The Age of Blood เป็นเรื่องเล่าถึงการก่อกบฏครั้งสำคัญในยุคสมัยของพระเจ้ายองโจ ซึ่งมีองครักษ์หลวงฝีมือดี เป็นผู้รับมือจัดการกับกบฏด้วยความจงรักภักดีต่อกษัตริย์

เพื่อเป็นการปูพื้นความเข้าใจของประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ผู้เขียนจะสรุปสั้นๆให้พอเห็นภาพก่อน คือ

พระเจ้ายองโจ คือ องค์ชายยอนอิง หรือชื่อก่อนแต่งตั้งคือ องค์ชายอีกึม เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าซุกจงกับพระสนมซุกบิน ตระกูลชเว ซึ่งถ้าใครได้ชมซีรีส์เรื่องทงอี จะพอนึกภาพออกสบายๆว่า ก็คือลูกของพระเอกนางเอกในเรื่องแหละ ส่วนพระราชโอรสที่ประสูติจากพระสนมฮีบิน ตระกูลชัง ก็คือ องค์ชายอียุน และได้รับแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท แต่ทรงมีพระพลานามัยไม่สมบูรณ์ ถึงกระนั้นก็ตามภายหลังก็ยังได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา เป็น พระเจ้าคยองจง

ในยุคสมัยนั้น อำนาจการเมืองถูกแบ่งฝ่ายชัดเจนเป็นสองขั้ว หนึ่งคือ ฝ่ายโซรน เป็นกลุ่มหัวก้าวหน้า สนับสนุนองค์รัชทายาท แต่อีกขั้วคือ ฝ่ายโนนน เป็นกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยม สนับสนุนพระอนุชา องค์ชายยอนอิง เมื่อพระเจ้าคยองจงสวรรคตและไม่มีทายาทสืบราชบัลลังก์ พระอนุชาจึงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้ายองโจ  แต่ขุนนางฝ่ายโซรนไม่ยอมรับ รังเกียจเดียดฉันท์ในความไม่คู่ควรกับฐานันดรกษัตริย์ เพราะมีมารดาเป็นหญิงต่ำต้อย และกล่าวหาว่าทรงมีเจตนาลอบปลงพระชนม์พระเชษฐาเพื่อชิงบัลลังก์มาด้วย

จึงเป็นที่มาของกลุ่มกบฏที่นำทีมโดยอีอินจวา ขุนนางอีอินจวาเกิดในรัชสมัยพระเจ้าซุกจง อันนี้ถ้าใครเคยชมซีรีส์เรื่อง Royal Gambler หรือ Daebak ก็คงพอจำชื่อได้ (แต่เรื่องราวใน Royal Gambler เป็นงานแต่งเติมเพื่อความบันเทิงมากกว่าเน้นประวัติศาสตร์) อีอินจวาเองมีศักดิ์ของราชนิกูล เพราะมีเชื้อสายราชวงศ์ที่มาจากพระเจ้าเซจงมหาราช และจัดว่าเป็นขุนนางที่ฉลาดปราดเปรื่องมากจึงสามารถวางแผนการกบฏที่มีเล่ห์เหลี่ยม

ตามข้อมูลในประวัติศาสตร์ พระเจ้ายองโจ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวที่สุดของราชวงศ์โชซอน พระองค์ดำเนินแผนการสมานฉันท์ จัดการความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขุนนางได้ดี ทำให้บ้านเมืองหลังจากกบฏอีอินจวาสงบ มีเวลามีโอกาสไปพัฒนาการค้า พระเจ้ายองโจยังทรงได้ชื่อว่าทรงห่วงใยราษฎรโดยการเสด็จออกนอกวังไปเยี่ยมและถือความเดือดร้อนของราษฎรเป็นสำคัญ อย่างที่กษัตริยที่ผ่านมาไม่เคยทำ เรียกได้ว่าเป็นกษัตริย์ในอุดมคติตามลัทธิขงจื้อ ทรงลดความหรูหราของราชสำนัก ทรงห้ามการดื่มสุรา ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของพระองค์ และยังทรงเลิกการใส่วิกผมของสตรีชั้นสูง แต่ก็เป็นกษัตริย์ที่มีเรื่องราวโศกนาฏกรรมในด้านความสัมพันธ์กับพระโอรสที่เข้มงวดจนองค์รัชทายาทซาโดเสียสติ ภายหลังถึงขั้นปลดพระยศและลงอาญาขังในกล่องไม้ใส่ข้าวจนสิ้นพระชนม์ ซึ่งก็มีการนำไปทำเป็นบทภาพยนตร์เช่นกัน คือเรื่อง The Throne (2015)

กลับมาเข้าเรื่องของ The Age of Blood เกริ่นต้นเรื่องถึงอีอินจวา (รับบทโดย คิมจีฮุน) ที่ก่อการกบฏแล้วถูกปราบ นำไปทรมานจองจำตัวไว้ แต่เหล่าแก๊งค์สมุนที่ยังอยู่ ได้ร่วมมือกันลุกขึ้นมาวางแผนครั้งใหม่อย่างดี เข้าแทรกซึมวางสายลับไว้ทุกอณูในวังหลวง และค่ำคืนหนึ่งจึงบุกห้าวหาญเข้าคุกหลวงเพื่อปลดปล่อยอิสรภาพให้อีอินจวาออกมาเพื่อจัดการปลดพระเจ้ายองโจจากบัลลังก์

ในขณะที่ คิมโฮ (รับบทโดย จองแฮอิน) อดีตเป็นองครักษ์หลวง แต่ปัจจุบันถูกปลดไปเป็นยามคุมเรือนจำ คืนนี้เป็นคืนแรกของการทำงาน แต่ก็ต้องเจอกับทีมสมุนของอีอินจวาที่มาถล่มคุก ในบทสุดโฉดและโหด ฆ่าเรียบไม่ว่าจะเป็นผู้คุมหรือนักโทษ คิมโฮที่ต้องสู้ทั้งรักษาชีวิตตนเอง รักษาชีวิตลุงมันซอก (รับบทโดย อีวอนจง) ลุงของตนที่เป็นผู้คุมเช่นกัน และยังมีหลานชายตัวน้อยที่มักมาป้วนเปี้ยนแถวที่ทำงานด้วย และท้ายสุดที่ยิ่งใหญ่กว่าอื่นใด คือการสู้เพื่อความจงรักภักดีต่อองค์กษัตริย์

คิมโฮต้องงัดทุกวิทยายุทธของตนในการประมือกับ 5 สมุนของอีอินจวา ซึ่งเป็นสุดยอดฝีมือระดับเซียนที่เชี่ยวชาญอาวุธต่างกันไป ได้แก่ กระบองลูกตุ้มเหล็ก ธนูใหญ่ ธนูเล็ก ทวน และดาบ  ต้องตามลุ้นกันว่าเขาจะรับมือได้อย่างไร และสามารถปกป้องวังหลวงให้พระเจ้ายองโจได้หรือไม่

เนื่องจากเนื้อหนังค่อนข้างน้อย บทออกแนวตื้นๆ ถึงจะมีการหยอดเซอร์ไพรส์หักมุมเล็กน้อยท้ายเรื่องแล้วก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าไม่อยากให้ผู้ชมคาดหวังนัก เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับการดูแบบเน้นพระเอก ‘จองแฮอิน’ และเน้นความเป็น ‘พระเอก’ คือบทแบบฮีโร่ one man show มากกว่าละกัน คือ พระเอกเก่งเหลือหลาย ตายยากสุดๆ ยังกะหุ่นยนต์รบแบตไม่มีหมด แถมเลือดอาบหน้ายังไงก็ยังหล่อ 555 ส่วนตัวละครอื่นๆทั้งหมดก็เปรียบเสมือนตัวประกอบ ทุกคนแทบไม่มีเรื่องเล่าภูมิหลังใดๆ เลยขาดมิติของบทและอารมณ์ ถ้าประเมินเอาเฉพาะในด้านเนื้อหา ส่วนตัวผู้เขียนก็ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นะ

อรรถรสเดียวที่โดดเด่น ขอยกให้กับฉากบู๊แอคชั่น ซึ่งเรียกได้ว่า 80-90% ของเรื่องเป็นการต่อสู้ฟาดฟัน ด้วยศิลปะการต่อสู้และอาวุธหลากหลาย เน้นที่ดาบและธนู มีฉากชิงไหวชิงพริบบ้าง คิวบู๊หลายๆฉากถูกออกแบบและถ่ายทำออกมาได้สวยงามใช้ได้เลยหละ แต่ก็จะเป็นภาพในช่วงกลางคืนซะเกือบทั้งเรื่อง เพราะการก่อกบฏรวบอำนาจกษัตริย์จะต้องกระทำอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ทั้งหมดของเรื่องจึงเกิดขึ้นภายในคืนเดียวนั่นเอง อารมณ์เมื่อดูเรื่องนี้จบ มีความรู้สึกคล้ายเล่นเกมคอมพิวเตอร์พวก battle อะไรประมาณนั้น

แต่เน้นย้ำว่าถ้ารักจองแฮอิน ต้องดูนะคะ 555 ไหนๆก็ไหนๆละ ขอเล่าเสริมถึงบทสัมภาษณ์ของจองแฮอินว่า ตอนที่ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ตกอยู่ในช่วงหน้าร้อน การถ่ายทำฉากคุกซึ่งไม่ค่อยมีอากาศถ่ายเท กับการต้องถ่ายฉากแอคชั่นยาวนานถึง 8 ชม. ทำให้ร้อนมากๆ เหงื่อชุ่มโชกตลอดเวลา แต่จองแฮอินเองก็ไม่ท้อ ยังคงเต็มที่กับหนังเรื่องนี้มาก

Trailer : 

Advertisements