นับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์คุณภาพในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีใต้ สำหรับ “Masquerade” หรือ “Gwanghae : The Man Who Became King” ที่ได้รับความนิยมอันดับสูง จนติดอันดับ 9 ของภาพยนตร์ที่มียอดขายตั๋วสูงสุดตลอดกาล ปาดหน้าอันดับ 10 คือ King and The Clown (2005) ที่ยืนตำแหน่งมานานไปอย่างฉิวเฉียด ไม่เพียงความสำเร็จด้านรายได้ แต่ Masquerade ยังได้รับรางวัลมากมายจากหลากหลายเวทีเชียวหละ และเสียงวิจารณ์ชื่นชมในบทที่สรรค์สร้างมาอย่างสวยงามเข้าถึงอารมณ์ชวนประทับใจ การดำเนินเรื่องจากฝีมือการกำกับการแสดงที่ดีเยี่ยม และความลงตัวของฝีมือนักแสดงหลัก อย่าง อีบยองฮอน ฮันฮโยจู รยูซึงรยง จางกวัง ซึ่งทำให้ผู้ชมได้สามารถที่จะได้รับความสนุกสนานอย่างกลมกล่อมสมบูรณ์จากผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้

“Masquerade” หรือ “Gwanghae : The Man Who Became King”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาโดยอ้างอิงเหตุการณ์ในรัชสมัยของพระราชาควังแฮ ซึ่งครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 15 ในราชวงศ์โชซอน ตามประวัติศาสตร์จริง การได้มาซึ่งบัลลังก์ขององค์ชายควังแฮก็ผ่านมรสุมการเมืองหนักหนาสาหัส และยังต้องรับมือกับสงครามต่อต้านญี่ปุ่นยาวนานหลายปี ในรัชสมัยดังกล่าวนี้มีการดำเนินความสัมพันธ์การฑูตเป็นกลางกับจีนทั้งสายราชวงศ์หมิง และสายราชวงศ์ชิง อีกทั้งยังปฏิรูปสร้างความเจริญให้โชซอนในด้านการค้า การจัดระบบสำมะโนประชากรและการเกณฑ์ทหารที่ไม่มีละเว้นชนชั้น แต่ในท้ายที่สุดพระองค์ไม่สามารถคานพลังกลุ่มการเมืองของขุนนางทั้งสองฝ่ายให้สมดุลได้ จนทำให้ถูกยึดอำนาจและเนรเทศไปยังเกาะเชจูโดยกลุ่มขุนนางฝ่ายตะวันตก จวบจนสิ้นพระชนม์ก็เป็นพระราชาที่มิได้รับพระนามกษัตริย์เลย

นักเขียนบทได้หยิบประเด็นบางอย่างในประวัติศาสตร์มาแต่งเป็นเรื่องราวในภาพยนตร์นี้ ซึ่งก็คือ การตั้งสมมติฐานว่า มีประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไปจากบันทึกจดหมายเหตุ 15 วันของรัชกาลนี้ อาจมาจากความจงใจไม่บันทึกไว้ เพราะมีเรื่องอยากปกปิดเป็นความลับหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงเอกสารต่างๆที่ขาดหายไปอาจเป็นเพราะถูกทำลายสูญหายก็ได้ นับเป็นกิมมิคเนียนๆเปิดเรื่องได้อย่างน่าสนใจทีเดียวว่า ความลับที่มิอาจนำมาบันทึกไว้นั้น ก็คือ การนำชายสามัญชนคนหนึ่งมาปลอมตัวเป็นพระราชานั่งบัลลังก์แทน ยาวนานถึง 15 วัน

เรื่องราวในภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้น ณ ปีที่ 8 ในรัชสมัยพระราชาควังแฮ (รับบทโดย อีบยองฮอน) ซึ่งเป็นพระราชาที่บริหารบ้านเมืองด้วยหลักการประคองบัลลังก์ให้รอด คอยคานอำนาจของเหล่าขุนนางที่มีแบ่งฝักฝ่ายทรงอิทธิพล ห้ำหั่นกันในเกมการเมือง ซึ่งถ้าฝ่ายหนุนพระองค์เพลี่ยงพล้ำก็มีผลต่อความมั่นคงของบัลลังก์ที่อาจถูกยึดเปลี่ยนขั้วไป ยิ่งเมื่อเกิดข่าวลือเรื่องกบฏหนาหูทั่วราชสำนัก จึงทำให้พระองค์มีความวิตกกังวลระแวดระวังความปลอดภัยมากขึ้น

วันหนึ่งเกิดพบว่าพระกระยาหารที่กำลังจะเสวย ทำให้ช้อนเงินแปรสภาพเป็นสีดำ สร้างความตระหนกว่าต้องมีผู้ลอบวางยาพิษหมายพระชนม์ชีพ จึงมีดำริอยากย้ายหนีจากวัง แต่ราชเลขาคนสนิท ฮอกยอน (รับบทโดย รยูซึงรยง) ท้วงติงมิให้เปิดช่องโหว่ถูกยึดวังหลวงไปโดยง่าย จึงทรงเปลี่ยนแผนเป็นให้เร่งเสาะหาคนมาปลอมเป็นพระองค์อยู่ประจำวังหลวงซะ และตัวเองจะได้หลบภัยไปพำนักที่นอกวังโดยมิมีใครล่วงรู้ ถ้าเกิดเหตุปองร้ายอีก ตัวปลอมก็จะรับชะตานั้นไปแทน!

ฮาซอน (รับบทโดย อีบยองฮอน) หนุ่มชาวบ้าน ความรู้พออ่านออกเขียนได้ มีอาชีพจำอวด เล่นละครตลกลามกชวนหัว ประจำอยู่ที่หอนางโลมดังของเมือง เรื่องที่แสดงแล้วสามารถเรียกเสียงฮาได้โดนใจ ก็มักวนๆอยู่กับการล้อเลียนบทรักหื่นสวาทของพระราชากับเหล่านางกำนัลสาวใช้

เพราะเขานี่แหละที่บังเอิญมีใบหน้าละม้ายพระราชาควังแฮ จึงถูกนำตัวเข้าวังอย่างลับๆมาพบพระองค์ ให้ทำการทดสอบเบื้องต้น คือ ว่านอนสอนง่ายอยู่ในคำสั่งดีไหม มีไหวพริบปฏิภาณแค่ไหน และให้ลองแต่งเครื่องทรง เลียนพระสุรเสียงทุ้มๆ อากัปกิริยาของพระราชาตัวจริง  ฮาซอนก็สอบผ่านหละสิ เพราะสกิลนักแสดงอาชีพ ย่อมมีลีลา และไหวพริบพอตัวอยู่แล้ว  (ข้อเท็จจริงในสมัยก่อน ก็ไม่มีใครได้เห็นหน้าพระราชาหรอก ข้าราชบริพารประชาชนก็ต้องก้มหน้าต่ำๆ ห้ามมองอยู่แล้ว เพราะจะเป็นความผิดจาบจ้วงเบื้องสูง ดังนั้น ลีลาและเสียงพูดจึงมีความสำคัญ เป็นที่สังเกตได้ง่ายกว่า)

ฮาซอนจึงได้รับค่าจ้างครั้งแรกในการปลอมเป็นพระราชาควังแฮ 1 คืน โดยรับรู้เพียงว่าเพราะพระองค์มีภารกิจลับต้องเสด็จนอกวัง ประหนึ่งเหมือนแค่ให้อยู่เวรดึกแทนพระองค์ 555  แต่แท้จริงแล้ว คืนนั้นพระองค์ออกไปหาความสำราญเริงรมย์กับนางกำนัลสนม อันซังกุง (รับบทโดย อีเอล) ที่นอกวัง

ความลับนี้มีเพียงราชเลขา หัวหน้าขันที และราชองครักษ์ เท่านั้นที่รับรู้

มีการนัดแนะว่าอีก 3 วัน องครักษ์จะมารับฮาซอนเข้าวังไปรับจ๊อบอีกครั้ง แต่ระหว่างนั้น ฮาซอนถูกทางการจับตัวไปลงโทษโบยข้อหาทำการแสดงล้อเลียนหมิ่นเบื้องสูง ตุลาการเจ้าเล่ห์จิตหื่นแอบต่อรองฮาซอนให้ส่งเด็กสาวซิงๆวัย 15 ของหอนางโลมมาให้ แลกกับการลดโทษให้ฮาซอน ทำให้ฮาซอนทั้งเคืองและแหยงกับการแตะต้องเบื้องสูง

ในที่สุด พระราชาควังแฮก็โดนลอบวางยาพิษจนสิ้นสติ อาการสาหัส แต่ราชเลขาวางแผนเก็บเป็นความลับ เคลื่อนย้ายพระองค์ไปหลบซ่อนให้หมอหลวงรักษาที่วัดนอกวัง และเรียกตัวฮาซอนเข้าวังก่อนกำหนด กะว่าให้สวมบทพระราชาสักไม่กี่วัน ประวิงเวลาระหว่างรักษาตัว แม้ฮาซอนตั้งใจมาแล้วว่าจะขอถอนตัว แต่ก็อดใจไม่ไหวกับเงินค่าจ้างก้อนโต ในขณะที่ปากก็อ้างมิให้เสียลุคว่าทำเพื่อชาติก็ได้ฟะ 555

เมื่อฮาซอนต้องปรับตัวเป็นพระราชา การใช้ชีวิตประจำวันที่ชาวบ้านไม่มีวันนึกถึงหรือเข้าใจได้เอง เขาจึงปล่อยเปิ่น ปล่อยไก่ให้ผู้ชมได้ฮามากมาย แต่เขาก็เรียนรู้ได้ไว เพราะมีตัวช่วยที่ดี คือ หัวหน้าขันที (รับบทโดย จางกวัง)

ความสุขชูใจฮาซอนเล็กน้อยในรั้ววังมีเพียง 2 เรื่อง หนึ่งคือ ความเอ็นดูต่อนางกำนัลต้นห้องวัย 15 ชื่อ ซาวอล (รับบทโดย ชิมอึนคยอง) ที่ขยันทำหน้าที่และเอาใจใส่ฮาซอนดียิ่ง เป็นเด็กที่น่าสงสาร พลัดพรากจากแม่ จนเขารับปากว่าจะช่วยหาแม่ให้นาง ส่วนอีกหนึ่งเรื่องคือ พระมเหสี (รับบทโดย ฮันฮโยจู) ที่งดงามยิ่งจนยากที่จะละสายตา แต่ช่างอมทุกข์ และมีท่าทีหมางเมินพระสวามี ชวนให้ฮาซอนสงสัยใคร่รู้ และอยากช่วยให้พระนางมีรอยยิ้มบ้าง

แต่การนั่งบัลลังก์มิได้มีเพียงหน้าที่ กินอิ่ม นอนหลับ ถ่ายได้ เพื่อทรงพระเจริญเท่านั้น เมื่อต้องเป็นพระราชากำมะลอยาวนานขึ้นอย่างไม่คาดคิด นานถึง 15 วัน เรื่องว่าราชการบ้านเมืองจึงเลี่ยงไม่ได้  แม้ว่าราชเลขาได้แนะคำตอบสำเร็จรูปง่ายๆไว้ คอยช่วยสกรีนฎีกาก่อน หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะนั่งบัลลังก์แล้วก็ตาม หลายสิ่งหลายอย่างก็ยั่วใจให้เขาอยากคิดใช้วิจารณญาณในแบบของตน แหกคำสั่งราชเลขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค้างคาเกี่ยวกับการสำเร็จโทษผู้ต้องสงสัยเป็นกบฏ ยูจองโฮ ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระมเหสี ต้นเหตุความเคืองพระทัยต่อพระสวามี เรื่องการอนุมัติกฎหมายใหม่ที่กระทบความเป็นอยู่ของชาวบ้านและความเป็นธรรมในสังคม

การตัดสินใจ การกระทำของฮาซอนในแต่ละเรื่อง กลับแตกต่างจากสิ่งที่พระราชาผู้มีอำนาจอยู่บนหอคอยเคยคิด เคยทำ เพราะมันเป็นมุมมองอีกด้าน  คิดในฐานะราษฎรคนหนึ่งจึงตอบโจทย์ความต้องการแท้จริงของราษฎรได้ คิดด้วยใจของชายคนหนึ่งที่พึงจะทำเพื่อหญิงคนรัก คิดในมุมมองเพื่อนมนุษย์ที่ขาดโอกาส เป็นความคิดบริสุทธิ์ที่ไม่มีกรอบการเมืองมาครอบงำ แต่กลับซื้อใจใครได้อีกหลายๆคน

เมื่อเขาออกนอกลู่นอกทาง ไม่สวมรอยพระราชาตัวจริง ย่อมมีทั้งเรื่องดีๆและเรื่องร้ายๆเกิดตามมาด้วยกัน เพราะเหล่าขุนนางผู้คิดโค่นบัลลังก์ก็จับความผิดสังเกตได้ กลายเป็นสถานการณ์ที่คับขัน  และแม้ว่าผลงานฮาซอนจะมีมุมดีมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่ชีวิตก็ยังต้องตกอยู่ในอันตราย เพราะเรื่องนี้คือความลับปิดตายของแผ่นดิน บนความจริงที่ว่ามีพระราชาแท้จริงได้เพียงองค์เดียวเท่านั้น  เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร ต้องไปตามลุ้นต่อ

เมื่อชมจบแล้วก็กลับมาชวนคิดตอบกิมมิคต้นเรื่องว่า ทำไม 15 วันนั้นถึงไม่อยากให้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะมันมีผลต่อพระเกียรติและโชซอนขนาดไหน ถ้าเอามาคิดผูกกับเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ต่อจากนั้นว่า บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ฤาจะเป็นผลจากการริเริ่มของฮาซอน ชายต่ำต้อยผู้นั้น ช่างเป็นจินตนาการทางงานประพันธ์ที่มีเสน่ห์น่าสนใจเชียวแหละ

ที่ผู้เขียนได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้มารีวิวทั้งๆที่ฉายเมื่อนานมาแล้ว เป็นเพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังจะถูกนำมารีเมคในเวอร์ชั่นละครที่มีชื่อว่า “The Crowned Clown” นำแสดงโดย ยอจินกู – อีเซยอง มีกำหนดออกอากาศตอนแรกในวันที่ 7 มกราคม ปี 2019 ในเวอร์ชั่นใหม่นี้จะออกมาเป็นอย่างไร แตกต่างไปจากภาพยนตร์เรื่องนี้หรือไม่ คงต้องรอติดตามชมกัน!

“The Crowned Clown” ออนแอร์ตอนแรก 7 มกราคมนี้

ติดตามข่าวสารจากเราได้ที่

Facebook Fanpage : facebook.com/korseries
Twitter : twitter.com/korseries
Website : korseries.com

Advertisements