละครได้ที่นี่) ทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยคุณภาพงานผลิตที่ดีมากทั้งภาพและซาวน์เพลง



เรื่องนี้ มีลีลาเฉียบในการสอดแทรกนัยแฝงผ่านสัญลักษณ์ การจัดวางองค์ประกอบภาพ (Mise en scène – มีสซองแซง) รวมถึงเนื้อหาที่ซ้อนอยู่ระหว่างบรรทัดของบท แบบไม่ยากซับซ้อนเกิน อธิบายได้ในเชิงศาสตร์จิตวิทยามนุษย์ และการหลอมรวมทุกส่วนผสมให้กลมๆเป็นมวลเดียวกันจากต้นจนจบ เรียกว่า แก่นแข็งแรงไม่มีเป๋ ไม่มีบทส่วนเกิน เฉพาะใครที่ดูจบแล้ว เราลองมาดูตัวอย่างความหมายเหล่านั้นกัน (ด้วยการตีความในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเองนะคะ)
‘ดงมันอ่าาาาา!’ เสียงตะโกนบนดาดฟ้า เรียกชื่อตัวเองดังก้องเนินของฮวังดงมัน คือวิธีการบำบัดจิต บรรเทาอารมณ์ดิ่งของเขา ยามใดที่เขาถูกย่ำยีด้วยคำพูดหรือการกระทำที่กดให้เขาต่ำต้อยด้อยค่า เขาจะยิ่งตะโกนดังๆให้โลกรู้ว่า เขายังมีตัวตนอยู่ตรงนี้ อย่างมีพลังก้อง (ระบายเสร็จก็กลับไปมีพลังสู้ต่อ!)
เสื้อหนังรูกระสุน ดงมันรับรู้มาตลอดว่าเป็นเสื้อของทหารรัสเซียสวมในสนามรบสงครามโลก แม้จะใส่ด้วยความรู้สึกหนัก แต่ก็เพิ่มความหนักแน่นทางใจได้ เท่เหมือนได้ยืนอยู่ในจุดศูนย์กลางประวัติศาสตร์โลก ภายหลังเขาพบว่าถูกหลอกขาย แต่คุณค่าทางใจที่มีให้ไปแล้ว ก็ยังคงอยู่ เหมือนวิถีของคนทำหนังที่เชื่อในพลังของสตอรี่ นี่คือกลไกการปกป้องทางจิตอย่างหนึ่งเช่นกัน ท้ายสุดแล้วดงมันก็ใส่เสื้อตัวนี้ตลอดเส้นทางฟันฝ่าสงครามชีวิต สร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองเช่นกัน
ประตูพันบาน ดงมันเหมือนเปิดประตูอ้าซ่าหมดทั้งพันบานในตัว ไม่เก็บ ปล่อยออกมาหมด เป็นมนุษย์ช่างจ้อไร้กาลเทศะ ปากเยี่ยงต่อท่อตรงจากใจ ไร้ตัวกรอง แต่เขาพูดอีกก็ถูกอีกนะ วิจารณ์จี้ใจเจ็บแบบตรงไปตรงมา ซึ่งเกินที่คนฟังจะรับไหว อันนี้ก็เป็นกลไกปกป้องทางจิตอีกอย่างของดงมัน ที่นอกจากการพ่นระบายแล้วโล่ง อำพรางความอับอายด้วยการสร้างเกราะความสตรองมั่นๆ ลดทอนความกังวล ปลอบตัวเองได้ด้วยการไม่ทำให้ช่องว่างระหว่างความสำเร็จของคนอื่นกับความล้มเหลวไร้ค่าของตนห่างกันเกินไป ว่าง่ายๆคือการฉุดคนอื่นลงมาหน่อย ยกตัวเองขึ้นไปหน่อยโดยอาศัยความรู้สั่งสมมาวิจารณ์ ทำไปทำมา ดงมันเลยกลายเป็นไอ้ขี้อิจฉาจอมบ่อนทำลายชาวบ้าน นิสัยน่ารังเกียจ ถูกยี้ถูกแบน ไร้ค่าซ้ำซ้อนไปอีก! (แต่เชื่อเถอะว่าทั้งตัวละครดงมันและนักแสดงคูคโยฮวานมีเสน่ห์บางอย่างให้เราติดตามเชียร์แน่นอน)
มีมุมน่าสังเกตที่ไม่รู้ว่าใครคิดเหมือนผู้เขียนไหมว่า My Liberation Notes นักเขียนพัคใช้ key word ว่า ‘เชิดชู’ เป็น positive approach เดินเรื่อง ในขณะที่เรื่องนี้ เธอพลิกเป็น negative approach แทนด้วยการ ‘ถ่มถุย’ ของดงมัน แต่ปลายทางเรื่องราวก็ส่งผลลัพธ์ให้กำลังใจกันได้เหมือนกัน
ตรงข้ามกับพยอนอึนอา เธอปิดประตูใจขังอารมณ์ตัวเองไว้ ความโกรธที่ถูกทิ้งเป็นสิ่งไร้ค่าตั้งแต่เด็ก กลายเป็นเชื้อเพลิงเดียวที่คอยอวลมวลอารมณ์นั้นให้ครอบงำทุกสิ่งทุกอารมณ์ ตราบจนเมื่อเธอปลดล็อกปล่อยวางลงได้ ใจหรือประตูจึงเปิดออกไปเจออารมณ์อื่นๆได้ ความต่างของคนเปิดประตูพันบานไว้กับคนปิดทุกประตู คือ เมื่อเจออารมณ์ทางตัน ดงมันจะปล่อยได้คำว่า ‘ช่วยด้วย’ ในขณะที่อึนอาได้เพียง ‘ไม่ทราบ’ ไม่รู้จะทำไง ร่างกายจึงปล่อยเลือดกำเดาระบายออกแทน
พล็อดหนังในพล็อตซีรีส์ ที่ล้อกันและสะท้อนปัญหาสังคมไปด้วยอย่างเนียนๆ
หนังซ้อนเรื่อง ‘ผู้บันดาลลมฟ้าอากาศ’ ก็เป็นนัยของการสร้างอารมณ์สุขเศร้าของผู้คน ในโลกดิสโทเปียที่สภาพอากาศย่ำแย่ ตัวเอกกู้โลกสู้กับเอไอเพื่อคืนโลกกลับสู่ธรรมชาติ เปรียบดั่งผู้คนยุคใหม่ที่ถล่มกันด้วยคอมเมนต์แย่ๆ เหยียบย่ำลดคุณค่าคนผ่านโซเชียล ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ฮวังดงมันกระทำและถุกกระทำเช่นกัน ในอีกฉากที่เห็นฮวังดงมันรถคว่ำติดอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บ แต่เขาก็ใช้ใจในการบันดาลไอร้อนให้ร่างกายได้ ก็เป็นนัยที่ฮวังดงมันก็บันดาลลมฟ้าอากาศให้ตนเองได้
หนังซ้อนเรื่อง ‘หน่วยจัดการความเครียดแห่งชาติ‘ กล่าวถึงโลกวันนี้ที่มีภัยร้ายถูกบุคคลคนเดียวก่อขึ้น แต่กลับร้ายแรงกว่าสงครามหรือภัยธรรมขาติ ก็คือการพูดจา การกระทำที่ทำให้ผู้คนปรี๊ดแตก ดัชนีความเครียดพุ่งจนตายได้ เสียหายไปถึงเศรษซกิจระดับชาติ ถือเป็นผู้ก่อการร้ายที่ทางการต้องยื่นมือมากำจัดตัวต้นเหตุนั้นทิ้ง มันเป็นการเสียดสีสังคมที่สุดฮา แบบว่า เออ..จริง คิดเก่ง เพราะคนแบบนี้มีเยอะจริง โลกเรากำลังเผชิญอยู่เยอะเลย
บทกวี ก็ทำหน้าที่ส่งนัยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น บทกวีฉันเป็นจุดเล็กๆในอีพี 3 สะท้อนชีวิตเล็กๆของมนุษย์เท่านี้ ไยจะแบกอารมณ์หนักอึ้งใดเกินตัว แท้จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตจนแก้ไขหรือคลี่คลายไม่ได้ หรือบทกวีสี่ฤดูกาลในอีพี 12 คนอาจเข้าใจว่าแต่ละฤดูกาลต้องรอคอยเวลาของตน แต่จริงๆแล้วถ้าปัญหาอารมณ์คลี่คลาย ไม่จมปลักรอคอย ทุกอารมณ์ก็สามารถอยู่ร่วมกันในชีวิต เป็นการมองบวกได้สดใสขึ้น เหมือนเห็นหลายฤดูกาลอยู่ร่วมกันได้ในเวลาหนึ่ง
All for One, One for All ช่างเป็นประโยคที่เหมาะสมกับการจำกัดความดีงามของเรื่องนี้ ตั้งแต่ประเด็นของความดิ้นรนของแต่ละคนที่ล้วนต้องการจุดยืนความสำเร็จเหมือนกันและอาจต้องทำร่วมกันด้วยซ้ำ หลายๆองค์ประกอบที่ถูกคิดมาอย่างดีให้อยู่รวมกันภายใต้พล็อตเดียวกันอย่างแข็งแรง รวมถึงความกลมกล่อมในทุกมู้ด ทุกสคริปต์ที่ร้อยเรียงอย่างมีที่มาที่ไปตลอด ล้วนสอดประสานคล้องกันได้ดีเป็นหนึ่งเดียว

ยังมีอะไรๆให้เก็บคิดตามอีกแยะ ยิ่งแงะยิ่งเพลิน แต่เขียนหมดคงยาวเกิน เอาว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ใด้ประเด็นชัดๆของ ‘คุณค่าตัวตน‘ ที่ทุกคนต้องมี เพื่อนำไปสู่เส้นทางความสำเร็จได้ แม้อาจต้องเหนื่อยล้าและใช้เวลาบ้าง แล้วแต่จังหวะชีวิตของใครของมัน อีกตัวอย่างที่ชัดก็คือ พัคกยองเซ self esteem ง่อนแง่นจากการกระทบกระทั่งของหลายคนรอบข้าง เสียศูนย์หลายรอบ แต่เมื่อได้กลับคืน ก็สามารถขยับไปสู่ self actualization ได้
จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังพยายามสุดแรงสุดใจเพื่อแสวงหาหนทางความสำเร็จ กับฝากข้อคิดเล็กๆให้กับชาวเน็ตทั้งหลาย เพลาๆการวิพากษ์วิจารณ์ ลดคุณค่าตัวตนผู้อื่น มาช่วยกันทำให้ลมฟ้าอากาศในเน็ตสดใสได้ทุกฤดูกาลกันดีกว่าไม๊
โดยสรุป ถ้าใครมองหางานที่มีความยูนีค สนุกเต็มอรรถรส เนื้อแน่น สมจริง ไม่ฉาบฉวย ไม่ Cliché นักแสดงแคสเป๊ะแสดงเริ่ด ดูจบมีอะไรติดไม้ติดมือไปใช้ได้ เรื่องนี้คือตอบโจทย์ มีซับไทยถูกลิขสิทธิ์ที่ Netflix นะคะ สำหรับผู้เขียนขอยกให้เป็นที่หนึ่งขึ้นหิ้ง เข้าขั้นวรรณกรรมชั้นเยี่ยมแห่งปี และขอเตรียมเชียร์ให้รับรางวัลต่อไปเลยค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง
ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่
Facebook Fanpage : facebook.com/korseries
Instagram : instagram.com/korseries
Twitter : twitter.com/korseries
Tiktok : tiktok.com/@Korseries
Website : korseries.com
Youtube : Korseries
ขอความกรุณาไม่คัดลอก-ดัดแปลงบทความไปโพสต์ลงในเพจ-สำนักข่าวอื่น รวมถึงไม่นำบทความไปอ่านลง YouTube หรือแพลตฟอร์มใด ๆ โปรดช่วยแชร์เป็นลิ้งก์นะคะ

