กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ของเกาหลีใต้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ สำหรับกรณีของนักแสดงสาว ฮายอง หลังจากที่เธอได้ไปร่วมรายการวาไรตี้และพูดถึงประวัติครอบครัวของเธอ ซึ่งนำไปสู่การขุดคุ้ยประวัติของคุณทวดจนพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสนับสนุนญี่ปุ่น (친일 – ชินอิล) ล่าสุดทางต้นสังกัดได้ออกมายอมรับและขอโทษต่อสาธารณชนแล้ว
ประเด็นดราม่าดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ฮายอง ได้ไปปรากฏตัวในรายการวาไรตี้ ‘Problem Child in House’ (옥탑방의 문제아들) ทางช่อง KBS2 และได้เล่าถึงประวัติความภูมิใจของครอบครัวที่สืบทอดสายเลือดแพทย์มาถึง 4 รุ่น ที่ คุณทวด, คุณปู่, คุณพ่อ และพี่สาวของเธอล้วนเป็นแพทย์ทั้งสิ้น โดยเธอได้กล่าวว่า “คุณทวดของฉันเป็นคนแรกที่เปิดคลินิกแพทย์แผนตะวันตกในฮันยาง (ชื่อเดิมของกรุงโซล) ในยุคนั้น และท่านยังเคยถวายการรักษาให้กับจักรพรรดิโกจงด้วยค่ะ”

อย่างไรก็ตาม หลังจากรายการออกอากาศไป ชาวเน็ตได้ทำการสืบค้นประวัติและตั้งข้อสงสัยว่า คุณทวดของเธออาจเป็นบุคคลกลุ่มสนับสนุนญี่ปุ่น (친일파) เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น ในตอนแรกทาง Bistus Entertainment ต้นสังกัดของฮายอง ได้ออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็วว่า “คุณทวดของฮายองคือคุณอันซังโฮจริง แต่ข้อสงสัยเกี่ยวกับการกระทำที่สนับสนุนญี่ปุ่นซึ่งแพร่กระจายอยู่ในโลกออนไลน์นั้น ไม่มีมูลความจริง”
ทว่า จากการตรวจสอบเชิงลึกในเวลาต่อมา พบว่า คุณทวดอันซังโฮ เคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาของสมาคม Daejeong Business Friendship Association (대정실업친목회) ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนญี่ปุ่นที่ประกอบด้วยชนชั้นสูงชาวโชซอน โดยมี อีวานยง เป็นที่ปรึกษา
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการค้นพบหลักฐานจากหนังสือพิมพ์ ‘Maeil Shinbo’ (매일신보) ฉบับปี 1918 ที่ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับครอบครัวของคุณอันซังโฮ ภายใต้หัวข้อ “ครอบครัวของแพทย์อันซังโฮที่กลายเป็นคนญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์” บทความเกริ่นนำว่าเขาคือผู้ที่นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาในโชซอนเป็นคนแรกและประสบความสำเร็จ ซึ่งในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว คุณอันซังโฮได้ระบุว่า “ผมเหมือนกับคนญี่ปุ่นทุกประการ และตอนนี้ผมก็ไม่มีชุดโชซอน (ฮันบก) เลยแม้แต่ชุดเดียว” ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตของครอบครัวเขาแทบไม่ต่างจากคนญี่ปุ่นเลย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ทาง Bistus Entertainment ได้ออกแถลงการณ์อีกครั้งเพื่อกลับลำและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า “ทางเราขอชี้แจงถึงส่วนที่เคยกล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า ‘ไม่มีมูลความจริง’ จากการตรวจสอบเพิ่มเติม เราขอยืนยันว่ามีบันทึกที่ระบุชื่อของคุณทวดอันซังโฮ อยู่ในรายชื่อสมาชิกสภาของสมาคมเมื่อปี 1916 อยู่จริง”
ต้นสังกัดได้กล่าวขอโทษอย่างสุดซึ้งว่า “เราขออภัยจากใจจริง ที่ทำให้เกิดความสับสนจากการตอบกลับอย่างเร่งรีบว่าไม่มีมูลความจริง โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ”
พร้อมกันนี้ยังได้เผยถึงความรู้สึกของฮายองว่า “ฮายองเพียงแค่กล่าวถึงประวัติครอบครัวที่เป็นแพทย์ 4 รุ่น ในระหว่างการตอบคำถามในรายการโทรทัศน์เมื่อไม่นานมานี้ นักแสดงสาวกำลังอยู่ในสภาวะที่รู้สึกหนักใจเป็นอย่างมากที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่ได้ตั้งใจ”
ต้นสังกัดกล่าวเสริมว่า “จากเหตุการณ์นี้ ทางเราตระหนักอย่างลึกซึ้งแล้วว่า การสื่อสารข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และประวัติของบุคคลต่อสาธารณชนนั้น จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบอย่างรอบคอบเพียงใด ฮายองเองก็จะจดจำเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความกังวลในครั้งนี้ไว้ และจะปฏิบัติตัวด้วยความระมัดระวังและถ่อมตัวให้มากขึ้นในอนาคต”

สำหรับประวัติของ อันซังโฮ คุณทวดของฮายอง สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์โตเกียวจิเค (Tokyo Jikei University School of Medicine) ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1902 และเป็นชาวเกาหลีคนแรกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของญี่ปุ่น เขาเดินทางกลับเกาหลีในปี 1904 และเปิดคลินิกส่วนตัวในย่านจงโน 3-กา กรุงโซล และต่อมาในปี 1919 เขามีประวัติร่วมกับแพทย์ชาวญี่ปุ่นในการถวายการรักษาจักรพรรดิโกจง
ประเด็นที่สร้างความโกรธแค้นและอ่อนไหวที่สุดต่อความรู้สึกของชาวเกาหลีใต้ในกรณีนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การมีชื่อในสมาคม เท่านั้น แต่คือประวัติที่ระบุว่า คุณทวดของเธอได้ “ถวายการรักษาจักรพรรดิโกจง ร่วมกับแพทย์ชาวญี่ปุ่นในปี 1919” ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พระองค์เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน
ในหน้าประวัติศาสตร์เกาหลี มีข้อสงสัยและข่าวลืออย่างหนักว่า จักรพรรดิโกจงถูก “ลอบปลงพระชนม์ด้วยยาพิษ” โดยฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งเหตุการณ์นี้นำไปสู่ความโกรธแค้นของประชาชนและจุดชนวน “การลุกฮือ 1 มีนาคม” (March 1st Movement) ซึ่งเป็นการเดินขบวนเรียกร้องเอกราชครั้งใหญ่ที่สุด การที่แพทย์ชาวเกาหลีเข้าไปมีส่วนร่วมกับแพทย์ญี่ปุ่นในราชสำนัก ณ ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน จึงถูกสังคมเกาหลีมองด้วยความคลางแคลงใจว่า อาจเป็นกลุ่มคนฝักใฝ่ญี่ปุ่นที่ได้รับอภิสิทธิ์จากการสวามิภักดิ์ หรือเป็นเครื่องมือของเจ้าอาณานิคม มากกว่าจะเป็นเกียรติยศสูงสุดทางการแพทย์
ดังนั้น การที่ลูกหลานอย่าง ฮายอง นำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าด้วยความภาคภูมิใจผ่านรายการโทรทัศน์ จึงไปสะกิดบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของชาวเกาหลีอย่างรุนแรง เพราะในยุคสมัยเดียวกันนั้น บรรพบุรุษของชาวเกาหลีคนอื่น ๆ จำนวนมากต้องเสียสละชีวิต สละทรัพย์สิน และถูกทรมานเพื่อเรียกร้องเอกราชจากผู้กดขี่นั่นเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง
จองแฮอิน – ฮายอง เติมความหวานและเคมีเหนียวหนึบติดใจใน Our Sticky Love ซีรีส์ออริจินัล Netflix
ติดตามข่าวสารและสิ่งที่น่าสนใจจากเราได้ที่
Facebook Fanpage : facebook.com/korseries
Instagram : instagram.com/korseries
Twitter : twitter.com/korseries
Tiktok : tiktok.com/@Korseries
Website : korseries.com
Youtube : Korseries
ขอความกรุณาไม่คัดลอก-ดัดแปลงบทความไปโพสต์ลงในเพจ-สำนักข่าวอื่น รวมถึงไม่นำบทความไปอ่านลง YouTube หรือแพลตฟอร์มใด ๆ โปรดช่วยแชร์เป็นลิ้งก์นะคะ
Source (1)

