Monstrum หรือ พันธุ์อสูรกลาย เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซี แอคชั่น แบบผจญภัยต่อสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ปรากฏตัวในยุคโชซอน จินตนาการที่สนุกสนานนี้ ผู้กำกับ ฮอจงโฮ ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ดังในอดีตเรื่อง The Host (2006) ของผู้กำกับบงจุนโฮ ซึ่งเล่าถึงสัตว์ประหลาดยักษ์ มหันตภัยจากแม่น้ำฮัน  เมื่อนำมาผสมผสานกับข้อเท็จจริงเรื่อง ‘สิ่งแปลกประหลาด’ ที่ถูกบันทึกไว้ในจดหมายเหตุของโชซอน รัชสมัยของพระเจ้าจุงจงในปี 1506 (แต่ในพงศาวดารมิได้ระบุชัดเจนว่าเป็นสิ่งใด) จึงประกอบร่างออกมาเป็นจินตนาการอสูรร้ายตัวใหม่ นำมาต่อบทกับพลอตการเมืองชิงบัลลังก์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของงานบันเทิงซากึก (ยุคโบราณ) ทำให้ผู้ร้ายของเรื่องนี้มีสีสัน มีมิติ ให้ลุ้นเชียร์ในสไตล์ฮีโร่ประจันบานมันส์ๆ และแปลกตาด้วยว่าเป็นยุคซากึก

เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคสมัยของพระเจ้าจุงจง กษัตริย์ลำดับที่ 11 แห่งราชวงศ์โชซอน ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าย็อนซันที่ถูกเหล่าขุนนางรัฐประหารยึดอำนาจด้วยเหตุผลความวิปริตวิปลาสที่ไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้  แต่หลังจากนั้นเหล่าขุนนางก็เริ่มไม่พอใจพระเจ้าจุงจง (รับบทโดย พัคฮีซุน) อีกเช่นกัน

ในช่วงนั้น บ้านเมืองระส่ำระสายจากข่าวลือหนาหูว่าบนเขาอินวังซัน มีอสูรกายยักษ์ สังหารผู้คนอย่างโหดร้าย ชาวบ้านหวาดผวาจนไม่สามารถใช้ชีวิตปกติสุขได้ ขาดแหล่งทำมาหากินจากบนเขาซึ่งใช้จับสัตว์ป่า หาสมุนไพร ทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะแร้นแค้นดุจกลียุค  มหาเสนาบดีชิมอุน (รับบทโดย อีคยองยอง) ขุนนางทรงอิทธิพล ผู้คุมเกมในวัง ได้ทูลให้พระเจ้าจุงจงรีบจัดการปัญหา มิฉะนั้นราษฎรจะขาดความเชื่อมั่นต่อพระองค์  พระเจ้าจุงจงจึงนึกถึงยุนกยอมอดีตราชองครักษ์คนเก่งที่ทรงไว้พระทัย

ยุนกยอม (รับบทโดย คิมมยองมิน) หันหลังให้ราชสำนักเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะความขัดแย้งและคับข้องใจจากวิธีจัดการปัญหาเหตุโรคระบาดใหญ่ของเมืองที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ประชาชนถูกสั่งฆ่าทิ้งมากมายอย่างไร้ความปราณี เขาช่วยเด็กหญิงคนหนึ่งที่มิได้เป็นโรคแต่ต้องเป็นกำพร้า แต่เหล่าขุนนางกลับลงมติให้ฆ่าเด็ก และพระเจ้าจุงจงผู้เป็นกษัติย์หุ่นเชิดก็ไม่สามารถปกป้องใดได้ ยุนกยอมจึงพาเด็กน้อยไปเลี้ยงดูเองที่กลางป่าดุจลูกสาวตนเอง เติบโตเป็น มยอง (รับบทโดย ฮเยริ) แก่นกล้า มีฝีมือด้านธนู ใฝ่รู้งานแพทย์ และมีอาซองฮัน (รับบทโดย คิมอินควอน) ซึ่งเป็นอดีตลูกน้องและน้องร่วมสาบาน อาศัยอยู่ด้วยกันในป่าห่างไกลเมืองหลวง ดำรงชีพเป็นชาวบ้านหาผัก จับสัตว์  พระเจ้าจุงจงจึงส่งบัณฑิตฮอ (รับบทโดย ชเวอูชิก) นำหน้าไปทาบทามยุนกยอมมารับภารกิจนี้ ย้ำด้วยการออกโรงไปขอร้องด้วยพระองค์เองด้วย

STILLCUTSTILLCUTSTILLCUTเมื่อทั้งสามเข้าเมืองฮันยาง(เมืองหลวงของโชซอน) และสำรวจเขาอินวังซัน ก็พบร่องรอยศพชาวบ้าน ที่วิเคราะห์แบ่งได้สองประเภท เกือบทั้งหมดถูกฆ่าเหวอะหวะ ร่างขาดสยดสยอง แต่มีศพหนึ่งที่ต่างไป เพราะมีแผลเน่าพุพองน่าขยะแขยง ประหนึ่งเป็นโรคร้าย

ปฏิบัติการออกล่าอสูรร้ายจึงเริ่มต้นขึ้น เสนาบดีชิมอุนทูลให้เรียกกำลังเสริมจากชายแดนเข้าเมือง เป็นกองทหารในสังกัดของตนและเพิ่มเติมด้วยกองหนุนจากชาวบ้านมาร่วม  กองกำลังพยัคฆาใต้สังกัดของเสนาบดี นำทัพโดย นายทหารจินยง (รับบทโดย พัคซองอุง) ส่วนกองหนุนชาวบ้าน ก็ใช้วิธีบีบบังคับเกณฑ์มา ซึ่งมีชายแก่คนหนึ่ง (รับบทโดย อีโดคยอง) ที่ยุนกยอมอนุญาตให้กลับบ้านไป แต่เขายังยืนยันขอไปได้โดยจะไม่เป็นภาระแน่นอน

กลางป่าบนเขาอินวังซัน กองกำลังพยัคฆากลับลงมือเข่นฆ่าชาวบ้านและทีมของยุนกยอม เผยความจริงว่าเสนาบดีชิมอุนเองนี่แหละที่เป็นผู้แต่งเรื่องสร้างข่าวลืออสูรร้าย เพื่อปั่นป่วนเมือง เป็นแผนการเมืองให้องค์กษัตริย์เสียศูนย์ เสียเครดิต จะได้ยึดอำนาจ ซึ่งการนำกองกำลังเข้ามาในเมืองก็เป็นการปูทางไปยึดบัลลังก์นั่นเอง

แต่ในความโชคร้ายมีโชคดี ในความโชคดีมีโชคร้าย เพราะทีมของยุนกยอม บัณฑิตฮอ และชายแก่ ซึ่งถูกทำร้ายหมายชีวิต กลับได้พบรังของอสูรตัวจริง จึงได้รู้ว่า ศพที่เละหนองพุพอง คือฝีมือของอสูรตัวนี้ อสูรที่ทั้งกัดกินคนและยังแพร่ระบาดเชื้อโรคร้ายไปในตัวด้วย ส่วนศพอื่นมากมายที่เหลือเป็นฝีมือของอสูรในคราบมนุษย์ชิมอุนนั่นเอง

ยุนกยอม ซองฮัน มยอง และบัณฑิตฮอ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็ทำให้ได้พบความจริงของอสูรกลายพันธุ์ตัวนี้ ทั้งหมดก็ด้วยความช่วยเหลือของชายแก่ชาวบ้านคนนั้น เขาเป็นใคร ที่มาของอสูรคืออะไร ทำไมจึงโหดร้าย จะกำจัดมันได้อย่างไร ท่ามกลางศึกหนักอีกด้านที่จ้องโค่นบัลลังก์พระเจ้าจุงจงอีก ยุนกยอมจะจัดการอย่างไร ต้องไปติดตามกันต่อค่ะ

โดยรวม หนังได้มาตรฐานของอรรถรสครบตามสไตล์พลอตฮีโร่ปราบสัตว์ร้าย คู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าทุกด้าน ไม่ว่าจะขนาด พละกำลัง ความโหดจากสัญชาติญาณสัตว์ป่า มีเพียงสติปัญญาและความกล้าเท่านั้นที่จะใช้รับมือและพิชิตมันได้ ซึ่งก็จะมีฉากลุ้นๆอยู่เยอะพอควร ลุ้นตื่นเต้นบ้าง แฝงฮาบ้าง ผ่อนคลายความตึงเครียดในซีนหน้าสิ่งหน้าขวานได้ดีเหมือนกัน ซีจีจัดเต็มเพื่อความตื่นเต้นเร้าใจสมจริง

ช่วงแรกของหนังก็ได้รสชาติของปริศนา สืบสวน ที่ชวนสงสัยและลุ้นติดตาม ใคร่รู้ว่า อสูรร้ายตัวนี้มีจริงไหม หน้าตาเป็นเช่นไร ส่วนคำถามที่คนอยากรู้ก่อนชมคือ มันเป็นสัตว์อะไร ถ้าดูจากในเทรลเลอร์คงเห็นว่า ดีไซน์คงมีจินตนาการมาจากตัว เซี่ยจื้อ (獬豸: Xie Zhi) หรือคนเกาหลีเรียกว่า แฮแท  (Haetae) หน้าตาเป็นสิงต์โตมีเขา เกาหลีนำไปใช้ทำแมสคอต แฮชิ (Haechi) ที่เป็นสัญญลักษณ์กรุงโซลด้วย

ถ้าถามหาความเข้มข้นของอารมณ์ของหนัง อาจดูอ่อนไปนิด เพราะไม่ได้ขยี้บทใดเป็นพิเศษ แตะๆเกลี่ยๆไป และมีความเป็นสูตรสำเร็จที่เดาทางได้สำหรับผู้ชมที่ช่ำชองงานสายนี้  การให้ที่มาที่ไปของแต่ละเรื่องก็มาครบนะ แต่อาจไม่ได้ลึกซึ้งมากนัก ดังนั้น ถ้าดูแบบไม่คิดมาก ไม่เค้นเอาความถึงกึ๋นถึงใจ  ผู้เขียนก็ว่าเรื่องนี้ให้ความบันเทิงในระดับที่ใช้ได้อยู่นะ คุ้มค่าชมค่ะ งานซีจีก็เยอะดี เนี๊ยบตั้งใจดี แต่ในอีกมุม อาจเพราะซีจีฉากของสัตว์ประหลาดกระหน่ำเยอะมากไป จนทำให้ความขลังน่ากลัวลดไปบ้างในช่วงหลังๆ คือดูจนชินตาซะก่อนจะได้พีคจบเรื่อง 555

จุดเด่นของหนังที่ผู้เขียนชอบ คือการผูกพลอตเรื่อง  ‘อสูร’ ว่ากันตามแบบตรงไปตรงมาตามตัวอักษร ‘อสูร’ ก็คือสัตว์ประหลาดร่างมหึมาที่โหดร้ายตามสัญชาติญาณสัตว์  กับ ‘อสูร’ ที่เป็นความหมายนัย ซึ่งก็คือมนุษย์ที่โหดร้ายเข่นฆ่าผู้คนแบบไร้สติไม่ต่างจากสัตว์ร้าย  การกลายพันธุ์ของอสูร เป็นการเพิ่มดีกรีความน่ากลัว แบบคาดเดาไม่ได้ไปอีกชั้น  แต่อสูรที่เป็นนัย เมื่อกลายพันธุ์ก็ยิ่งน่ากลัวในความซับซ้อนทางความคิด เล่ห์เพทุบาย เพราะสติปัญญาที่สูงกว่า แต่ท้ายสุดก็ประมาทว่าตนจะเหนือกว่าใครๆแม้แต่สัตว์ร้ายได้  จึงต้องจบสิ้นไปกับกรรมที่ตามมาทัน

   

Image result for monstrum poster

Trailer : 

Advertisements