Butterfly Sleep เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่มีพระเอกเกาหลีไปร่วมแสดง เขาคนนั้น คือ คิมแจอุค ที่ได้ประกบนักแสดงดังรุ่นใหญ่ของญี่ปุ่น โดยเปิดรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ 2017 Busan International Film Festival ก่อนการออกฉายที่ญี่ปุ่น แล้วค่อยกลับมาฉายที่เกาหลีในปีถัดมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ต่างวัยของนักเขียนนวนิยาย กับหนุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยน ที่บังเอิญได้รู้จักกันในช่วงเวลาที่โรคร้ายกำลังเริ่มคุกคามชีวิตนักเขียน แต่งานประพันธ์โรมานซ์ชิ้นสุดท้ายของเธอก็กำลังเริ่มต้น เขาจึงได้เข้ามาเป็นผู้ช่วย ทำให้โรมานซ์ในนวนิยายดำเนินถึงบทสุดท้ายได้ แต่โรมานซ์ของเขาและเธอจะเริ่มต้นและจบลงอย่างไร? บอกเลยว่าน่าติดตามค่ะ

อายามิเนะ เรียวโกะ (รับบทโดย มิโฮ นากายามะ) นักเขียนนวนิยายแนวโรมานซ์สะเทือนอารมณ์ที่มีชื่อเสียง ในวัย 50 เธอเพิ่งผ่านการหย่าจากสามีที่เป็นนักเขียนเช่นกัน  เธออยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลายอย่าง ตั้งแต่การเริ่มเปิดตัวเอง ให้มายืนอยู่หน้านวนิยาย โดยการยอมรับการเชื้อชวนจากเพื่อนอาจารย์มาเป็นครูสอนวิชาการเขียนวรรณกรรมให้นักศึกษามหาวิทยาลัย  และงานประพันธ์ชิ้นถัดไป ก็ตั้งใจว่าจะกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิม คือ มัตสึมุระ แทน อายามิเนะ

ที่ร้านอาหารกับ เพื่อน และลูกศิษย์ เธอได้ทำปากกาหมึกซึมแท่งสำคัญหาย เพราะเธอยังเป็นนักเขียนที่ทำต้นฉบับด้วยลายมือ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์  เธอต้องกลับมาตามหาแม้จะเป็นช่วงดึกดื่นที่ร้านปิดแล้ว ทำให้หนุ่มบริกรของร้าน โซชานแฮ (รับบทโดย คิมแจอุค) ที่พักอยู่ในร้าน ต้องงัวเงียตื่นมาช่วยหา แต่ก็ไม่เจอ

โซชานแฮ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากเกาหลี มาอยู่ญี่ปุ่นมา 7 ปีแล้ว แต่ไม่ค่อยได้เข้าเรียน เพราะมัวแต่มาทำงานหาเงินค่าเทอม ยามว่างก็อยู่ร้านปาจิงโกะ ดูไม่ค่อยจะมีจุดหมายชีวิตเท่าไหร่  เมื่อเขาเจอปากกาในวันรุ่งขึ้น จึงนำไปคืนที่บ้านของเรียวโกะ

ความสัมพันธ์แรกเกิดขึ้นเมื่อเธอให้เขาช่วยรับจ๊อบเลี้ยงสุนัขของเธอที่ชื่อว่า ทนโบะ (แปลว่าแมลงปอ) มาพาไปเดินเล่นสัปดาห์ละครั้ง อาบน้ำให้บ้าง ซึ่งเขาก็ทำได้ดี

อีกงานถัดไปของชานแฮ ก็คือจัดชั้นหนังสือในห้องเล็กๆที่แน่นขนัดไปด้วยหนังสือมากมายเกินคาด  ซึ่งมาจากความอยากเปลี่ยนแปลงของเธออีกเรื่องคือ หนังสือซึ่งเคยถูกจัดเรียงเป็นระบบระเบียบแบบมาตรฐานการใช้งาน เช่น ชื่อนักเขียน ปีของงาน แต่ในยามที่เธอรู้ว่าเธอกำลังจะไม่ได้ใช้ความทรงจำนั้นกับมันอีก จึงอยากรีเซ็ตให้กลายเป็นสิ่งสวยงามแทน เรียงใหม่ตามสีสัน การบังเอิญจะหยิบเจอเล่มใดเข้า จึงน่าสนใจกว่า

ชานแฮก็ทำได้ดีอีกเช่นกัน และยังได้จัดไปอ่านไป เพราะเขาเคยมีความคิดอยากเป็นนักเขียนเช่นกัน เพียงแต่ทิ้งมันไป เพราะชีวิตที่ดิ้นรนสร้างความเครียด เขาจึงปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามความบังเอิญแทน (เพราะงี้ เรียน 7 ปี เลยยังไม่ยอมจบไง 555)

ที่เรียวโกะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงทำโน่นนี่นั่น เพราะเธอกำลังเริ่มมีอาการของโรคอัลไซเมอร์ที่เป็นกรรมพันธุ์จากแม่ ความจำจะเสื่อม การทำงานของร่างกายจะมีปัญหา โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะตายใน 3 ปี และยังไม่มีวิธีรักษา!

ดังนั้นงานสำคัญ นวนิยายเรื่องสุดท้ายซึ่งเธอมีเวลาจำกัด เธอจึงขอให้ชานแฮช่วยพิมพ์งานลงคอม จากต้นฉบับที่เธอจะใช้วิธีอัดเสียง เพราะข้อมือเธอปวดเกินกว่าจะเขียนไหว และให้เขาย้ายเข้ามาพักในบ้านด้วยกันเลย เขาช่วยงานเธออย่างเต็มที่โดยไม่รู้ว่าเธอมีโรคร้ายคุกคามอยู่  แม้การใช้ภาษาเขียนญี่ปุ่นของเขายังไม่แข็งแรงนัก แต่เขาก็สามารถช่วยให้ความเห็นเสริมในบทได้ดีเป็นที่พอใจของเรียวโกะมาก เพราะเขาทั้งใส่ใจและเข้าถึงงานประพันธ์ของเธอ

ในวันที่เรียวโกะเกิดปรี๊ดแตกเพราะการบ้านของนักเรียนไม่ได้เรื่อง ถึงขั้นเป็น ‘ขยะ’ ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ใดๆ วันนั้นทำให้อาการอัลไซเมอร์ของเธอเริ่มออกอาการจนเกิดภาวะสมองวูบไป ดีที่ชานแฮเข้ามาช่วยได้ทัน และเหตุการณ์หลงลืมปิดประตูบ้านจนทำให้ทันโบะหายไป สร้างความสะเทือนใจรุนแรง แต่ในอีกด้านก็เป็นเรื่องดี เพรานำมาซึ่งจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของทั้งคู่ ซึ่งเรื่องราวจะลงเอยอย่างไร ต้องไปติดตามชมต่อกันเองค่ะ

ถ้ามองอย่างผิวเผินจากเรื่องย่อ หลายคนอาจยี้ความสัมพันธ์ต่างวัยที่ต่างกันมากๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เคยชมงานของญี่ปุ่น จะรู้ว่าเขาสามารถทำบทให้ได้อารมณ์ละเมียดละไม ไม่ประดักประเดิด เพราะงานเขามักเล่นกับความรู้สึก และรายละเอียดของอารมณ์ได้ดี ปล่อยให้ค่อยๆซึมแทรกมาในบท ค่อยๆพัฒนาไป  แม้ว่าจะใส่ฉากจัดจ้านบ้างที่เล่าจากตัวงานประพันธ์ของเรียวโกะ มาตัดสลับแทรก เหมือนสื่อโดยนัยถึงอารมณ์ (ขั้นกว่า) ของเธอ  เพราะหลักการเขียนงานของเธอ ก็คือการใช้ความรู้สึกตัวเองเข้าไปเป็นตัวละคร แต่โดยรวม เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็มีมุมดีงาม ไม่ได้ดูรุ่มร่ามเสียหายอย่างที่คิด ถึงขั้นสามารถเรียกน้ำตาเชียร์ได้เลย

ความละมุนของบทสคริปต์หลายอันก็ลึกซึ้งสวยงาม  เช่น การพูดถึงร่องรอยความทรงจำที่ถูกทิ้งไว้ ซึ่งบางครั้งก็มาจากความบังเอิญ หรือตั้งใจเตรียมมันไว้ให้กับคนที่เราอยากสื่อสารถึง แค่คิดตามก็ซึ้งละ

ความดีงามของนักแสดงก็ต้องพูดถึงแน่นอน มิโฮะ นี่คืออย่างเก๋าเลย ถ่ายทอดทั้งบุคลิกและอารมณ์ได้ดีมาก สมจริง ทำให้หวนนึกถึงซีรีส์เรื่องแรกที่ดูเธอ คือ A Sleeping Forest ปี 1998 อีกหนึ่งเรื่องดังของเธอเลยแหละ ปัจจุบันเธออายุ 49 ปีละ ยังดูดีมาก

ส่วนคิมแจอุคก็ลงตัวในบุคลิกดีนะ ลุคเด็กหนุ่มแน่นๆ ผมยาวเป็นลอน มาดเซอร์ๆที่เหมือนสลัดความมุ่งมั่นความหวังทิ้งไป และกลับมาจริงจังชีวิตได้ ที่สำคัญจะได้ฟังคิมแจอุคพูดญี่ปุ่นตลอดเรื่องเลยค่ะ ซึ่งตัวจริงเขาเคยไปเติบโตอยู่ที่ญี่ปุ่น จึงเนียนมากทั้งภาษาพูดและภาษากาย

แถมท้าย ที่ชอบมากของเรื่องนี้ คือบ้านของเรียวโกะ กระทัดรัด ธรรมชาติ น่าอยู่ แค่ตัวบ้านก็ดูมีชีวิต มีความรู้สึกอบอุ่น ชอบจริงๆเลย

Trailer :