ภาพของประชาชนเกาหลีใต้นับล้านคนจุดเทียนประท้วงขับไล่อดีตประธานาธิบดี “พัคกึนฮเย” วัย 67 ปี ณ จัตุรัสควางฮวามุน ถือเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของประชาธิปไตยในประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีระบอบการเมืองการปกครองที่ค่อนข้างเสถียรภาพได้ดี การที่ราษฎรทุกคนเชื่อว่าแผ่นดินนี้เป็นของทุกคน ระบบการเมืองในประเทศที่ยกอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเป็นผู้เลือกคนที่จะมาบริหารราชการแผ่นดินนั้นย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการตรวจสอบปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือแม้กระทั่งการกระทำความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยสาเหตุที่ประชาชนเกาหลีใต้พร้อมใจกันลุกฮือออกมาประท้วงครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปีเพื่อขับไล่พัคกึนฮเยนี้ ส่วนหนึ่งก็มีที่มาจากปัญหาดังที่กล่าวไปนั้นเอง

ทว่ากว่าคนเกาหลีใต้จะได้มาซึ่งความภารดรภาพกับประชาธิปไตยอันเป็นรากฐานความมั่นคงของชาติ แน่นอนว่าทุกอย่างล้วนก็มีราคาที่ต้องจ่าย ประเทศนี้เองก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของประชาชนผู้บริสุทธิ์มากมายนับไม่ถ้วนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของพวกเขาก็ยังพร่ำร้องเรียกหาเสรีภาพที่ในสมัยนั้นหนทางที่จะได้มันมาแทบจะปิดตาย ถ้าลองมองย้อนกลับไปในช่วง 5 สาธารณรัฐแรกของดินแดนแห่งโสมนี้ การปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นแทบจะทุกสมัยในทุกรัฐบาลของทุกประธานาธิบดี “ซึงมัน รี” ประมุขคนแรกของประเทศในฐานะประธานาธิบดีต้องพ้นวาระจากเหตุการณ์ปฏิวัติเดือนเมษายน ปี 1960 ถัดมา “ยุนโบซอน” ประมุขคนที่สองจำต้องลงจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารของ “พัคจองฮี” ประธานาธิบดีคนที่สามในปี 1961 ซึ่งภายหลังจากนั่งเก้าอี้บริหารประเทศกว่า 16 ปี นายพัคก็ต้องจบชีวิตลงด้วยปลายกระสุนของ “คิมแจกยู” เลขาธิการสำนักข่าวกรองภายในวงเหล้าส่วนตัวอย่างน่าตกใจ การสิ้นสุดของรัฐบาลพัคจองฮีอย่างสุดวิสัยทำแผ่นดินที่กำลังเบ่งบานในด้านเศรษฐกิจเริ่มระส่ำระส่ายและตกอยู่ในห้วงแห่งความขัดแย้ง ปมนี้เองจึงนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเกาหลีใต้ เมื่อ “จอนดูฮวาน” นายพลหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับ พยายามที่จะเข้ามาบริหารประเทศจนประชาชนและนักศึกษาชาวควังจูลุกขึ้นมาประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งถูกทหารเข้าปราบปรามอย่างเข้มข้นโดยทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 165 คนรวมไปถึงสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ภายหลังประเทศเกาหลีใต้ต้องตกอยู่ในเงามืดของเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากการที่นายพลจอนขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีกว่า 8 ปี ประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าสลดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านม้วนฟิล์มหลายต่อหลายเรื่องเพื่อระลึกถึงวีรชนผู้เสียสละ ซึ่งในบทความนี้จะหยิบยกบางส่วนมาให้ชมกัน

A Taxi Driver (2017)

เรื่องราวของ “คิมมันซบ (รับบทโดย ซงคังโฮ)” พนักงานขับรถแท็กซี่ที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ภรรยาที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับได้ฝากลูกสาวคนเดียวไว้เป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย อย่างไรก็ตามในฐานะคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว เขาจึงจำเป็นที่ต้องหารายได้เพื่อมาจ่ายค่าเช่าบ้านที่ติดค้างไว้อยู่หลายเดือน ทันใดนั้นก็ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเข้าข้างเขา เมื่อจู่ ๆ มันซบก็ได้ยินข่าวมาว่ามีชาวต่างชาติจะเหมารถไปเมืองควังจูโดยจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินก้อนโต

ในขณะเดียวกัน “ปีเตอร์ (รับบทโดย โธมัส เคร็ทสซ์แมน)” นักข่าวสัญชาติเยอรมันที่ประจำการอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ได้รับรายงานเหตุการณ์ความรุนแรงที่กำลังทวีคูณขึ้นในเขตพื้นที่ควังจู การสื่อสารทุกประเภทถูกตัดขาด สื่อท้องถิ่นถูกรัฐบาลและกองทัพปิดกั้นอย่างเข้มงวด เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปีเตอร์จึงตัดสินใจบินไปยังประเทศเกาหลีใต้ทันทีและว่าจ้างสหกรณ์แท็กซี่เพื่อจะเดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุ

มันซบที่เป็นเพียงแท็กซี่อิสระหลังจากบังเอิญได้รับข่าวลือมาก็ตัดสินใจที่จะสวมรอยเป็นแท็กซี่ของสหกรณ์ฯและไปรับปีเตอร์ตัดหน้าก่อนที่แท็กซี่ตัวจริงจะมาถึง ชายวัยกลางคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เห็นเพียงแค่รายได้จำนวนมากเป็นที่ตั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงจะทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ของคนควงัจูอย่งาหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพของประชาชน-นักศึกษาผู้บริสุทธิ์ที่ถูกเผด็จการพรากชีวิตไปอย่างโหดร้ายทารุณจะได้ถูกนำกลับมาเผยแพร่หรือไม่ ทุกอย่างคิมมันซบนั้นต้องเป็นผู้เลือก

อ่านรีวิวฉบับเต็มที่นี่

MAY 18 (2007)

ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์นองเลือดที่โหดเหี้ยมที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของประเทศเกาหลีใต้ เรื่องราวทั้งหมดย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 1980 ณ เมืองควังจู ดินแดนที่ในขณะนั้นถูกกองกำลังทหารปิดล้อม ทุกอย่างถูกตัดขาดจากภายนอก MAY 18 เล่าเรื่องผ่าน “คังมินอู (รับบทโดย คิมซังคยอง)” ชายหนุ่มที่ประกอบอาชีพขับแท็กซี่โดยสารซึ่งเขาอาศัยอยู่กับน้องชาย “คังมินอู (รับบทโดย อีจุนกิ)” เพียงลำพัง

ในวันที่ 18พฤษภาคม ในขณะที่มินอู จินอู และ “พัคชินแอ (รับบทโดย อีโยวอน)” พยาบาลสาวที่มินอูแอบชอบกำลังนั่งชมภาพยนตร์อยู่ในโรงฯอยู่นั้น ประตูหลักของห้องก็ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ภาพที่ทั้งสามเห็นตรงหน้าคือชายหนุ่มถูกทหารรัวกระบองฟาดไม่ยั้ง ไม่นานักแก๊สน้ำตาห่าใหญ่ก็คละคลุ้งเข้ามาทั่วทั้งโรงภาพยนตร์ เมื่อหนีออกมาเมืองควังจูที่เคยสงบสุขก็กลายเป็นสนามรบกลางเมืองที่คนร่วมชาติหันมาเข่นฆ่ากันเอง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเขาทั้งสามจึงเริ่มขึ้น ในขณะที่ความหวังที่จะโค่นเผด็จการกำลังเติบโต ความรักของจินอูและชินแอก็ก่อตัวขึ้นพร้อม ๆ กัน

อ่านรีวิวฉบับเต็ม ที่นี่

26 Years (2012)

จากเหตุการณ์กวาดล้างประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 18 พฤษภาคม 1980 ความอัปยศครั้งนี้ได้ทิ้งบาดแผลให้กับครอบครัวผู้สูญเสียมากมาย จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตราบาปของคน ๆ นึงไปชั่วชีวิต ภาพยนตร์เราองนี้สร้างจากหนังสือการ์ตูนในชื่อเดียวกัน โดยเล่าถึงเรื่องราวของ “ชิมมีจิน (รับบทโดย ฮันฮเยจิน)” นักกีฬายิงปืนทีมชาติเกาหลีใต้ที่ต้องกำพร้าแม่ขณะที่อายุได้ไม่ถึงปีจากกระสุนลูกหลงของทหารที่ยิงทะลุกระจกเข้ามาในบ้านของเธอ ซ้ำรายพ่อผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวก็เสียสติจากเหตุการณ์นี้

“ควักจินเบ (รับบทโดย จินกู)” ชายหนุ่มที่ตัดสินใจเป็นอันธพาลหลังปลดประจำการเพื่อต้องการที่จะปกป้องแม่ของเขาที่มักจะมีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้กำเริบทุกครั้งเมื่อเห็นภาพอดีตประธานาธิบดี “จอนดูฮวาน” บนโทรทัศน์ เมื่อย้อนกลับไปเมื่อวันที่เผด็จการได้สังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยม เด็กชายจินเบต้องเห็นภาพแม่ของตัวเองคุ้ยกองศพเพื่อหาร่างสามีของตัวเอง

Sponsored by VIU

                                       
                   
                               
แฟนไม่มีไม่เป็นไร แค่มีซีโร่ไนน์ก็พอแล้ว ชมซับไทย “My Absolute Boyfriend” ทันที หลังออนแอร์จบที่เกาหลี!คลิก!!!
       
   

และ “ควอนจองฮยอก (รับบทโดย อิมซึลอง)” ตำรวจหนุ่มที่ต้องพบกับพี่สาวของตัวเองถูกยิงอย่างสยดสยองด้วยยุทโปกรณ์สงครามตอหน้าต่อตา เมื่อโตมาเขาจึงสอบเป็นตำรวจเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะนำความยุติธรรมคืนสู่พี่สาวผู้ล่วงลับของเขาได้

ความคั่งแค้นเหล่านี้ถูกกดทับอยู่ในใจทั้งสามมาตลอดระยะเวลา 26ปี จนในวันหนึ่ง “คิมจูอัน (แบซูบิน)” ได้ล็อบบี้ให้พวกเขาเข้าทำภารกิจสังหารอดีตประธานาธิบดีที่มีส่วนสำคัญในเหตุการณ์สังหารประชาชน-นักศึกษา ทีปัจจุบันกำลังเสวยสุขวัยเกษียณอย่างไร้สำนึก (ในเรื่องไม่ได้มีการกล่าวถึงชื่อจอนดูฮวานตรง ๆ) เป้าหมายของภารกิจนี้มีเพียงแค่ความแค้นเป็นตัวขับเคลื่อนแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตพวกเขาก็พร้อมที่จะทำ

The President’s Barber (2004)

เรื่องราวของ “ซองฮันโม (รับบทโดย ซงคังโฮ)” ช่างตัดผมที่บังเอิญไปมีสัมพันธ์อย่างลับ ๆ กับลูกจ้างในร้านจนสุดท้ายเธอก็ท้อง ในยุค 50-60 กฎ 5 ประการของรัฐบาลทำให้เขาจำเป็นที่จะต้องแต่งงานกับเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่นานนักเมื่อถึงกำหนดคลอดของภรรยา ฮันโมก็จัดแจงอุ้มเมียใส่รถเข็นเพื่อที่จะไปโรงพยาบาล แต่โชคไม่ดีที่ ณ ตอนนั้นเกิดการปฏิวัติเดือนเมษาฯขึ้น นักศึกษา-ประชาชนออกมาประท้วงเนื่องจากต้องการยกเลิกการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส จนทำให้เกิดจลาจลขึ้น ณ บริเวณร้านของฮันโม การที่ทหารเข้าใช้กำลังกับผู้ชุมนุมทำให้ประชาชนและนักศึกษาบาดเจ็บสาหัสหลายราย

หนึ่งปีถัดมาจากนบายที่ให้ประชาชนชายวัยเรียนตัดผมสั้น ฮันโมก็สามารถสร้างรายเป็นกอบเป็นกำกระทั่งเขาได้รับรางวัลประชาชนตัวอย่างจากรัฐบาล ถัดมาไม่นานนักชองวาแดก็เรียกตัวฮันโมเข้าไปรับหน้าที่ช่างตัดผมประจำตัวของประธานาธิบดี อาชีพที่สุดแสนจะธรรมดานี้ ทำให้คุณพ่อลูกหนึ่งต้องแบกรับความเสี่ยง เมื่อต้องสัมผัสร่างกายของคนที่เรียกได้ว่ามีอำนาจมากที่สุดในประเทศ การเมืองในห้องตัดผมจึงเป็นสิ่งที่ชายผู้นี้ต้องรู้อยู่ตลอดเวลา

ภาพยนตร์ทั้งสี่เรื่องที่กล่าวไปข้างต้นนี้ จะทำให้เราได้เห็นการก่อเกิดของประชาธิปไตยในประเทศเกาหลีใต้ ประเทศที่ถูกวัดดัชนีประชาธิปไตยอยู่ในลำดับที่ 20 ของโลกผ่านมุมมองต่าง ๆ ทั้งจากล่างขึ้นบน บนลงล่าง หรือแม้กระทั่งวงนอกเข้าสู่วงในก็ตาม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นและเลือดนักสู้ของชาวโสมขาว ที่ลุกขึ้นสู้กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ท้อถอย รวมไปถึงการประกาศจุดยืนที่ว่าแผ่นดินนี้ประชาชนทุกคนมีอำนาจอธิปไตย ใช่ทหารที่รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน จากการถอดบทเรียนอันแสนเจ็บปวดในอดีต วันนี้เกาหลีใต้ได้สร้างสังคมแห่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์และเข้มแข็ง พร้อมปิดตายอำนาจที่ปลายกระบอกปืนอย่างถาวร

ติดตามข่าวสารจากเราได้ที่

Facebook Fanpage : facebook.com/korseries
Twitter : twitter.com/korseries
Website : korseries.com
Youtube : Korseries