นับเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่กำลังมาแรงและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ สำหรับ The Early Spring (ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา) ซีรีส์โรแมนติกที่เสิร์ฟเคมีสุดเร่าร้อนพร้อมเรื่องราวความรักโรแมนติกที่ครองใจผู้ชมจนครองอันดับ 1 ในไทยต่อเนื่อง และขึ้นอันดับ 2 โลก 2 สัปดาห์ซ้อน
และเพื่อเป็นการเจาะลึกเบื้องหลังความฟินนี้ Korseries รู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้เป็นหนึ่งในตัวแทนสื่อมวลชนจากประเทศไทย เข้าร่วมการสัมภาษณ์พิเศษพูดคุยกับสองนักแสดงนำสุดฮอตอย่าง จิ่งป๋อหราน และ ซุนเชียน ร่วมกับสื่อมวลชนชั้นนำจากหลากหลายประเทศ งานนี้ทั้งคู่ได้มาเปิดใจถึงเบื้องหลังการถ่ายทำ เล่าถึงการสร้างสรรค์ฉากใกล้ชิดที่ปลอดภัยและงดงาม รวมถึงเจาะลึกมุมมองความรักของตัวละครที่หลายคนอินจนถอนตัวไม่ขึ้น มาติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มกันได้เลยค่ะ
ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับยกย่องว่าเป็น “ตำราความรักฉบับผู้ใหญ่” และ “เคมีทะลุปรอททุกตอน” ทั้งสองคนรู้สึกอย่างไรกับกระแสตอบรับนี้จากผู้ชมบ้างคะ
จิ่งป๋อหราน: เดี๋ยวผมตอบคำถามนี้ให้เองครับ จริง ๆ แล้วสำหรับผมกับเชียนเชียน นี่ถือเป็นครั้งแรกของเราทั้งคู่เลยครับที่ได้เล่นฉากอารมณ์ที่หวือหวาขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่ได้ลองทำอะไรแบบนี้ด้วย ทางทีมงานทั้งหมด รวมถึงโปรดิวเซอร์ของเรา โดยมี “ผู้ประสานงานฉากใกล้ชิด” (Intimacy Coordinator) มืออาชีพจากทาง Netflix มาดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งในระหว่างการทำงาน Intimacy Coordinator ได้ให้คำแนะนำและแนะนำแนวทางพวกเราได้ดีมากๆ ครับ จากการทำงานครั้งนี้ พวกเราถึงได้เรียนรู้ว่าในการถ่ายฉากใกล้ชิดแบบนี้ เราสามารถใช้ภาษากายในการถ่ายทอดและสร้างสรรค์ความงดงามขึ้นมาได้ เหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้พวกเราด้วยครับ เพราะก่อนหน้านี้พวกเราไม่ได้มีประสบการณ์ด้านนี้กันเท่าไหร่
ซุนเชียน: จริง ๆ ฉันรู้สึกว่าการมี Intimacy Coordinator เข้ามาดูแลเป็นอะไรที่สำคัญมากค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ตอนเล่นเรื่องอื่นไม่เคยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาก่อนเลย ตอนกำลังถ่ายอาจจะยังไม่ทันคิดอะไร แต่พอมานั่งคิดทบทวนดูทีหลัง ถึงรู้สึกว่าตำแหน่งนี้สำคัญมากจริงๆ ความเป็นมืออาชีพของ Intimacy Coordinator ช่วยให้เราสองคนจูนกันติดและแสดงร่วมกันได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือตลอดการถ่ายทำ Intimacy Coordinator ช่วยปกป้องและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ผลลัพธ์ที่ออกมาเลยทำให้คนดูรู้สึกสบายใจเวลาดูค่ะ
จิ่งป๋อหราน: ใช่ครับ และเพราะซีรีส์เรื่อง ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา (The Early Spring) เรื่องนี้เลย ที่ทำให้ทีมงานและบริษัทในอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศ(จีน)เรา หันมาให้ความสำคัญกับตำแหน่ง Intimacy Coordinator มากขึ้น และทำให้ทุกคนได้รู้ว่าที่แท้มีอาชีพเฉพาะทางอย่าง Intimacy Coordinator อยู่ด้วย
ช่วงแรกหลวนเนี่ยนกับซ่างจือเถาไม่ได้เริ่มจากจุดยืนที่เท่าเทียมกันเลยสักนิด คนหนึ่งคือมืออาชีพที่จัดเจนในสายงานมาก ๆ ส่วนอีกคนเป็นแค่เด็กใหม่ที่พยายามพิสูจน์ตัวเอง กระทั่งค่อย ๆ เติบโตขึ้นจนสามารถลุยเดี่ยวและพึ่งพาตัวเองได้ พวกคุณคิดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มเปลี่ยนไปจริง ๆ คือตรงไหนคะ เป็นช่วงเวลาที่เริ่มหวั่นไหวครั้งแรก หรือเป็นวันที่จู่ ๆ ก็ตระหนักได้ว่าเราไม่สามารถมองคนคนนี้ด้วยมุมมองเดิม ๆ ได้อีกต่อไปแล้วและเริ่มมองอีกฝ่ายในฐานะคนที่เท่าเทียมกัน
ซุนเชียน: ฉันคิดว่าแวบแรกเลยทั้งสองคนน่าจะมีมุมมองต่อกันที่แตกต่างกันมาก ๆ ค่ะ สำหรับซ่างจือเถา ในช่วงแรกเธอเป็นแค่คนโนเนมที่ไร้ตัวตนมาก ๆ ไม่มีใครสนใจ และไม่มีสายตาของใครคอยจับจ้อง จนหลวนเนี่ยนมาสังเกตเห็นและสนใจเธอ เลยทำให้ซ่างจือเถารู้สึกว่า “ฉันต้องพยายามอย่างหนัก ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้” จากคนที่เคยอยู่นอกสายตาทุกๆ คน วันหนึ่งจู่ๆ ก็ถูกจับจ้อง เธอเลยทำตัวไม่ถูก กลัวทำอะไรผิดพลาด และยิ่งทำให้เธออยากพิสูจน์ให้เห็นว่า “จริง ๆ ฉันก็มีดี ทุกคนแค่ยังไม่เคยสังเกตเห็นฉันเท่านั้นเอง” แต่พอยิ่งพยายามจะพิสูจน์ตัวเองแบบนั้น เลยยิ่งทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นง่าย แล้วก็โดนจับผิดได้อีก ก็เลยเกิดความรู้สึกที่เหมือนอยู่กันคนละระดับขึ้นมาค่ะ
จิ่งป๋อหราน: สำหรับผม จุดที่น่าสนใจของเรื่อง ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา (The Early Spring) มีอยู่ 2 ส่วนครับ หากมองจากมุมมองของตัวละคร ผมมองว่าซ่างจือเถาได้ก้าวผ่านการเติบโตและปรับเปลี่ยนตัวเองในโลกของการทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก ๆ เธอเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและรู้ชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไร ในทางกลับกัน หลวนเนี่ยน คือคนที่ได้ก้าวผ่านการเติบโตในด้านอารมณ์ความรู้สึกจากมุมมองของผู้ชาย ถ้าถามว่าเขาเริ่มหวั่นไหวตั้งแต่ตอนไหน จริงๆ ผมคิดว่าเขาหวั่นไหวมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วละครับ เพราะจากทุกการกระทำและทุกสิ่งที่เขาทำลงไป ผู้ชมทุกคนคงมองออกว่าเขาหวั่นไหวตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพียงแต่เจ้าตัวรู้ใจตัวเองช้าและใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเข้าใจซ่างจือเถา จนเข้าปีที่หกที่ซ่างจือเถาอยู่เคียงข้างหลวนเนี่ยนนั่นแหละ หลวนเนี่ยนถึงได้กลับมาทบทวน ย้อนมองอดีต และยอมเผชิญหน้ากับความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองเสียที ดังนั้นนั่นก็เลยเป็นช่วงเวลาที่เขาเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ควบคุม” ไปสู่การ “สูญเสียการควบคุม” และทำให้เขาตระหนักได้ว่าเขาประเมินตัวเองสูงไป และประเมินความรักต่ำเกินไป และนั่นคือจุดที่ทำให้เขาเติบโตจากความสัมพันธ์ครั้งนี้ครับ
ความสัมพันธ์ระหว่าง Luke (หลวนเนี่ยน) และ Flora (ซ่างจือเถา) เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับพนักงานใหม่ในออฟฟิศจนพัฒนาเป็นความรัก แล้วคิดว่าหลวนเนี่ยนเริ่มประทับใจและชื่นชมในตัวซ่างจือเถาตั้งแต่ตอนไหนคะ
จิ่งป๋อหราน: จริง ๆ แล้วซีรีส์ ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา (The Early Spring) เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ครับ จุดที่ดึงดูดผู้ชมของเรื่องนี้ก็คือมุมมองความรัก และเรื่องรัก ๆ ซึ่งมีความเป็นยุคปัจจุบันมากๆ ถ้าพูดกันตรง ๆ ในตอนแรกเริ่ม หลวนเนี่ยนมองว่าเป็นแค่เคมีและแรงดึงดูดทางกายภาพเท่านั้น เป็นความชอบที่เกิดจากแรงดึงดูดทางกายครับ จนกระทั่งในเวลาต่อมา เขาได้เห็นความสามารถในการทำงานของซ่างจือเถา ได้เห็นความเก่งในการยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง อดทนสู้งานไม่ถอยไม่บ่น และได้เห็นถึงศักยภาพที่เธอมี ความรู้สึกของหลวนเนี่ยนจึงเริ่มพัฒนาจากแรงดึงดูดทางกายมาเป็นการชื่นชมและยอมรับในตัวซ่างจือเถาจากข้างในจิตใจจริงๆ ผมมองว่าเหตุการณ์ในโลกของการทำงานนี่แหละครับเป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้ซ่างจือเถามัดใจหลวนเนี่ยนเอาไว้ได้
หลังจากซีรีส์ออกอากาศไป กระแสตอบรับทั่วโลกถือว่าฮือฮามาก ติดอันดับ Top 10 รายวันของ Netflix ทั่วโลกและได้รับความนิยมสูงมาก ทั้งสองคนรู้สึกไหมคะว่าทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเรามากขึ้น และรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือการทำงานบ้างไหมคะจากกระแสที่ร้อนแรงขนาดนี้
จิ่งป๋อหราน: ใช่ครับ พวกเราสัมผัสได้จริง ๆ ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าพวกเราดีใจกันมาก ๆ และนี่ก็ถือเป็นเซอร์ไพรส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเราได้รับจากซีรีส์ ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา (The Early Spring) เลยครับ พวกเราต่างก็คอยติดตามทางแพลตฟอร์มต่างประเทศอยู่ตลอด ได้เห็นความรักและความสนใจที่ผู้ชมทั่วโลกมีให้กับซีรีส์เรื่องนี้ รวมถึงตัวละครและเรื่องราวของซ่างจือเถากับหลวนเนี่ยน แล้วเราก็พยายามปฏิสัมพันธ์กับแฟนๆ ทั่วโลกในรูปแบบของพวกเราเองอยู่เรื่อยๆ ครับ และหลังจากนี้เราก็จะมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ต่อไปในอนาคตด้วย ต้องขอขอบคุณทุกคนมากๆ สำหรับความรักที่มีให้พวกเรา แล้วก็ขอถือโอกาสนี้ฝากคำขอเล็ก ๆ ไว้ครับ ถ้าทุกคนชอบซีรีส์เรื่องนี้ ฝากช่วยแชร์และบอกต่อให้เพื่อน ๆ รอบข้างได้ดูกันด้วยนะครับ เพราะพวกเราต้องการพลังสนับสนุนและอยากให้ทุกคนได้รู้จักเรื่องนี้จริง ๆ
อยากจะถามคุณซุนเชียนว่า ในเรื่องคุณรับบทเป็นเด็กใหม่ในออฟฟิศที่เพิ่งเริ่มทำงาน แต่เธอมีความกัดไม่ปล่อย ไม่ยอมแพ้ จนทำให้พวกเราชาวมนุษย์เงินเดือนดูแล้วรู้สึกอินตามสุดๆ อยากทราบว่าคุณสวมบทบาทตัวละครนี้อย่างไรคะ ถึงทำให้คนดูรู้สึกว่า “โห เหมือนเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนและเคยทำงานออฟฟิศมาจริง ๆ” และมีจุดไหนที่คุณเองก็รู้สึกอินเป็นพิเศษบ้างไหมคะ
ซุนเชียน: จริงๆ ฉันเองก็ย้ายมาอยู่ปักกิ่งตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ มาอยู่ตัวคนเดียว ต้องคอยจัดการทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน และการใช้ชีวิตด้วยตัวเองทั้งหมด จุดที่ฉันประทับใจและอินมากๆ คือช่วงที่ซีรีส์กำลังออนแอร์ ฉันไถโซเชียลแล้วไปเจอคลิปของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอแชร์ภาพตัวเองนั่งพิมพ์โน้ตบุ๊กตอบเรื่องงานอยู่ตรงริมฟุตบาท แล้วเธอก็พูดว่า “ปักกิ่งกว้างใหญ่ขนาดนี้ ฉันควรทำยังไงดีนะ… ตอนนี้ฉันเข้าใจ Flora แล้ว” ฉันเลยเข้าไปคอมเมนต์ตอบเธอว่า “ใช่แล้ว ปักกิ่งกว้างใหญ่มาก แต่ปักกิ่งก็มีทุกสิ่งที่เราตามหา และเราอาจเจอสิ่งนั้นได้ทุกที่” แล้วจู่ ๆ ฉันก็นึกถึงประโยคที่หลายคนชอบพูดกันว่า “Luke อยู่ที่ไหนกันเนี่ย!” จริงๆ แล้ว ‘Luke’ ในโลกความเป็นจริงอาจไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น และหายากมาก แต่ ‘ซ่างจือเถา’ ที่สู้ชีวิตน่ะมีเยอะมาก ๆ สิ่งที่ฉันอยากจะบอกกับทุกคนก็คือ ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง ตั้งใจพยายาม แล้วเราจะได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแน่นอนค่ะ
หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าประทับใจที่สุดของซีรีส์ก็คือเคมีของทั้งสองคนที่พุ่งกระฉูดมากๆ ในระหว่างการถ่ายทำ อยากทราบว่ามีฉากไหนที่ทำให้รู้สึกว่า สุดยอดมาก ๆ เราจูนกันติด เล่นเข้าขากันมากๆ ถ้าผู้ชมได้ดูต้องฟินจิกหมอนแน่นอน
จิ่งป๋อหราน: คุณพูดก่อนเลย
ซุนเชียน: คุณพูดก่อนสิคะ
จิ่งป๋อหราน: คุณพูดก่อนๆ เร็วเข้า (หัวเราะ) (สองคนคุยกันว่าฉากที่ชอบน่าจะไม่เหมือนกัน และคุยกันว่าเป็นฉากไหน)
ซุนเชียน: คุณพูดถึงฉากที่เขียนเบอร์โทรศัพท์หรือเปล่านะ แต่จริงๆ ฉันแอบชอบอีกฉากหนึ่ง คือฉากที่ฉันพูดกับเขาว่า “คุณชมฉันเยอะๆ หน่อยสิ” ฉากนี้เป็นฉากธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน พวกเราเดินจากป้ายรถเมล์แล้วเดินคุยกันไปเรื่อยๆ แล้วฉันก็พูดกับเขาว่า “ฉันอยากไปดื่มเหล้า แล้วก็อยากหาอะไรกินสักหน่อยด้วย” แล้วเขาก็เดินอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนฉัน ฉันรู้สึกว่าโมเมนต์นั้นแหละค่ะดีมากๆ เลย เพราะจุดเริ่มต้นของเราเริ่มมาจากแรงดึงดูดทางกาย จากนั้นถึงค่อยพัฒนาไปเรื่อยๆ และชอบกันมากขึ้นเรื่อยๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นจากเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน สะสมทีละน้อยนี่แหละค่ะ
จิ่งป๋อหราน: สำหรับผม ด้วยความที่เป็นผู้ชาย ในช่วงถ่ายทำผมเลยอาจจะไม่ได้รู้สึกกับฉากไหนเป็นพิเศษ แต่พอได้มาตามดูไปพร้อมกับทุกคนตอนซีรีส์ออนแอร์ แล้วเห็นผลงานที่ตัดออกมาจริงๆ ถ้าถามว่าชอบฉากไหน ผมคิดว่าเรามีฉากที่อบอุ่น งดงาม แล้วก็หวานจนโลกเป็นสีชมพู ทำให้คนดูพลอยอยากมีความรักไปด้วยในทุกตอนเลยครับ แต่ถ้าให้เลือกฉากที่ชอบที่สุด… ชอบสุดๆ จริงๆ… ผมยังคงยกให้ “ฉากดูดาว” ครับ และผมคิดว่าฉากที่พวกเราจูนกันติดและแสดงลื่นไหลมากๆ เพราะภาษากายและอารมณ์ความรู้สึกของเราสองคนในฉากนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำว่า “ฉากจูบ เราจะจูบกันยังไงหรือจูบนานแค่ไหน” แต่มันคือบรรยากาศโดยรอบ แสงดาว รวมถึงสิ่งที่อยู่ในสายตาของพวกเราสองคนในตอนนั้น ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันช่วยเติมเต็มและส่งให้ฉากนี้ออกมาสมบูรณ์แบบจริงๆ ครับ
อยากถามว่า ทั้งสองคนมองตัวละครหลวนเนี่ยนและซ่างจือเถายังไงกันบ้าง เพราะแน่นอนว่าตัวละครต้องมีทั้งจุดดีและจุดบกพร่อง ถ้าหากให้ลองติหรือเฟ้นหาจุดที่ไม่สมบูรณ์แบบที่สุดของตัวละครตัวเองออกมา คิดว่าจุดนั้นคืออะไรคะ
จิ่งป๋อหราน: สำหรับผม ในฐานะนักแสดงที่มองเข้าไปที่ตัวละคร ข้อดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ก็คือการที่เขาเป็นคนที่มีข้อเสียเยอะมากครับ เพราะตัวละครต้องมีจุดบกพร่องและไม่สมบูรณ์แบบ ถึงจะเป็นตัวละครที่สมบูรณ์ในแง่ของความเป็นมนุษย์ และทำให้เขาเกิดการพัฒนาเติบโตได้ทั้งในด้านตัวละครและอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ประทับใจผมมากๆ หากย้อนกลับมาพูดถึงตัวละครนี้ในซีรีส์ ผมก็ยังมองว่าข้อดีของเขาอยู่ตรงการที่เขามีข้อเสียนี่แหละ เพราะมันทำให้ตัวละครนี้สมจริง หลวนเนี่ยนไม่ใช่ตัวละครที่สมบูรณ์แบบเหมือนในซีรีส์รักโรแมนติกทั่วไป แต่มีความเป็นคนที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้พยายามปิดบังข้อเสียเหล่านี้ ซึ่งการที่ตัวละครนี้มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นคนที่บกพร่องก็ทำให้เขาได้เติบโตไปพร้อมๆ กับผู้ชม และเรื่องราวความรักระหว่างเขากับซ่างจือเถาก็ทำให้คนดูได้ค่อยๆ ก้าวเข้าไปในโลกของตัวละคร ได้โอบกอดตัวละครนี้ แล้วร่วมเฝ้ามองเขาเติบโตจนสมบูรณ์ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดครับ
ซุนเชียน: สำหรับซ่างจือเถา ข้อดีของเธอคือการเป็นเหมือนกระดาษขาวค่ะ ไม่ว่าคุณจะเขียนอะไรลงไป เธอก็ยอมรับได้หมด คุณจะวาดรูป เขียนข้อความ เขียนภาษาอะไรลงไป เธอก็พร้อมจะรับเอาไว้ หรือไม่ว่าคุณจะพับกระดาษ จะฉีกทิ้ง เธอก็รับไว้ได้ เพราะฉะนั้นซ่างจือเถาจึงเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างสูงมาก แถมยังเป็นคนกระตือรือร้น ใฝ่รู้ และจิตใจดีมากๆ ค่ะ ส่วนข้อเสียของเธอ ฉันคิดว่าเป็นเพราะจุดเริ่มต้นของความรักครั้งนี้เริ่มต้นจากสถานะที่ไม่เท่าเทียม ทำให้เวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับหลวนเนี่ยน เธอเลยมีความรู้สึกต่ำต้อยและไม่มั่นใจในตัวเองแฝงอยู่ตลอด ซึ่งจริงๆ แล้วฉันอยากให้ผู้หญิงทุกคนเชื่อมั่นว่าตัวเองดีพอ ผู้หญิงทุกคนมีความงดงามในแบบของตัวเอง และควรที่จะมีความมั่นใจในตัวเองมากๆ ค่ะ
คำถามนี้อยากจะถามคุณจิ่งป๋อหรานค่ะ เพราะหลวนเนี่ยนในเรื่องเป็นหัวหน้างานที่เก่งมาก และมีความเจ้าระเบียบสูงมาก คุณเข้าใจความเจ้าระเบียบของตัวละครนี้ยังไงบ้างคะ แล้วคิดว่าตัวเองในชีวิตจริงเป็นคนที่เข้มงวดกับคนอื่นด้วยไหม
จิ่งป๋อหราน: ในมุมมองของผม ผมเข้าใจมาก ๆ เลยครับว่าทำไมเขาถึงต้องเจ้าระเบียบขนาดนั้น เพราะในสายงานเขาคือคนที่โดดเด่นและมีพรสวรรค์สูงมาก แต่ถ้าเราจะเข้มงวดกับคนอื่น เราต้องเข้มงวดกับตัวเองให้ได้ก่อน ซึ่งจุดนี้ผมมองว่าหลวนเนี่ยนทำได้อย่างดีเยี่ยมครับ และถึงเขาจะเจ้าระเบียบ แต่เขาก็เป็นหัวหน้าที่ดีมาก ๆ เพราะเขาชี้ปัญหาในงานหรือข้อผิดพลาดของพนักงานตรงๆ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รีบลงมือแก้ปัญหานั้นทันที ไม่ใช่แค่เอาอารมณ์ของการเป็นหัวหน้ามาลงที่ปัญหาอย่างเดียว
ถ้าให้เลือก 3 คำ เพื่อนิยามเรื่องราวความรักของหลวนเนี่ยนกับซ่างจือเถา ทั้งสองคนจะเลือกคำไหนกันบ้างคะ
ซุนเชียน: คำแรกที่ฉันอยากเลือกคือคำว่า “ขอบคุณ” ค่ะ ขอบคุณที่ทั้งคู่ไม่เคยยอมแพ้ในกันและกัน และขอบคุณที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่ออีกฝ่าย พอเล่นเรื่องนี้จบแล้วฉันอินมากจริงๆ รู้สึกว่าการได้เจอคนที่รักกันมากขนาดนี้ เป็นเรื่องที่มีความสุขมากๆ ค่ะ
จิ่งป๋อหราน: สำหรับผม คือคำว่า “โอบรับกันและกัน” “ไม่ปล่อยมือ” และ “หนักแน่นในความรักที่มีให้อีกฝ่าย” ครับ เพราะจุดเริ่มต้นความรักของพวกเขาค่อนข้างพิเศษ ในช่วงแรกเรื่องงานกับเรื่องความรักผสมปนเปจนทำให้สับสน มีการขีดเส้นกั้นและข้ามเส้นกันไปมาอยู่ตลอด เส้นทางนี้ยากมาก แถมต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิง มีกำแพงของตัวเองตามสไตล์ผู้ใหญ่ กว่าจะผ่านพ้นหลายปีที่สับสนเรื่องงานกับความรักมาได้ก็ใช้เวลา แล้วสุดท้ายทั้งคู่ก็ยังคงไม่ปล่อยมือกัน และยังคงหนักแน่นในความรักที่มีให้อีกฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและงดงามมากจริงๆ ครับ ต่างฝ่ายต่างเข้าไปทำให้ชีวิตของอีกคนสว่างไสวขึ้น
ซุนเชียน: แล้วก็อีกคำคือ “รักมากๆๆๆๆๆๆ” ค่ะ (หัวเราะ)
ทั้งคู่เพิ่งเคยร่วมงานกับผู้กำกับเจี่ยงจี้เจิ้งเป็นครั้งแรก อยากให้เล่าถึงสไตล์การกำกับหรือแนวทางการทำงานในกองถ่ายค่ะ
จิ่งป๋อหราน: ในกองถ่ายสนุกมากครับ เพราะเรื่องนี้ทั้งกองถ่ายมีแค่ผม (หลวนเนี่ยน) กับผู้กำกับที่เป็นผู้ชาย (หัวเราะ) ถึงในเรื่องหลวนเนี่ยนจะมีสถานะเป็นผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องบน แต่ในชีวิตจริงที่กองถ่าย ผมกับผู้กำกับเป็นคนที่อยู่เบื้องล่างครับ เพราะพวกเราไม่ค่อยรู้ว่าจริงๆ แล้วผู้หญิงเขาชอบแบบไหน ฉากนี้ควรแสดงออกไปยังไง พวกเราเลยต้องคอยถามเชียนเชียน ถามคุณนักเขียนบทที่เป็นโปรดิวเซอร์ และทีมโปรดิวเซอร์คนอื่นๆ ตลอด พวกเราจะนั่งวิเคราะห์กันทุกฉาก แล้วทำงานร่วมกับ Intimacy Coordinator มืออาชีพด้วย ดังนั้นในมุมมองของผู้ชาย พวกเราทำงานบนพื้นฐานของการให้เกียรติผู้หญิง และพยายามถ่ายทอดออกมาในมุมที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกสบายใจที่สุดครับ สรุปคือผมกับผู้กำกับว่านอนสอนง่ายและฟังคำแนะนำมากๆ ครับ
ซุนเชียน: ที่ขำมากคือในกองถ่าย สองคนนี้ชอบทำเสียงถอนหายใจแบบ “เอ่อออ…” ผู้กำกับก็ชอบทำเสียง “อืมมม… อันนี้เหรอ แล้ว… แล้วพวกคุณว่าไงอ่าาาา (ซุนเชียนแกล้งลากเสียงยาวๆ ตลกๆ)” วนไปแบบนี้ตลอดเลยค่ะ (หัวเราะ)
จิ่งป๋อหราน: แล้วเวลาคุยกัน ผู้กำกับก็จะพูดว่า “โอเค เราสองคนมาคุยกันในมุมผู้ชายก่อนว่าเข้าใจฉากนี้ยังไง” แต่สุดท้ายผู้กำกับเจี่ยงก็มักจะจบด้วยคำว่า “แต่ว่าสาวๆ เขาชอบแบบนี้นี่นา งั้นเราถ่ายแบบนี้กันดีกว่า!” ผมก็ตอบ “ได้เลยครับ!”
ซุนเชียน: (หัวเราะ)
(นักข่าวถามเสริม: ปกติพวกนักแสดงชอบแกล้งแซวผู้กำกับแบบนี้กันบ่อยๆ อยู่แล้วหรือเปล่าคะ)
ซุนเชียน: ไม่น่ามีนะคะ แค่แอบคิดกันในใจค่ะ (หัวเราะ)
จิ่งป๋อหราน: ผู้กำกับเป็นคนที่เปิดรับฟังความคิดเห็นคนอื่นมากๆ นิสัยดีมาก เวลาเราทำงานด้วยกันก็จะปรึกษาและคุยกันตลอด และถ้ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน พอผู้กำกับพูดว่า “พวกผู้หญิงเขาชอบแบบนี้นะ” ปุ๊บ จบเลยครับ เราถ่ายตามนั้นเลย
ในเรื่อง ทั้งคู่เริ่มจากจุดที่ประสบการณ์และสถานะในสายงานต่างกันลิบลิ่ว จนค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาเคียงบารมีกันได้ ในชีวิตจริง ทั้งสองคนคิดว่าความสัมพันธ์จะยั่งยืนได้ต้องมีองค์ประกอบอะไรเป็นสำคัญที่สุดคะ เช่น ต้องรักกันมาก นิสัยเติมเต็มกัน เติบโตไปพร้อมกัน บารมีทัดเทียมกัน และถ้าเลือกได้แค่ข้อเดียวจะเลือกอะไรคะ
จิ่งป๋อหราน: เลือกยากมากครับ เพราะเรื่องราวของหลวนเนี่ยนกับซ่างจือเถาเป็นอะไรที่ค่อนข้าง… เริ่มก่อตัวจากจุดเล็กๆ ก่อน คือจากความรู้สึกทางกายพัฒนาไปสู่จิตใจ แล้วก็กลายเป็นความรัก แถมยังเป็นหัวหน้ากับลูกน้องที่ทำงานด้วยกัน ระหว่างเส้นทางเลยต้องเจอปัญหาหลายอย่าง ดังนั้นจึงถือเป็นความสัมพันธ์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัว มีความน่าสนใจและตื่นเต้นท้าทาย ไม่ใช่ความรักที่พบเจอได้ทั่วๆ ไปครับ
ซุนเชียน: ฉันคิดว่าไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน พอเราเอาคำว่ารักใส่เข้าไป ก็จะเกิดความสัมพันธ์ที่มีมิติหลายด้านมากขึ้น คือจากเดิมที่เราเป็นหัวหน้ากับลูกน้อง ฉันชื่นชมในตัวเขา มองเขาด้วยความเคารพบูชา เขาพูดอะไรฉันก็โอเคหมด จะพยายามทำสุดความสามารถเพื่อบรรลุสิ่งที่เขาต้องการ แต่พอมีเรื่องความรักเข้ามาแทรกตรงกลาง ในทางจิตวิทยาฝั่งผู้หญิงจะเริ่มมีความคิดเล็กคิดน้อยเกิดขึ้น เช่น “เขาจะรักฉันมากกว่านี้ได้ไหมนะ” หรือ “เขาจะปฏิบัติตัวกับฉันเป็นพิเศษกว่าคนอื่นได้หรือเปล่า” หรือบางทีก็อยากให้คุยเรื่องงานกันอย่างยุติธรรมตรงไปตรงมา พอสองมิตินี้มันข้ามเส้นกันไปมา ทั้งคู่เลยเกิดอาการงอนและตึงใส่กัน ประมาณว่า “ทำไมคุณทำแบบนี้” หรือ “ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้” ซึ่งนี่แหละค่ะคือเรื่องของความรัก ทำให้ขีดเส้นแยกออกจากกันเด็ดขาดไม่ได้
จิ่งป๋อหราน: ใช่ครับ เพราะผมมองว่าโจทย์ที่ยากที่สุดของพวกเขาสองคน คือการที่เรื่องงานกับเรื่องความรักมาซ้อนทับกัน ในฐานะผู้ใหญ่ ทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ต่างก็มีกระบวนการคิดและอารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกันออกไปอยู่แล้ว แต่ปัญหาของสองคนนี้คือ ต่างฝ่ายต่างคาดหวังเรื่องความเข้าใจและสายสัมพันธ์ทางจิตใจไว้สูงมาก แต่กลับไม่ยอมเอ่ยปากพูด แถมไม่มีใครยอมก้มหัวให้ใครก่อน เลยกลายเป็นว่า พอไม่ยอมสื่อสารกัน ความสัมพันธ์ก็ต้องเจอผลกระทบที่รุนแรงตามไปด้วย ดังนั้นถ้ากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน ผมคิดว่าการสื่อสารคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ เราต้องกล้าที่จะพูดและถ่ายทอดสิ่งที่คิดอยู่ให้อีกคนได้รับรู้
ซุนเชียน: เพราะสองคนนี้ในเรื่องไม่ค่อยชอบพูดสิ่งที่คิดออกมาเท่าไหร่ค่ะ
จิ่งป๋อหราน: เพราะศักดิ์ศรีมันค้ำคอทั้งคู่ ไม่มีใครยอมก้มหัวให้ใครก่อน
ซุนเชียน: แถมใจบางและรักษาฟอร์มกันทั้งคู่ด้วย
ผู้ชมหลายคนดูแล้วอินมากจนบอกว่า เลิกคลั่งรักกันขนาดนี้ได้แล้ว หันหน้ามาคุยมาสื่อสารกันดี ๆ ก่อนเถอะ! ในฐานะนักแสดง ทั้งสองคนเคยรู้สึกอึดอัดหรือขัดใจกับการกระทำของตัวละครตัวเองบ้างไหมคะ แล้วถ้าพูดกับตัวละครตัวเองได้หนึ่งประโยค อยากจะพูดว่าอะไร
จิ่งป๋อหราน: พวกเราหัวอกเดียวกับคนดูเลยครับ และผมก็เชื่อว่าคนดูเองก็อินในเรื่องราวของซ่างจือเถาและหลวนเนี่ยนไม่แพ้พวกเราที่เป็นนักแสดงเลย ทุกคนคอยอยู่เคียงข้างและร่วมเดินทางไปกับพวกเราจนจบเรื่องราวนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลักๆ ก็ยังคงเป็นเรื่องการสื่อสารนั่นแหละครับ อยากให้เปิดใจคุยกันเยอะๆ หน่อย
ซุนเชียน: สำหรับซ่างจือเถา สิ่งที่ฉันอยากบอกเธอคือ “ขอให้เชื่อมั่นว่าตัวเองคู่ควร” ค่ะ
จิ่งป๋อหราน: จริงๆ ที่ผ่านมาซ่างจือเถาทำได้ดีมาก ๆ แล้ว
ซุนเชียน: ใช่ค่ะ จากจุดเริ่มต้นมาจนถึงตอนนี้ จริง ๆ เธอทำได้ดีมาตลอด สิ่งที่ฉันอยากเห็นคือ อยากให้เธอเป็นเหมือนที่ฉันคอยบอกตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ในหลายๆ ครั้งเราอยากให้ตัวเองมีความมั่นใจมากกว่านี้ เชื่อมั่นว่าตัวเองจะทำได้ดียิ่งขึ้นไปอีก หรือเชื่อมั่นในความพยายามของตัวเอง เพราะกว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ไม่ง่ายเลย และทำได้ดีมากแล้ว พอย้อนกลับไปมอง จริงๆ เส้นทางที่เดินมาดีมากเลยค่ะ รู้สึกดีใจมาก ตัวซ่างจือเถาเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แล้วก็นั่นแหละค่ะ หลัก ๆ ก็คือเรื่องการสื่อสารกันค่ะ
ฉากไหนในซีรีส์ท้าทายที่สุดสำหรับพวกคุณ และเพราะอะไรคะ
จิ่งป๋อหราน: ฉากที่ท้าทายที่สุดก็ยังคงเป็นฉากเลิฟซีนครับ อย่างที่บอกไปตอนแรกว่านี่เป็นครั้งแรกของเราสองคนที่มีฉากหวือหวาขนาดนี้ และพวกเราก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ด้านนี้กันมาก่อน ฉากเลิฟซีนเลยเป็นโจทย์ยากข้อแรกของพวกเราเลยครับ
ซุนเชียน: คิดเหมือนกันเลยค่ะ โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีความเขินอายมากกว่า แต่โชคดีที่เรามี IC คอยดูแล และทีมงานในกองถ่ายก็ให้เกียรติพวกเรามาก คอยรับฟังความคิดเห็น รวมถึงไอเดียเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกเราในทุกเรื่อง และช่วยกันปรับให้ออกมาสวยงามและดีที่สุด พอทุกคนช่วยกันผลักดันให้ผลงานออกมาดี เป็นความรู้สึกที่ดีมากเลยค่ะ จิ่งป๋อหราน: พวกเราอยากพัฒนาฝีมือและทำออกมาให้ดีที่สุดจริง ๆ ครับ
ในเรื่องทั้งคู่เคมีทะลุปรอท และทุกครั้งที่เข้าฉากด้วยกันก็มีประกายไฟสปาร์กกันตลอด แล้วถ้าสมมติทั้งสองคนมองจากมุมของคนดู คิดว่ามีฉากไหนหรือโมเมนต์ไหนที่ชวนให้ฟินจิกหมอนหรืออินสุดๆ บ้าง เพราะอะไรคะ
ซุนเชียน: ฉันเป็นแบบนั้นเลยค่ะ! ช่วงหลายวันที่ผ่านมานั่งดูไปก็นั่งร้อง “กรี๊ดดด ช่วยด้วย!” เหมือนตัวเองไม่ได้เป็นคนแสดงเองเลยค่ะ (หัวเราะ) ทีมงานเห็นฉันนั่งดูในรถ ดูตอนแต่งหน้า แล้วฉันก็นั่งกรี๊ดไปกับเส้นเรื่องตลอด ทำไมหวานขนาดนี้! หวานมากกก ช่วยด้วย สุดๆ เวลาเห็นฉากหวานฉันจะแบบ โอ๊ย
จิ่งป๋อหราน: ในมุมของผม ฉากที่ทำให้ผมรู้สึกว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม คือทุกฉากหลังจากที่ทั้งคู่ทะเลาะกัน แล้วพยายามปรับความเข้าใจกัน แล้วมีเพลงประกอบขึ้นมา จะทำให้รู้สึกว่า “การมีความรักนี่มันดีจริงๆ นะ”
ซุนเชียน: จริงๆ ค่ะ ความรักเป็นสิ่งสวยงามมากเลย
จิ่งป๋อหราน: ทุกคนต้องมีความรักกันเยอะๆ นะครับ!
ซุนเชียน: ส่วนฉากที่ชอบมากๆ มีเยอะมากค่ะ อย่างฉากแรกที่เขาจ้องหน้าตอนกดโทรศัพท์ (กรี๊ดดดด)
จิ่งป๋อหราน: หรือฉากเมื่อวาน (1 ก.ย.)
ซุนเชียน: มีฉากที่จ้องตากันแล้วแววตาแบบ จี๊ดใจมาก ๆๆ แล้วก็มีของวันนี้ (2 ก.ย.) ฉากที่ทะเลาะกันแล้วก็หยอกกันบนเตียง ฉันนั่งดูแล้วเก็บทรงไม่อยู่เลย เขินตัวม้วนไปหมด ฉันดูแล้วได้แต่กรี๊ดอยู่ในใจ
นอกจากฉากคู่แล้ว เวลาหลวนเนี่ยนออกหน้าปกป้องในออฟฟิศก็เท่ระเบิดเหมือนกัน คนดูน่าจะอินเหมือนกันไหมคะ
ซุนเชียน: การกระทำของ Luke ดีทุกอย่างเลยค่ะ ยกเว้นตอนปากเสียค่ะ เขาเป็นพวกสุดทาง บทจะทำดีก็ดีใจหาย บทจะพูดจาใจร้ายก็ร้ายสุดๆ
จิ่งป๋อหราน: สรุปคือ “หลวนเนี่ยน นายอย่าพูดจะดีกว่า ทำอย่างเดียวพอ อย่าพูด!”
ซุนเชียน: แต่บางมุมเขาก็น่ารักมากนะคะ
เนื่องจากแฟน ๆ ซีรีส์ ต่างต้องตั้งตารออัปเดตสัปดาห์ละ 1-2 ตอนจนใจจะขาด ทั้งสองคนมี “วิธีรับมือกับอาการลงแดงรอซีรีส์” หรือเคล็ดลับแนะนำแฟนๆ ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ต้องรอคอยนี้ไปได้คะ
จิ่งป๋อหราน: เรื่องนี้พวกเราเองก็แอบไม่พอใจเหมือนกันครับ! (ซุนเชียนหัวเราะ) เข้าใจความรู้สึกแฟนๆ ดีเลย ขนาดพวกเราแสดงเอง พอมานั่งดูเองยังรู้สึกค้างและอยากดูต่อเร็วๆ สิ่งที่พวกเราทำได้ตอนนี้คือมีถ่ายคอนเทนต์เก็บไว้เยอะๆ
ซุนเชียน: คอยอัปเดตโซเชียลมีเดีย
จิ่งป๋อหราน: มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมให้บ่อยๆ
ซุนเชียน: ทุกคนจะได้เห็นพวกเราบ่อย ๆ ค่ะ!
จิ่งป๋อหราน: ใช่ครับ หรือถ้าทุกคนอยากได้อะไรเพิ่มเติม สามารถบอกผ่านทางแพลตฟอร์มมาได้เลย พวกเราพร้อมจะทำให้ครับ อยากจะทำให้ดีที่สุดเลย
ซุนเชียน: แฟนๆ อยากให้พวกเราทำอะไร บอกมาได้เลยนะคะ พวกเราพร้อมจัดให้ตามความต้องการของทุกคนเลยค่ะ!
จบลงไปแล้วกับบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เชื่อว่าจากบทสนทนาเหล่านี้ แฟน ๆ คงได้สัมผัสถึงความทุ่มเท ความใส่ใจในทุกรายละเอียด และบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ ซึ่งล้วนเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้ซีรีส์ The Early Spring (ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา) ออกมาสมบูรณ์แบบและสามารถเข้าไปนั่งในใจของผู้ชม
ใครที่กำลังอินกับความรักของ “หลวนเนี่ยน” และ “ซ่างจือเถา” มามูฟออนเป็นวงกลมไปด้วยกัน ส่วนใครที่ยังไม่ได้เริ่มต้นดู บอกเลยว่าห้ามพลาด มาร่วมพิสูจน์เคมีที่เข้าขากันสุด ๆ และตกหลุมรักพวกเขา รับชมครบทั้งหมด 24 ตอนได้แล้ววันนี้ที่ Netflix
บทความที่เกี่ยวข้อง
เรื่องย่อซีรีส์ : The Early Spring | ฤดูใหม่นี้มีเพียงสองเรา (2026)
ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่
Facebook Fanpage : facebook.com/korseries
Instagram : instagram.com/korseries
Twitter : twitter.com/korseries
Tiktok : tiktok.com/@Korseries
Website : korseries.com
Youtube : Korseries
ขอความกรุณาไม่คัดลอก-ดัดแปลงบทความไปโพสต์ลงในเพจ-สำนักข่าวอื่น รวมถึงไม่นำบทความไปอ่านลง YouTube หรือแพลตฟอร์มใด ๆ โปรดช่วยแชร์เป็นลิ้งก์นะคะ

