k-dramas

รีวิวซีรีส์ My Name (2021) | เมื่อแค้นต้องชำระ การฆ่าเท่านั้น คือ สิ่งที่เธอต้องการ

23/10/2021 - โชว์มีเดอะซีรีส์


My Name เป็นผลงานการพลิกบทบาทแบบสุดขั้วของ ‘ฮันโซฮี’ นักแสดงสาวดาวรุ่งที่กำลังเป็นที่จับตามองเป็นอย่างมากตั้งแต่แจ้งเกิดในบทบาท ยอดาคยอง จาก The World Of The Married (JTBC,2020) ที่ตีบทแตกกระจุยจน ถูกเสนอชื่อเข้าชิงสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม บนเวที Baeksang Arts Awards ครั้งที่ 56 และได้รับกระแสตอบรับอย่างต่อเนื่องผ่านการแสดงล่าสุด ในบทบาท ยูนาบี จากเรื่อง Nevertheless (JTBC,2021) ที่ฮอตฮิตติดลมบนแบบฉุดไม่อยู่

ในซีรีส์ใหม่แกะกล่องจาก Netflix อย่าง My Name (2021) เรื่องนี้ เป็น ซีรีส์แนวล้างแค้น บู๊ระห่ำ ไล่ฆ่าไล่แทงกันฉึบฉับ ที่ฮันโซฮี รับบทเป็น ‘ยุนจีอู’ หญิงสาวที่เข้ามาเป็นสมาชิกแก๊งยาเสพติดรายใหญ่เพื่อตามหาคนที่ฆ่าพ่อของเธอ ซึ่งแค่ดูแนวซีรีส์ก็เห็นแล้วว่าแตกต่างจากบทที่เธอเคยรับมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง หลายคนจึงตั้งตารอเป็นพิเศษว่าบทบาทใหม่ของเธอจะเป็นอย่างไร เมื่อดูจบ 8 ตอนรวดแบบไม่พักแล้ว ก็รู้สึกประทับใจในการแสดงอันเหนือชั้นจนอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้ดังไปถึงกรุงโซลเลยทีเดียว ซีรีส์จำนวน 8 ตอน กับเวลาเกือบ 10 ชั่วโมง โซฮีทำให้เราเชื่อว่าเธอเป็น ‘ยุนจีอู’ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ซีรีส์เปิดฉาก จนวินาทีสุดท้ายที่ซีรีส์ลาจอ

ยุนจีอู (รับบทโดย ฮันโซฮี) เด็กสาวที่ต้องทนทุกข์จากการถูกสังคมรังแก ถูกเพื่อนบูลลี่ และออกจากโรงเรียน ตำรวจตามติดแทบจะเป็นเงา ชีวิตแทบจะพังทลายเพราะพ่อของเธอคือขาใหญ่ในแก๊งยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างแก๊งดงชอน แต่

ในวันเกิดอายุครบ 17 ปีของเธอ สายโทรศัพท์จากพ่อก็ดังขึ้น สิ่งที่เธอพูดกับพ่อเป็นอย่างแรก คือ การระเบิดความรู้สึกทั้งหมดที่เธอต้องแบกรับและเผชิญมัน เธอไม่อยากจะรอพ่ออีกต่อไปแล้ว ต่อจากนี้เธอจะคิดว่าพ่อของเธอได้ตายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากพูดจบพ่อของเธอที่ได้กลับไปย้อนอ่านข้อความเก่า ๆ ที่เธอส่งมาก็ตัดสินใจที่จะไปหาเธอทันที

ยุนจีอู (รับบทโดย ฮันโซฮี)

แต่ไม่ทันไร พ่อของเธอก็ถูกบุคคลปริศนาจ่อยิงอยู่ที่หน้าประตูต่อหน้าเธอที่จ้องมองผ่านตาแมวเสียแล้ว การตายของพ่อจุดไฟแค้นในตัวของจีอูให้ลุกโชน เธอต้องรู้ให้ได้ว่าใครที่เป็นคนฆ่าพ่อของเธอไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม จีอูจึงตัดสินใจเข้าหา ชเวมูจิน (รับบทโดย พัคฮีซุน) หัวหน้าแก๊งดงชอน เพื่อนสนิทของพ่อคนที่น่าจะทำให้เธอเข้าใกล้กับฆาตกรที่ฆ่าพ่อได้มากกว่าเดิม

จีอูเฝ้าฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อให้พร้อมต่อการแก้แค้นที่รอเธออยู่ และแฝงตัวเข้าไปเป็นหนอนในหน่วยสืบสวนยาเสพติดในชื่อโอฮเยจิน และที่นั่นทำให้จีอูพบกับ จอนพิลโด (รับบท อันโบฮยอน) ตำรวจสายสืบในหน่วยที่เป็นคู่หูของเธอ และที่นี้ทำให้เธอเริ่มเข้าใกล้ความจริงที่เธอตามล่ามาทั้งชีวิตขึ้นเรื่อยๆ

จอนพิลโด (รับบท อันโบฮยอน)

*มีการกล่าวถึงเนื้อหาภายในเรื่อง ไม่อยากโดนสปอยล์ โปรดข้าม!!*

บอกเลยว่า ชอบมาก!!! เป็นการดู 8 ตอนรวดจบที่แทบจะไม่อยากกดหยุดไปเข้าห้องน้ำเลยด้วยซ้ำ ตกหลุมรักฮันโซฮีตั้งแต่เปิดเรื่องมาเพียง 10 นาทีแรก เธอทำให้เราเชื่อได้ในทันทีว่าเธอคือยุนจีอูเด็กสาวที่แตกสลายและพังทลายจริงๆ ความบอบช้ำ ความหม่นหมอง สายตาอันว่างเปล่า เสียงกรีดร้องอันเจ็บปวด ถูกเธอแสดงออกมาผ่านสายตาและท่าทางจนหมดแม้แต่ออร่ารอบๆของเธอก็ยังทำให้เรารู้สึกหม่นหมองตามเธอไปได้เลยเลย

ADVERTISEMENT

ปลายปีนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีชื่อของโซฮีเข้าชิงในสาขานำหญิงยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน ความพยายามของเธอที่ทุ่มให้กับซีรีส์เรื่องนี้คนดูอย่างเราเห็นถึงมันและรับรู้ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะการทุ่มเทฝึกศิลปะการต่อสู้ถึง 3 เดือน เพิ่มน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัมเพื่อให้ตัวเองเข้าถึงบทบาทยุนจีอูให้ได้มากที่สุด และแทบจะเล่นฉากบู๊ในซีรีส์เองทั้งหมดจนต้องเข้าโรงพยาบาล ฉากบู๊ของโซฮีไม่มีอะไรติดขัดเลยแม้แต่ซีนเดียว อารมณ์ที่พุ่งผ่านใบหน้า โฟลว์การบู๊ ท่าทางการต่อสู้ ทุกท่วงท่าสามารถแสดงออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ความโหดในการออกอาวุธ และการบู๊ของเธอก็ไต่ระดับตามความแค้นในตัวของเธอด้วย และแม้เรื่องนี้แทบจะไม่มีซีนให้เธอมีใบหน้าที่เรียบเนียน มีเนื้อตัวปกติที่ไม่ต้องมีรอยฟัน รอยแทง รอยแผลเป็นเข้ามา ฮันโซฮีก็ยังคือฮันโซฮีที่กร๊าวววววววใจมากอยู่ดี

ตัวละครยุนจีอู เป็นตัวละครที่เมื่อดูจบคนดูมักจะตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ของเธอกับตัวละครทั้ง 3 ภายในเรื่องมากเหลือเกิน ทั้งความสัมพันธ์ของเธอกับพ่อที่หลายคนสงสัยว่าทำไมเธอดูรักพ่อขนาดยอมทิ้งอนาคตเพื่อตามล่าฆาตกร ทั้งความสัมพันธ์ของเธอกับจอนพิลโด ตำรวจรุ่นพี่ที่หลายคนงงและไม่ชอบที่ตัวซีรีส์ยัดฉาก 18 + เข้ามาในเนื้อเรื่อง และความสัมพันธ์ของเธอกับชเวมูจิน ที่ดูจะคลุมเครือและอึมครึมซะเหลือเกินว่าสรุปแล้วมันคืออะไร ? สำหรับเรารู้สึกว่าการให้ตัวละครยุนจีอูเข้าไปเกี่ยวโยงกับตัวละครทั้ง 3 นี้อย่างแยกไม่ขาดมันถูกวางมาอย่างมีนัยยะสำคัญอยู่นะ เป็นการวางความสัมพันธ์เพื่อขับเคลื่อนบทให้ไปถึงเป้าหมายที่ซีรีส์วางเอาไว้ และขับเคลื่อนความเป็น ‘ยุนจีอู’ ออกมากได้ดีมากเลยทีเดียว

ความสัมพันธ์ของเธอกับพ่อ เห็นได้ชัดว่าทั้งชีวิตเธอมีแต่พ่อมาตลอด พ่อจึงกลายเป็นคนสำคัญเพียงคนเดียว เป็นรอยยิ้ม เป็นความฝัน และเป็นอนาคตของเธออย่างการได้อยู่อย่างสงบริมทะเล จะเห็นได้จากการแตกสลายของเธอในตอนแรกเธอไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดที่พ่อเป็นคนขายยา หรือจะไปฆ่าใครตายที่ไหนเลยนะ แต่สิ่งที่ทำให้เธอว่างเปล่าขนาดนั้นมันเป็นเพราะพ่อทิ้งให้เธอต้องเผชิญทุกอย่างเพียงคนเดียวตามลำพังต่างหาก เธอเฝ้ารอวันที่พ่อจะกลับมาเคียงข้างเธอ ยิ้มให้และโอบกอดเธอเหมือนในอดีตแต่คำร้องขอของเธอมันกลับไม่เคยได้ผล แต่ในวันที่มันได้ผลมันกลับเป็นวันที่พ่อเธอต้องมาตายต่อหน้า พ่อที่มาหาเธอเพราะเธอไล่เขาให้ไปตาย มันกลับเป็นวันนั้นที่จนลมหายใจสุดท้ายพ่อก็ใช้มันเพื่อปกป้องเธอ ในเมื่อทุกอย่างในชีวิตของเธอมันพังหมดแล้วไม่แปลกที่เธอจะยอมทิ้งทุกอย่างเพียงตามล่าคนที่พรากคนที่เป็นทุกอย่างของเธอไป

ถ้าเธอตั้งใจจะตามหาหมอนั่นเพื่อฆ่ามันจริงๆละก็ เธอก็ต้องเป็นคนที่ฆ่าคนอื่นได้

– ชเวมูจิน

วามสัมพันธ์ของเธอกับชเวมูจิน สำหรับจีอูแล้วชเวมูจินเปรียบได้กับผู้มีพระคุณ เป็นคนที่ยื่นมือเข้ามาฉุดเธอขึ้นมาจากปากเหวนรกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง มูจินเหมือนได้กลายมาเป็นพ่อคนที่ 2 ที่เธอเคารพและนับถือสุดหัวใจ ไม่แปลกเลยที่เมื่อรู้ความจริงจีอูจะพังได้มากขนาดนั้น และฉากนี้ก็เป็นอีกฉากที่โซฮีเล่นได้ถึงจนเรารู้สึกพังไปพร้อมๆกับเธอเลย คนที่เธอไว้ใจ เคารพนับถือมาตลอดกับฆาตกรที่ฆ่าพ่อเธอ สุดท้ายเขาคือคนเดียวกัน ใจคนเรามันจะรับแรงกระแทกได้มากขนาดไหนกันเชียว

แต่สำหรับความรู้สึกของมูจินที่มีให้จีอู ขอนิยามความรู้สึกนี้ว่า ความรู้สึกที่ไม่มีชื่อเรียกแต่มันคือความรักที่คือรักจริงๆ ละกันมูจินในตอนแรกที่ตัดสินใจช่วยจีอูยังไงก็คงไม่ใช่เหตุผลเก็บศัตรูไว้ใกล้ตัวอะไรเทือกนั้นแน่นอน มันดูออกว่าความรู้สึกที่มูจินเก็บจีอูมาเพราะเขายังรู้สึกรักเพื่อนของเขาอยู่ เหมือนมูจินอยากจะไถ่โทษดวงวิญญาณของเพื่อนแต่ก็ยังรู้สึกโกรธแค้นจนสุมอกกับสิ่งที่เพื่อนทำเลยไม่ได้เก็บจีอูมาเลี้ยงดูอย่างดี แต่กลับโยนจีอูเข้าดงเสือดงจระเข้ให้เธอเอาตัวรอดแทน เลี้ยงเธอให้มือเปื้อนเลือดแต่ก็ซัพพอร์ตหลังไม่ให้เธอล้มแรงอยู่เสมอ และในตอนที่มูจินเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างทุกอย่างเริ่มอยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา เขายังใส่ใจจีอูถึงขนาดหาบ้านริมทะเลมาให้จีอูเลือกเลยด้วยซ้ำ ในตอนแรกๆแม้จะถูกฝึกมาหนักแค่ไหน หรือเจออะไรร้ายแรงมาจีอูไม่เคยฆ่าคนจริงๆเลยซักครั้งนะ จีอูมาเริ่มฆ่าในตอนที่เริ่มรู้แล้วว่าใครคือคนที่ฆ่าพ่อของเธอ เป็นการเริ่มฆ่าที่ปูให้เราเห็นถึงจุดจบว่าสุดท้ายเธอก็ต้องฆ่าคนที่เป็นหมอนั่นสำหรับเธอมาตลอดหลายปีอยู่ดี

ชเวมูจิน (รับบทโดย พัคฮีซุน)

ความสัมพันธ์ของเธอกับจอนพิลโด มันเป็นความรักเลยแหละ พิลโดเป็นความสบายใจ เป็นที่พึ่ง เป็นคนที่เข้าใจในความไม่สมบูรณ์ที่เว้าแหว่งของเธอได้เป็นอย่างดี แม้จะรู้ว่าเธอผ่านอะไรมาพิลโดก็ยังยืนยันที่จะเป็นคนของเธออยู่วันยังค่ำ ตั้งแต่เปิดเรื่องมาเราไม่เคยเห็นจีอูได้ยิ้มเลยนะลองสังเกต จีอูจะมีแต่ความว่างเปล่าในสีหน้าและแววตาอยู่เสมอ แต่ซีนแรกและซีนเดียวที่เราได้เห็นเธอยิ้มคือตอนที่เธออยู่กับพิลโด ได้กินขนมแกล้มโซจู เหม่อมองหิมะที่โปรยปราย กับความระยะห่างที่ไม่ได้ทำให้หนาวเหน็บ มันคือซีนเดียวเลยที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าจีอูก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจอยู่นะ

ฉาก 18 + ที่แทรกเข้ามาในตอนท้ายไม่ได้รู้สึกขัดเลยแม้แต่น้อย ถ้าไม่มีฉากนี้ซีรีส์เรื่องนี้จะไม่สามารถจบสวยได้ขนาดนี้แน่นอน เพราะฉากนี้มันคือฉากที่ทำให้เราเห็นถึงการเปิดใจยอมรับความรู้สึกของตัวเองอย่างเต็ม 100 ของจีอู เธอยอมละทิ้งทุกความแค้นที่สุมอก ยอมละทิ้งเป้าหมายที่ตัวเองเฝ้ารอมาเนิ่นนานมาหลายปี ยอมทิ้งความเจ็บปวดและความยากลำบากที่แลกมาด้วยเลือดของเธอ เธอยอมทิ้งทุกอย่างเพราะตัวเธอคิดว่าตัวเองจะสามารถใชีชีวิตได้อย่างมีความสุข อย่างที่พ่อของเธอหวังไว้ได้ หากยอมจับมือก้าวผ่านทุกอย่างไปกับผู้ชายคนนี้ แต่แล้วความฝันทุกอย่างที่เธอวาดไว้มันก็กลับพังทลายลงต่อหน้าเธอเหมือนในอดีตไม่ผิดเพี้ยน มันเป็นเหมือนเหตุการณ์เดจาวูที่ดันเกิดขึ้นจริงกับเธอ ปีศาจที่ไม่ควรตื่นจึงได้ถือกำเนิดขึ้น

การใช้ชีวิตมันคือสงคราม จะพ่ายแพ้ก็ไม่ได้ยอมจำนนก็ไม่ได้

– ชเวมูจิน

ส่วนของบทแม้จะมีช่วงที่ส่วนตัวรู้สึกว่ายืดมากจนเกินไป แต่ก็เป็นความรู้สึกเพียงแวบเดียวเท่านั้นเพราะซีรีส์มันโฟลว์และดูเพลินมากๆ บทเรื่องนี้ดูออกอยู่นะว่าตั้งใจให้คนดูเดาคนร้ายได้ตั้งแต่ตอนแรกเพราะมันเดาได้ง่ายมากเกิ๊น 555555 แต่ความสนุกมันก็ยังไม่ได้หมดไปอะ ระหว่างทางมันมีความมันส์ที่ปูพื้น มีความลุ้นกับการปกปิดตัวตนของนางเอกที่จะต้องไม่ให้คนในหน่วยจับได้ การค่อยๆปล่อยจิ๊กซอว์ออกมาจากการไล่ล่าแก๊งยาเสพติดที่ทำให้คนดูขมวดคิ้วไปพร้อมๆนางเอก การได้เห็นตัวละครแต่ละตัวถูกปล่อยออกมาวาดลวดลายทีละก๊อก มันทำให้ซีรีส์เรื่องนี้แม่งไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย

นอกจากบทที่ถูกวางไว้อย่างดีแล้วอาวุธที่ซีรีส์หยิบมาใช้ มุมกล้องและงานภาพก็เป็นอีกสิ่งนึงที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ระทึกขึ้นไปอีก เพราะบางช่วงบางตอนเราจะเห็นซีรีส์ใช้มุมกล้องแบบมุมมองบุคคลที่ 1 กับฉากบู๊ซึ่งสถานที่ที่เลือกมันก็ช่างลงตัวกับการเลือกมุมกล้องซะเหลือเกินเพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้หลุดเข้าไปในเดินเองในซีรีส์เลย มันเพิ่มอถรรสและความสมจริงได้มากขึ้นแบบสุดๆ และอาวุธที่ตัวละครในเรื่องนี้เลือกใช้กันเยอะมากที่สุดอย่าง มีด ก็ถือเป็นการเลือกมาใช้ที่ฉลาดมากกก เพราะนอกจากจะโชว์ทักษะการต่อสู้ของนักแสดงให้เราว้าวกร๊ดกันแล้ว มันยังเพิ่มความเสียวสันหลัง ความเลือดสาด ความโหด ความลุ้น และความเลือดเย็นสมกับการเป็นแก๊งค้ายาซะจริงๆ และในตอนนี้ My Name ก็ได้กลายมาเป็นซีรีส์ที่ขึ้นหิ้งอีกเรื่องของปีนี้ไปแล้วเรียบร้อยแบบไม่ต้องมีข้อกังขาใด ๆ

บทความโดย โชว์มีเดอะซีรีส์ สามารถติดตามการวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นต่างๆในซีรีส์และการวิเคราะห์ตอนต่อตอนได้ทางเพจ โชว์มีเดอะซีรีส์

ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่


Facebook Fanpage
 : facebook.com/korseries
Twitter
 : twitter.com/korseries
Website
 : korseries.com
Youtube 
: Korseries

Read More Articles


Korupdate






เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก